อวสานฟลอปปี้ดิสก์

Keyword
Column

อวสานฟลอปปี้ดิสก์

หนึ่งในเทคโนโลยีสุดอึดที่อยู่กับเรามาตั้งแต่ยุค 70 ถึงคราวที่จะต้องไปเสียทีครับ สิ่งนี้คือฟลอปปี้ดิสก์นั่นเอง

หลังจากถือกำเนิดขึ้นมาในห้องทดลองของไอบีเอ็มในช่วงปี 1971 ฟลอปปี้ดิสก์ยุคแรกมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงแปดนิ้ว (20 เซนติเมตร) มีความจุเริ่มต้นที่ 80 กิโลไบต์ และพัฒนาขึ้นมาจนเป็น 256 กิโลไบต์ในภายหลัง เมื่อเข้าสู่ยุค 80 ขนาดของฟลอปปี้ดิสก์ลดลงมาเหลือ 5.25 นิ้ว กับความจุ 1.2 เมกะไบต์ ซึ่งถือว่ามากเกินพอในสมัยนั้น เมื่อไดรว์ฟลอปปี้ถูกผนวกไปกับเครื่องพีซี IBM PC/AT ทำให้ฟลอปปี้ถูกใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

ปลายยุค 80 ก่อนขึ้นยุค 90 ก็เป็นจุดเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของแอปเปิลเลือกใช้ฟลอปปี้ขนาด 3.5 นิ้วของโซนี่จนทำให้แผ่นชนิดนี้กลายมาเป็นมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบัน ความจุ 1.4 เมกะไบต์ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มากนักเทียบกับ 1.2 เมกะไบต์ แต่ขนาดที่เล็กลงมากจนใส่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตได้ รวมกับราคาที่ถูกมาก ทำให้ฟลอปปี้ชนิดนี้อยู่มาจนถึงวันนี้ มีคู่แข่งมากมายที่มุ่งหวังจะโค่นแผ่น 3.5 นิ้วลงไป แต่ไม่เคยทำได้สำเร็จ ช่วงกลางยุค 90 แผ่นดิสก์ชนิดใหม่ความจุ 100 เมกะไบต์จาก Iomega ชื่อว่าแผ่น ZIP ออกจำหน่ายและได้รับความนิยมพอสมควรจากกลุ่มผู้ใช้ที่ต้องใช้งานความจุมากๆ (เช่น พวกทำกราฟฟิค เป็นต้น) แต่ข้อเสียของมันคือต้องใช้ไดรว์เฉพาะของมันเอง ไม่สามารถไปเปิดบนเครื่องพีซีที่มีแต่ฟลอปปี้ไดรว์ได้ และราคาที่แพงกว่า ทำให้ ZIP ต้องม้วนเสื่อกลับไป

เมื่อเข้าถึงปี 2000 ไฟล์มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก การกำเนิดของอินเทอร์เน็ตทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนรูปภาพ เพลง หรือวิดีโอจำนวนมาก เมื่อฟลอปปี้ดิสก์ไม่สามารถใส่เอกสารเวิร์ดขนาดใหญ่ได้แล้ว จึงเกิดการมองหาสื่อบันทึกได้แบบใหม่ และซีดีคือสื่อชนิดนั้น

ซีดีรอมเป็นสื่อเก็บข้อมูลแบบบันทึกด้วยแสง (Optical) ต่างจากฟลอปปี้ดิสก์หรือฮาร์ดดิสก์ที่ใช้แม่เหล็ก (Magnetical) เมื่อไดรว์ซีดีได้มีราคาถูกจนกลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ทุกเครื่อง ทำให้ตัดปัญหาด้านการหาไดรว์เปิดแบบเดียวกับแผ่น ZIP ออกไป ฟลอปปี้ดิสก์จึงลดความนิยมลงไปบ้าง

แต่ฟลอปปี้ดิสก์ก็ยังไม่ตายง่ายๆ ครับ การใช้งานของซีดีนั้นไม่ตรงกับฟลอปปี้ดิสก์ซะทีเดียว เนื่องจากว่าไดรว์ฟลอปปี้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถอ่านและเขียนแผ่นฟลอปปี้ได้ ในขณะที่ไดรว์ซีดีนั้นแยกเป็นแบบอ่านอย่างเดียว กับอ่านและเขียน (RW) ทำให้เกิดปัญหาว่าไม่สามารถบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีได้ในบางเครื่อง ข้อจำกัดอีกอย่างคือการเขียนซีดีจำเป็นต้องเขียนทั้งแผ่นในครั้งเดียว ถ้าต้องการลบต้องล้างทั้งหมดแล้วเขียนใหม่ เทียบกับฟลอปปี้ที่เลือกเขียนและเลือกลบเป็นบางไฟล์ได้ ทำให้เกิดการแบ่งส่วนตลาดกัน ข้อมูลแบบที่บันทึกแล้วไม่ต้องการเปลี่ยน เช่น หนังหรือเพลง จะใช้ซีดีรอม ส่วนข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ แลกเปลี่ยนกันระหว่างเครื่อง ยังใช้งานฟลอปปี้ดิสก์ต่อไป

ด้วยข้อจำกัดของซีดีรอมทำให้ฟลอปปี้ยังอยู่ แต่ปี 2004 นี้คงถึงคราวต้องไปจริงๆ แล้วล่ะครับ การเข้ามาของแฟลชไดรว์ (Flash Drive) ซึ่งใช้หน่วยความจำแบบ Solid State แบบเดียวกับสื่อต่างๆ ที่ใช้ในกล้องดิจิตอล จุดมุ่งหมายของแฟลชไดรว์ (หรือที่บ้านเราเรียกกันว่า ธัมป์ไดรว์ thumb drive) เหมือนกับฟลอปปี้ดิสก์เปี๊ยบ คือใช้แลกเปลี่ยนไฟล์ขนาดเล็กๆ แต่ขนาดที่ใหญ่กว่าหลายเท่า และราคาที่ลดลงมามากในปีนี้ ทำให้คนจำนวนมากเลิกใช้ฟลอปปี้กันไปเลย สังเกตได้จากตามห้างไอทีหรือร้านคอมพิวเตอร์หันมาขายแฟลชไดรว์กันเต็มไปหมด นิตยสารคอมพิวเตอร์เกือบทุกหัวในบ้านเราตีพิมพ์บทวิจารณ์แฟลชไดรว์ยี่ห้อต่างๆ เกือบทุกเดือน ทุกวันนี้แฟลชไดรว์กลายเป็นแฟชั่นเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ ที่ขนาดต้องเล็ก มีลูกเล่นเช่นไฟ หรือลวดลายต่างๆ

แฟลชไดรว์ใช้การติดต่อผ่่านพอร์ท USB ซึ่งเป็นมาตรฐานของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องเช่นกัน ทำให้ไม่มีปัญหาใดๆ ในการใช้งาน เดิมทีผู้ใช้วินโดว์ 98 ลงไปจำเป็นต้องติดตั้งไดรเวอร์ของแฟลชไดรว์ ทำให้ยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ปัจจุบันคอมพิวเตอร์ในเมืองไทยหันมาใช้วินโดว์ Me หรือ XP กันเกือบหมดแล้ว ปัญหาข้อนี้จึงเรียกได้ว่าเล็กน้อย

ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายแรกที่ตัดฟลอปปี้ดิสก์ทิ้งไป คือ แอปเปิล กับเครื่อง iMac ตัวแรกตอนปี 2000 ความคิดของแอปเปิลค่อนข้างใหม่เกินไปในสมัยนั้น (เพราะยังไม่มีแฟลชไดรว์) จึงโดนวิจารณ์อยู่บ้าง แต่ถึงปี 2004 ผู้ผลิตรายอื่นหันมาตัดฟลอปปี้ดิสก์เช่นกัน ได้แก่ Dell และ Gateway (เป็นยี่ห้อคอมพิวเตอร์ในสหรัฐ ไม่ทำตลาดในบ้านเรา) ซึ่งทางโฆษกของ Dell ออกมาบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ใช้ที่ยังต้องการฟลอปปี้ดิสก์ใช้อยู่ ต้องจ่ายเพิ่มอีกสิบเหรียญเป็นค่าไดรว์