เมื่ออะไรๆ ก็รวมในมือถือ

Keyword
Column

เมื่ออะไรๆ ก็รวมในมือถือ

คอลัมน์นี้เราพูดถึงอุปกรณ์ (Gadget) ต่างๆ กันมาหลายตอนแล้วนะครับ ตั้งแต่เครื่องเล่นเอ็มพีสาม แฟลชไดรว์ คราวนี้มาดูของใกล้ตัวอย่างมือถือกัน

อันดับแรกอยากให้คุณผู้อ่านลองล้วงไปในกระเป๋าของตัวเองดูก่อน ว่าวันหนึ่งๆ เราพกอุปกรณ์อะไรกันบ้าง ถ้าเป็นคุณผู้หญิงอาจจะสะดวกหน่อย เพราะว่าค้นในกระเป๋าถือเพียงที่เดียว ถ้าเป็นคุณผู้ชายอาจต้องค้นทั้งกระเป๋าเสื้อเชิ้ต กระเป๋ากางเกงซ้ายขวาและด้านหลัง

เดิมทีของในกระเป๋าที่เราพกไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย หรือไปทำงานมีเพียงกระเป๋าสตางค์ กับพวงกุญแจเท่านั้น สี่ห้าปีให้หลัง เมื่อโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้น กระเป๋ากางเกงอีกข้างที่ว่างอยู่ก็เอาไว้ใส่โทรศัพท์ (หรือบางท่านอาจคาดไว้ที่เข็มขัด) ของชิ้นที่สามไม่ถือว่าเป็นภาระมากนัก เพราะเรายังมีเนื้อที่ว่างและความสามารถในการขนเหลืออยู่บ้าง แต่เมื่อเราเริ่มต้องพกอุปกรณ์ชิ้นที่สี่ตามมา ปัญหาก็เกิดขึ้น

อุปกรณ์ชิ้นที่สี่คืออะไรนั้น ขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละบุคคล อุปกรณ์ชิ้นที่สี่อย่างแรกเริ่มแพร่หลายมาสองสามปีแล้ว มันคือ PDA หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าปาล์มนั่นเองครับ ประโยชน์ใช้สอยของมันคือใช้เก็บข้อมูลต่างๆ มักอยู่ในทางธุรกิจเป็นส่วนมาก เช่น นามบัตร บันทึกนัดหมาย เมื่อก่อนคนที่นั่งกินกาแฟตามร้านคอฟฟี่ช็อป แล้วล้วงปาล์มขึ้นมาจดๆๆ เป็นอะไรที่ดูไฮเทคและเท่มาก แต่ในช่วงหลังกระแสปาล์มเริ่มลดความนิยมลงไป สาเหตุนั้นมาจากโทรศัพท์มือถือฉลาดขึ้น มือถือแบบใหม่ๆ แบบสมาร์ทโฟน (เช่น โทรศัพท์ของโนเกียรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Symbian หรือตระกูล O2) มีความสามารถที่มีอยู่ในปาล์มเกือบทุกอย่าง ทำให้หลายคนเลือกพกมือถือเพียงอย่างเดียว จะพกสองอย่างให้หนักทำไมจริงมั้ยครับ

นอกจากปาล์มก็มีอุปกรณ์ไฮเทคอื่นๆมากมาย ตั้งแต่เครื่องเล่นเอ็มพีสามที่ต่อยอดมาจากเครื่องเล่นซีดีแบบวอล์คแมน แฟลชไดรว์ และกล้องดิจิทัล ผมเชื่อว่าหลายๆ คนมีอุปกรณ์ชิ้นที่สี่นี้มากกว่าหนึ่งชิ้น และเลือกพกพาตามสถานการณ์มากกว่าขนไปทีเดียวทั้งหมด เช่น นำกล้องดิจิทัลไปเฉพาะตอนไปเที่ยว หรือพกเครื่องเล่นเอ็มพีสามไปเฉพาะช่วงที่ต้องเดินทาง

สาเหตุที่ต้องทำเช่นนั้นมาจากเรื่องน้ำหนักนั่นเองครับ คนเรามีความสามารถจำกัดในการแบกน้ำหนัก และการขนของหลายๆชิ้นโดยไม่มีกระเป๋าถือหรือเป้ไปด้วยยิ่งไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนัก แน่นอนว่าถ้าให้เลือกถือของเพียงอย่างเดียว ร้อยทั้งร้อยต้องเลือกโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างแรก เพราะมือถือกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นไปแล้ว ต่างกับกล้องดิจิทัลหรือแฟลชไดรว์ ที่ไม่มีก็ไม่เป็นอะไรมากนัก

แนวโน้มที่เกิดขึ้นก็เป็นอย่างที่เราเห็นกัน นั่นคือโทรศัพท์มือถือเริ่มรวมความสามารถของอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆเข้าด้วยกัน โทรศัพท์มือถือมีความสามารถของปาล์มได้สองสามปีแล้ว กล้องดิจิทัลแบบถ่ายได้ละเอียดและความสามารถในการเล่นเอ็มพีสามกำลังจะเป็นมาตรฐาน (ลองดูโฆษณาโทรศัพท์ตัวใหม่ ของโนเกีย โซนี่ ซัมซุงหรือซีเมนส์ดูสิครับ) เรากำลังมุ่งสู่ยุคของอุปกรณ์พกพาเพียงชิ้นเดียว ต่อไปมันอาจไม่เรียกว่าโทรศัพท์ ผมขอตั้งชื่อให้มันเล่นๆ ไว้ก่อน เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง ว่าเป็น Personal Device

เมื่อความสามารถของปาล์ม กล้อง และเอ็มพีสามถูกนำไปรวมในโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว อาจจะสงสัยกันว่าอนาคตของโทรศัพท์จะมุ่งไปทางไหน ผมคิดว่าสิ่งต่อไปที่จะถูกนำมารวมในโทรศํพท์คือฮาร์ดดิสก์ครับ ความจุของหน่วยความจำในโทรศัพท์นั้นยังถือว่าด้อยอยู่มาก เพราะจุได้น้อย การ์ดหน่วยความจำมีราคาแพง แต่ปัญหานี้จะถูกแก้ไขด้วยพัฒนาการของฮาร์ดดิสก์ที่เกิดมาจากการบูมของเครื่องเล่นเอ็มพีสาม ทำให้เราสร้างฮาร์ดดิสก์ความจุสูง มีขนาดเล็กกว่าบัตรเครดิต และต้องการพลังงานน้อยขึ้นมาได้ ต่อไปในอนาคตเราจะสามารถเก็บข้อมูลทั้งหมดที่มีลงในโทรศัพท์ เมื่อต้องเข้าประชุมหรือพรีเซนต์งาน ก็นำโทรศัพท์ต่อเข้ากับโน้ตบุ้คนำเสนอได้ทันทีเหมือนเป็นฮาร์ดดิสก์อีกตัวหนึ่ง เหมือนกับที่ใช้แฟลชไดรว์กันทุกวันนี้ แจ๋วมั้ยล่ะครับ

ส่วนความสามารถถัดไปที่โทรศัพท์มือถือควรทำได้ และมุ่งสู่การเป็น Personal Device อย่างแท้จริงในอนาคต คงเป็นความสามารถเท่ๆ ที่แสดงกันตามงานแสดงเทคโนโลยีของเมืองนอกเค้า เช่น ใช้มือถือซื้อน้ำกระป๋องจากตู้กด ใช้มือถือเป็นบัตรประจำตัวเข้าทำงาน หรือใช้มือถือเป็นรีโมทควบคุมแอร์ เป็นต้น อีกไม่นานเกินรอครับ