อ่าน Ubiquity internationalization blogging roundup แล้วมีลิงก์ไปยังบล็อก The Tower of Babel ของคุณ jono นักพัฒนาหลักของ Ubiquity เจอกับประโยคนี้
Fired up by conversations with an international crew of Mozilla localizers, and by an inspiring keynote speech from Mitchell Baker on (among other things) the importance of internationalization, I set to work and spent the next 48 caffeine-fueled hours of the summit writing a proof-of-concept Japanese parser for Ubiquity. (Japanese happens to be the language I know best other than English). I was able to show off the Japanese parser in action at my summit presentation.
“But how will this work in Finnish?” “How will it work in Thai?” asked the localizers and other interested parties who surrounded me after my presentation was done. Every human language has its own idiosyncrasies. Is Mozilla going to write a unique parser for every language in the world?
ตัวหนาเป็นคำถามของผมเอง (ที่ Mozilla Summit) ผมเดินไปถามพี่แกข้างเวทีหลังพูดจบ เป้าหมายหนึ่งคืออยากรู้ แต่เป้าหมายอีกอันคือต้องการจะปัก "แผนที่ประเทศไทยในแผนที่ซอฟต์แวร์โลก" (เคยเป็นคำขวัญของ SIPA อยู่พักหนึ่ง) ตอนนี้ก็พบว่ามันสำเร็จแล้ว อย่างน้อย jono ก็จำได้ว่ามีภาษาไทย :D (ผมไปอธิบายเรื่องภาษาไทยไม่มีช่องว่างระหว่างคำให้เขาฟังอยู่พักหนึ่งด้วย พี่แกพยักหน้าหงึกๆ แล้วบอกว่ายากโคตร)
ขั้นต่อไปก็ต้องมานั่งนึกๆ คิดๆ ระดมสมองกันว่า ถ้า Ubiquity จะสามารถสั่งเป็นภาษาไทยได้ มันจะออกมาหน้าตาอย่างไร แน่นอนว่ามันจะไม่ถูกใช้กับ Ubiquity เพียงอย่างเดียว แต่จะรวมไปถึง UI ที่เป็น natural language อื่นๆ ในอนาคตอีกมากด้วย
ช่วงนี้ผมกำลังย้ายบ้าน ไม่มีเวลาตอบคอมเมนต์มากนัก เดี๋ยวสถานการณ์ลงตัวแล้วจะมาตอบให้ ตอนนี้เอาประเด็นทางเทคนิคที่น่าสนใจจาก feed ที่อ่านไปก่อน (จริงๆ คือจดให้ตัวเองตามมาอ่านเมื่อมีเวลา)
Software Engineering
Chrome
Firefox
Ubiquity
Usability
งาน Firefox Summit รอบนี้มันมาก เพราะนอกจากจะเจอหินถล่มปิดทางไปเมื่อวานแล้ว เช้าวันนี้ก็ตื่นมาพบว่าในห้องไฟดับ โทรลงไปถามข้างล่างได้ความว่าดับทั้งโรงแรม เนื่องจากรถขนพวกผ้าปูที่นอนอะไรแบบนั้นไปชนกับเสาหม้อแปลงเข้าให้
ที่น่าแปลกใจคือถึงห้องจะมืด ตู้เย็นจะไม่ทำงาน แต่ access point มันกลับใช้ได้เฉย (เนื่องจากใช้ไฟสายสำรองจากเครื่องปั่นไฟ ถ้าไม่มีคนไปเปลี่ยนตอนหลัง ก็ต้องซูฮกให้กับคนต่อ access point เลยว่าเทพมาก) ตอนแรกชาวบ้านก็ไม่ซีเรียสกับไฟดับกันเท่าไรเพราะว่าต่อเน็ตได้ แต่ผ่านไปซักสองสามชั่วโมงก็เริ่มเครียดกันเป็นแถวเพราะว่าแบตหมด หลายคนถึงกับเปรยๆ ว่าถ้าให้เลือกยอมเจอหินถล่มดีกว่าไฟดับ เพราะหินถล่มยังชาร์จไฟโน้ตบุ๊คได้ (อย่างไรก็ตามรอบนี้โดนทั้งสองอย่าง)
หลาย session เลยต้องเปลี่ยนแผนเพราะ projector ใช้ไม่ได้ บางอันต้องออกมานั่งคุยกับพื้นตรงทางเดินแทนเพราะในห้องมันร้อน ที่เท่คือมี session นึงย้ายไปใช้ห้องสัมมนาของโรงแรมข้างๆ ปรากฎว่าปลั๊กไฟทุกจุดโดนเสียบไปอย่างรวดเร็ว ดูแล้วเหมือนโน้ตบุ๊กกระหายน้ำกำลังแย่งกันดูดจากหลอด
สำหรับผมก็ต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การจดเล็กน้อย จากวันแรกจดลง Twitter มาเป็นลง text file ธรรมดาแทน อันที่น่าตื่นเต้นจนต้องรีบมาเขียนลงบล็อกเมื่อมีไฟก็คือโครงการ Ubiquity ของ Mozilla Labs
Ubiquity คือการเอา CLI มาใส่เบราว์เซอร์ โดยใช้คำสั่งภาษาธรรมชาติแทนคำสั่งแบบ shell คล้ายกับพวก Quicksilver แต่ข้อได้เปรียบของมันคืออยู่ในเบราว์เซอร์ เลยทำ mashup กับบริการบนเว็บนานาชนิดได้ทันที
ตัวอย่างที่เดโม
หนึ่งในทีมงานนี้คือ Aza Raksin ลูกชายของ Jef Raskin เท่าที่ดูจากพรีเซนต์แล้วเทพทีเดียว
ไว้มีเวลาลองเล่นจริงจังแล้วจะมาเขียนอย่างละเอียดอีกครั้ง เห็นเค้าบอกว่าเปิดให้ดาวน์โหลด extension ได้แล้ว ใครอยากลองก็ลุยได้เลย