วันนี้เปิดอ่านข่าวใน Business Week ตามปกติ ก็เหลือบไปเห็นลิงก์ Business Exchange กดเข้าไปดูพบว่า “ว้าย นี่มัน techmeme นี่หว่า”
Techmeme เป็น news aggregator ด้านไอทีรายใหญ่ เพิ่งเปิดกิจการเมื่อเดือน ก.ค. 2007 ผ่านมาปีกว่าๆ ก็ดังทะลุฟ้าในหมู่ tech blogger และ tech media ไปแล้ว แนวคิดของมันก็ไม่ซับซ้อนคือดูข่าวไอทีจากเว็บข่าวและบล็อกต่างๆ มาแสดงบนหน้าแรก (Techmeme มีหน้าเดียว) คนอ่านก็เข้ามาดูว่าวันนี้มีอะไร “อิน” บ้าง แล้วค่อยตามลิงก์ไปยังเว็บไซต์ต้นฉบับ
ผมเองก็ใช้ Techmeme สำหรับเขียนข่าวบน Blognone (แต่ก็อาศัยเว็บอื่นๆ ประกอบด้วยว่าควรเลือกเรื่องไหนไปลง) ซึ่งผลลัพธ์ออกมาน่าประทับใจ ประหยัดเวลา อ่านหน้าเดียวได้ครบว่าวันนี้มีอะไรเกิดขึ้น
รู้จัก Get Satisfaction ตอนไปงาน FOWA มันคือ web 2.0 สำหรับตอบคำถามหรือไอเดียจากลูกค้า
เคยลองทำ product page ของ Blognone ไว้เล่นๆ แต่ก็ไม่ได้ใช้ (เหมือนกับ page และ group บน Facebook คือทำไว้เท่ๆ) สรุปว่าไม่ได้ลองใช้อะไร
เผอิญเมื่อวานเจอบั๊กใน Songbird เลยเข้าเว็บของ Songbird หาดูว่ามีคนไปบ่นใน forum ของ Songbird บ้างหรือเปล่า (เพราะเคยคุยกับนักพัฒนาใน forum) ปรากฎว่าลิงก์ Feedback & Ideas, Ask a Question, Report a Problem กลับชี้ไปที่ Get Satisfaction แทนทั้งหมด
ส่วน Developer Forum ย้ายไปใช้ Google Groups แทน และ Bugzilla ยังอยู่เหมือนเดิม (แต่ลึกลับหน่อย)
ผมไม่มีปัญหากับการใช้ Bugzilla เลยจัดการส่งบั๊กไป แต่เกิดเอะใจขึ้นมา เลยลองส่งเรื่องเข้าไปที่ Get Satisfaction ด้วย (เรื่อง) ซึ่งพบว่ากระบวนการส่งเรื่องนั้น ใช้ง่ายและ intuitive มาก มากกว่าระบบแจ้งบั๊กหรือ issue queue หลายเท่า
Songbird เป็นหน่วยงานที่ใส่ใจกับความคิดลูกค้ามากพอสมควร (จากที่เคยคุยกับพนักงาน ทั้งในเว็บและตัวต่อตัว) ซึ่งกรณีของ Get Satisfaction (และ forum ของเดิม) จะมีทีมงานตอบปัญหาคอยดูเรื่องที่ถูกส่งเข้ามาอยู่ตลอด และตอบคำถามอย่างรวดเร็ว (เร็วจริงๆ เพราะวันที่ลองส่งเป็นวันเสาร์ด้วย มันยังตอบกัน) โดยคำตอบไม่จำเป็นต้องละเอียดนัก อาจมาในทำนองว่า “จะส่งเรื่องไปให้ developer อีกต่อ” แต่ในมุมมองของลูกค้าอย่างผมแล้วรู้สึกดี อย่างน้อยปัญหาของเราก็มีคนมาสนใจ (เมื่อเทียบกับ Bugzilla ของ Mozilla หรือโครงการโอเพนซอร์สอื่นๆ ที่มีโอกาสร้างสูง)
ทีมงานตอบปัญหาของ Songbird จึงเหมือนเป็นตัวกลางที่คอยประสานระหว่างลูกค้า กับ developer (ที่ไม่ค่อยถนัดในการคุยกับลูกค้าโดยตรง) เช่นว่า คอยรับปัญหาจากลูกค้า แล้วเป็นคนเขียนบั๊กส่งไปให้ developer อีกต่อหนึ่ง
ปัญหาเรื่องผู้ใช้บ่นอย่างเดียว ไม่แจ้งบั๊ก เป็นปัญหาเรื้อรังอันหนึ่งของวงการโอเพนซอร์สเมืองไทย (คือด่าแล้วเลิกใช้ นักพัฒนาไม่รู้อะไรด้วย) เท่าที่ผมสังเกตจากใน Blognone และ Ubuntuclub ก็เป็นไปในทางเดียวกัน สาเหตุส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องกำแพงภาษา และความซับซ้อนของระบบแจ้งบั๊กเองด้วย (ซึ่งถ้าใช้ระบบคล้ายๆ Get Satisfaction อาจจะช่วยได้บ้าง) แต่แน่นอนว่าอีกส่วนหนึ่ง ก็เกิดมาจากค่านิยม “ติไม่ก่อ” นั่นเอง
ตามที่ยกตัวอย่างมา ทีมตอบปัญหาแบบ Songbird อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่เนื่องจากว่า Songbird จ่ายเงินเดือนจ้าง มันเลยเกิดได้ คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเป็นระบบอาสาสมัครแบบโอเพนซอร์ส มันจะเป็นไปได้แค่ไหน คนอาสามาทำ จะยืนยงทำได้นานขนาดไหนถ้าไม่มีผลตอบแทนให้?
คิดในอีกแง่หนึ่ง การมีอาสาสมัครช่วยแจ้งบั๊กให้ มันจะยิ่งทำให้ค่านิยม “อยากได้ต้องทำเอง” เกิดได้ยากขึ้นหรือเปล่า? เราควรจะใจร้าย แล้วด่า RTFM กันดีกว่าไหม?
This is followup post to Problem of Location-Based Service in Thailand (in Thai, sorry).
Let I demonstrate it by the highly-anticipated Yahoo! Fire Eagle.
The first location Bangkokians will think of is Siam Square. The result is quite impressive.
You might see, while the location is right, the detail in the map is missing. Poor Yahoo, oh no, poor Thailand.
I’m a fan of TechCrunch and Michael Arrington is my latest idol. Their CruchBase is what I want to do for Blognone Library. A free & open knowledge base for specific domain without peddling rules like Wikipedia. My #1 usage of CrunchBase is “competitor” box within any product/company page to see who are players in that game. Very useful for my analysis.
However, Tim O’Reilly thought there are too many links from any given TechCrunch news to CrunchBase, which I agree. Linking to knowledge base instead of that company site breaks the web utility, according to O’Reilly.
TechCrunch argued O’Reilly in this post but from TechCrunch readers’ comment, it’s clear that O’Reilly is right.
CrunchBase concept is very good but implementation needs to care more on what readers expect.
What do the freaking tech bloggers want?
อ่านจบแล้ว อยากเขียนแต่ยังไม่มีเวลา กลัวลืมเลยมาแปะไว้แค่ลิงก์ก่อน เดี๋ยวมาพัฒนาเนื้อหาต่อ
เมื่อวันก่อน (12 ส.ค.) บล็อกเกอร์ชื่อดังหลายเจ้าได้เขียนถึงเรื่อง PR กับโลกออนไลน์พร้อมกันโดยนัดหมาย (เพราะมันเขียนตอบกันเป็นทอดๆ ไป) ลิงก์ข้างบนเป็นของ Robert Scoble วิดีโอบล็อกเกอร์ชื่อดัง ซึ่งรวมลิงก์ของบล็อกเกอร์ชื่อดังอีกหลายคน (เช่น Michael Arrington แห่ง TechCrunch) ที่พูดเรื่องไว้ค่อนข้างครบ
เนื้อหาแบบรวบรัดคือ วิธีการ PR แบบเดิมมันใช้ในโลกออนไลน์ไม่ได้แล้ว แต่ฝ่าย PR ยังเสือกใช้อยู่ (ขออภัยที่ไม่สุภาพ)