Google Desktop

Column

Google Desktop
Search เว็บกันเยอะแล้ว กลับมา Search เครื่องตัวเองกันเถอะ

เคยได้ยินคำว่าแรงผลักดันมั้ยครับ เรื่องในสังคมหลายเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ลำบาก ก็อาจต้องรอการเปลี่ยนแปลงจากสังคมภายนอกก่อน แล้วค่อยให้กลับมาเปลี่ยนแปลงสังคมที่เราอยู่อีกครั้ง เรื่องเทคโนโลยีก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

แรกเริ่มเดิมที สมัยมาใช้คอมพิวเตอร์ใหม่ๆ เรามักจะถูกสอนมาให้แยกเก็บไฟล์อย่างเป็นระเบียบใช่มั้ยครับ แยกไดรว์สองอัน อันแรกลงโปรแกรม อีกอันไว้เก็บข้อมูลต่างๆ แยกโฟลเดอร์ตามประเภทของไฟล์ เก็บเอกสาร เก็บเพลง เก็บรูป เก็บหนัง แต่สุดท้ายก็คิดว่าความพยายามของทุกคนก็เหลวอยู่ดี

ยิ่งสมัยนี้มีอินเทอร์เน็ต เราได้ไฟล์ใหม่กันแทบทุกวัน ทั้งไฟล์ที่รับจาก Instant Messenger รวมไปถึงไฟล์จากการดาวน์โหลด ผมคิดว่าหลายๆ คนเลือกเก็บทุกอย่างไว้ที่ Desktop หรือไม่ก็ My Documents กันแล้วค่อยมาแยกทีหลัง พอเอาเข้าจริงก็หาไม่เจอซักที เป็นกันบ้างรึเปล่าครับ

ในขณะที่การค้นหาบนอินเทอร์เน็ตก้าวหน้าขึ้นไปทุกวัน ค้นข้อมูลหุ้น ค้นสภาพอากาศทำได้ตั้งนานแล้ว ช่วงหลังสุดยอดเสิร์ชเอ็นจินอย่าง Google ยังค้นได้อีกสารพัด ข่าวสาร สินค้าในร้าน รูปภาพ นิวส์กรุป แต่การหาไฟล์ที่อยู่ในเครื่องของเรา ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปซักนิดตั้งแต่วินโดว์ 95 ออกมา เกือบสิบปีแล้วนะครับ

ด้วยเหตุผลนี้เลยเกิดแนวคิดใหม่ในการหาข้อมูลในเครื่องขึ้นมา ถ้าเกิดไฟล์มันเยอะมากจนจำไม่ได้ว่าเก็บอะไรไว้ตรงไหน ก็อย่าจำเลย อยากได้ไฟล์ไหนก็ค้นเอาดีกว่า

วิธีการคือเก็บข้อมูลที่เรียกว่า metadata หรือข้อมูลที่เอาไว้อธิบายข้อมูล ไปกับไฟล์ทุกไฟล์ด้วย ถ้าใครเคยใช้โปรแกรมฟังเพลงจำพวก iTunes อาจจะพอนึกออก ไฟล์เพลงแต่ละเพลงจะมีส่วนที่เก็บข้อมูลศิลปิน อัลบั้ม ประเภทของเพลง รวมถึงปีที่ออก เมื่อค้นหาก็จะนำข้อมูลตรงนี้ไปใช้นั่นเองครับ ถ้ารูปภาพจากกล้องดิจิทัลก็จะถูกบันทึก metadata อัตโนมัติตั้งแต่ตอนถ่าย ทั้งเวลาที่ถ่ายและกล้องที่ใช้ด้วย

อนาคตอีกสามสี่ปีข้างหน้า เราจะไม่ใช้ระบบไฟล์แบบเดิมกันแล้ว ทุกอย่างจะใช้การค้นหาแทนทั้งหมด แนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ ยืนยันได้จากการที่ระบบปฏิบัติการดังๆ แทบทุกตัวกำลังมุ่งมาทางนี้กันหมด

วินโดว์เป็นเจ้าแรกที่ประกาศตัวว่า Longhorn วินโดว์ตัวถัดไปจะใช้การค้นหาข้อมูลด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า WinFS หลังจากนั้นไม่นาน ฝั่งลินิกซ์ก็ประกาศทำมั่งในชื่อโครงการ Storage ของ Gnome สุดท้ายเมื่อไม่นานมานี้ แอปเปิลก็บอกว่า MacOSX ตัวถัดไป 10.4 หรือรหัสว่า Tiger ก็สามารถค้นหาข้อมูลแบบนี้ได้ในชื่อ Spotlight แถมวางตัวว่าออกก่อนอีกต่างหาก ภายในครึ่งแรกของปี 2005 ครับ

ทุกคนคาดกันว่าแอปเปิลจะเป็นเจ้าแรกที่นำเอาเทคโนโลยีนี้มาให้ใช้ก่อนใคร เพราะไมโครซอพท์ตัดสินใจตัดเอา WinFS ไปจาก Longhorn ที่จะออกปลายปี 2006 แล้ว (ผมคาดว่าน่าจะมาให้ใช้อย่างเร็วที่สุดก็ปลายปี 2007) แต่ที่ไหนได้แอปเปิลโดนตัดหน้าครับ ไม่ใช่ใครอื่นไกล มหาอำนาจแห่งการค้นหา Google นั่นเอง

Google เปิดตัว Google Desktop โปรแกรมที่ทำให้คุณสามารถค้นหาไฟล์ในเครื่องได้เหมือนกับค้นเว็บ ตอนนี้ยังเป็นรุ่นทดสอบอยู่ แต่ไปลองโหลดมาเล่นกันได้แล้วที่ desktop.google.com ตัวโปรแกรมขนาดเล็กนิดเดียว พอลงแล้ว Google Desktop จะสร้างฐานข้อมูลไฟล์ในเครื่องของเราเมื่อเราไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ดังนั้นลองเปิดเครื่องทิ้งไว้ซักคืนหนึ่ง ตอนเช้าก็น่าจะค้นหาเสร็จแล้ว หลังจากทำรายการแฟ้มครั้งแรกแล้ว ครั้งต่อๆไป Google Desktop จะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงทุกครั้งหลังเปิดเครื่อง ซึ่งผมลองเอามาเล่นแล้วไม่รู้สึกถึงความช้าจากตัว Google Desktop แม้แต่น้อยเลยครับ

หลังจากนั้นเรามาเริ่มค้นหากัน คลิกที่ไอคอน Google Desktop ก็จะพบกับหน้าตาที่คุ้นเคย ใช่แล้วครับ เว็บบราวเซอร์จะถูกเปิดขึ้นมา เราก็จะพบกับช่องค้นหาเหมือนกับเว็บ Google เปี๊ยบเลย เพียงแต่เปลี่ยนหัวข้อจาก Web มาเป็น Desktop แทน

ลืมบอกไปว่าตัวทดสอบนี้ยังใช้ได้กับไฟล์ไม่กี่แบบเท่านั้น อย่างแรกคืออีเมลซึ่งสนับสนุนเฉพาะ Outlook ถ้าใครใช้ Eudora หรือ Thunderbird แบบผมก็หมดสิทธิ์ ยิ่งใช้เว็บเมลยิ่งแล้วใหญ่ อย่างที่สองคือข้อความที่คุยกับเพื่อนใน IM ก็สนับสนุนเฉพาะโปรแกรม AIM เท่านั้น คนไทยใช้กันแต่ MSN ก็อดเช่นกัน ที่เหลือคือค้นประวัติการใช้งานเว็บของเราได้จากแคช และค้นหาไฟล์ทั่วๆ ไปได้จากชื่อไฟล์ ยังไม่เก่งขนาดรู้ว่าไฟล์นี้เป็นเพลง เป็นหนัง หรือเป็นรูปภาพ และใช้ได้กับวินโดว์เอ็กซ์พีเท่านั้นนะครับ เก่ากว่านี้หมดสิทธิ์ ส่วนใครใช้แมคก็ต้องรออีกซักหน่อย เค้าประกาศทำแล้ว ส่วนลินิกซ์ยังไม่มีข้อมูลใดๆ

หมากตัวนี้เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอในการต่อกรกับไมโครซอพท์ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างใช้งานผ่านเว็บบราวเซอร์ได้ ระบบปฏิบัติการจะเป็นอะไรก็ไม่มีใครสนอีกต่อไป น่าสนใจมั้ยล่ะครับ

เท่าที่ผมลองใช้มาก็คิดว่า Google Desktop ยังไม่เข้าที่เข้าทางเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เราเห็นภาพว่าอนาคต วิธีการเข้าถึงไฟล์ของเราจะเปลี่ยนไปแค่ไหน รอตัวจริงออก และรอให้คุ้นกับวิธีใหม่ๆนี้กันซักนิด อาจจะติดใจกันก็ได้นะครับ