ซื้อของออนไลน์ จ่ายผ่านบัตรเติมเงิน

Keyword
Column

ซื้อของออนไลน์ จ่ายผ่านบัตรเติมเงิน

ช่วงที่กระแสอีคอมเมิร์ซเข้ามาในเมืองไทยใหม่ๆ จำได้รึเปล่าครับว่าบ้านเราก็ตื่นเต้นกันมากทีเดียว มีการจัดอบรม สัมมนา เวิร์คช็อปมากมายเพื่อหวังที่จะย้ายสินค้าขึ้นไปขายออนไลน์ ปรากฏว่าคนรวยจริงคือคนจัดอบรมครับ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าขายปลีกที่คิดจะเปิดร้านออนไลน์ต่างเจ๊งกันไม่เป็นท่า หลายๆ เจ้าหันไปขายของแบบ B2B แทน B2C กันแทน แน่นอนว่าสาเหตุสำคัญของความล้มเหลวนี้ เกิดจากสาธารณูปโภคด้านการจ่ายสตางค์ออนไลน์บ้านเรายังไม่เข้มแข็งพอ

ผมเชื่อว่ามากกว่าค่อนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต อ่านกรณีประสบความสำเร็จของร้านค้าออนไลน์ เช่น Amazon หรือ eBay กันมาเยอะ สนใจลองซื้อสินค้าแบบออนไลน์ให้รู้ว่ามันเป็นอย่างไร แต่ผมก็เชื่ออีกว่ากว่าครึ่งของผู้มีโอกาสออนไลน์ในบ้านเรายังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ยังไม่มีบัตรเครดิตสิ่งสำคัญของการจ่ายเงินผ่านอินเทอร์เน็ต จะหันไปยืมบัตรของพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะได้รับคำถามที่ว่า “จะปลอดภัยจริงเหรอ” เข้ามาแทน

สังคมไทยยังเป็นสังคมที่พึ่งพาเงินสดอยู่มาก ในขณะที่ฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกัน บัตรเครดิตเป็นเรื่องปกติธรรมดา ใช้จ่ายทุกอย่างผ่านเครดิต แม้แต่จะกินข้าวหน้าเป็ดหนึ่งจานก็สามารถจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ เมื่อวัยรุ่นทุกคนก้าวเข้าสู่วัยทำงานก็ต้องมีบัตรอย่างน้อยหนึ่งใบติดตัว ในขณะที่เมืองไทยบางบ้านยังไม่ยอมแม้แต่จะให้ลูกๆ ถือบัตรเอทีเอ็มด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวฟุ่มเฟือย เรื่องนี้ผมขอไม่วิจารณ์ว่าแบบใดเหมาะสมกว่ากัน แต่เมื่อเราอยู่บนโลกออนไลน์ซึ่งต้องเอาตามฝั่งอเมริกัน เราจึงเป็นฝ่ายเสียเปรียบไปในทันที

แต่ไอเดียของผมคือ ตอนนี้เครือข่ายสาธารณูปโภคด้านการจ่ายเงินแบบใหม่ในบ้านเรา ได้พัฒนาจนมีศักยภาพพอที่จะนำมาใช้กับอินเทอร์เน็ตได้แล้ว สิ่งนี้คือ บัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือนั่นเอง

ทุกวันนี้เราก็เริ่มใช้มูลค่าในบัตรเติมเงินซื้อสินค้าบางอย่างกันแล้ว เพียงแต่เป็นสินค้าที่จำกัดวงใช้งานอยู่กับโทรศัพท์ด้วยกันอยู่ นั่นคือการโหลดริงโทน รูปภาพหรือเกมมาเล่นบนมือถือที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ การจ่ายเงินจากมูลค่าในบัตรมีข้อดีมากกว่าบัตรเครดิตหลายอย่างมาก สิ่งแรกคือการเติมเงินแต่ละครั้งมักเป็นจำนวนเงินที่ไม่เยอะ เช่น 300 หรือ 500 บาท ความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรมมูลค่าจึงลดน้อยลง เจ้าของเงินก็ไม่กลัวมากนัก ถึงจะถูกขโมยไปจริงๆก็แค่ไม่กี่ร้อยบาท ต่างจากเครดิตการ์ดที่ไปทั้งบัญชี อย่างที่สองคือบัตรเติมเงินหาซื้อได้สะดวก ไม่จำกัดอายุและรายได้ของผู้ซื้อเหมือนบัตรเครดิต สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านหนังสือหรือเซเว่นอีเลฟเว่น ยิ่งในปัจจุบันไม่ว่าเด็กขนาดไหนก็มีโทรศัพท์ติดตัวกันแล้ว การเติมเงินเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนเติมน้ำมันหรือซื้อกับข้าว ยิ่งฐานลูกค้าของบัตรเติมเงินกว้างกว่าบัตรเครดิตมาก โอกาสขายของได้ก็ยิ่งมาก

ผมเลยคิดว่า บ้านเราตอนนี้พร้อมแล้วสำหรับการขายปลีกออนไลน์ด้วยการจ่ายผ่านบัตรเติมเงิน ลองยกตัวอย่างเป็นสินค้าง่ายๆ ชิ้นเล็กก็ได้ครับ ซื้อเพลงออนไลน์แบบเดียวกับร้าน iTunes ของแอปเปิลที่เขียนไปคราวก่อน ถ้านำวิธีเดียวกันมาคิด ซีดีเพลงไทยตกแผ่นละร้อยนิดๆ มีประมาณสิบเพลง ดังนั้นถ้าแยกขายเพลงละ 10-15 บาทน่าจะมีลูกค้าค่อนข้างแน่ ผู้ซื้ออาจต้องลงทะเบียนกับโอเปอเรเตอร์โทรศัพท์ที่ตัวเองใช้ก่อน เพื่ออนุมัติให้ซื้อเพลงออนไลน์ได้ด้วยมูลค่าเงินที่เติมไป ส่วนรายได้ก็ให้กับค่ายเพลงกับโอเปอเรเตอร์นำมาแบ่งกัน

อันนี้แค่ไอเดียคร่าวๆนะครับ ยังมีปัญหาด้านเทคนิคอีกหลายอย่างเช่น ฟอร์แมทเพลง หรือด้านลิขสิทธิ์ แต่ไม่สำคัญนักเพราะเป็นการบ้านที่ผู้ขายต้องไปคิดมา การขายของแบบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกมาก โอเปอเรเตอร์ค่ายรองๆ อย่างดีแทค หรือค่ายซึ่งใช้จุดขายที่แตกต่างแบบฮัทช์น่าจะเป็นตัวเลือกแรกๆ ค่ายเพลงบ้านเราก็มีไม่เยอะครับ แค่แกรมมี่-อาร์เอส-เบเกอรี่ เจรจาไม่ยาก และทุกค่ายก็กำลังหาหนทางขายเพลงของตัวเองกันเต็มที่ ชี้โพรงกันสุดๆ แบบนี้ถ้าไม่เกิดคงต้องโทษผู้บริหารที่วิสัยทัศน์ไม่ถึงแล้วล่ะครับ