การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ไม่ยาก แต่การ "ตระหนักรู้" นั้นต้องใช้ความพยายามเยอะกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นฐานความรู้เดิม สถานการณ์แวดล้อม (หรือในอีกแง่คือ โจทย์) รวมไปถึงจังหวะและโชค
หนึ่งในของโชว์ยอดนิยมตามงานเอ็กซ์โปไอที ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือของเมืองนอก คือ smart home หรือบ้านอัจฉริยะ ประเภทว่าจ่ายกับข้าวจากตู้เย็นได้ หรืออ่านหนังสือพิมพ์จากฝาผนังห้องส้วม
ผมคิดมาตลอดว่ามันไร้สาระ และไม่น่าจะเกิดได้จริงในทางปฏิบัติ มีไว้โชว์สร้างภาพเฉยๆ ว่าบริษัทของฉันคูลเท่
แต่วันนี้ตอนเย็นจะทำกับข้าว ทดลองสูตรของท่าน pruet ใน Cooking Warrior ปกติอ่านแล้วใช้วิธีจำไปทำ เผอิญสูตรยาวเกินไปอ่านแล้วลืม เลยต้องวิ่งกลับมาในครัว เปิดโน้ตบุ๊กขึ้นมาดูตำราอีกรอบ
ผมถึงกับ ซาโตริ
วิสัยทัศน์ของบิล เกตส์ในการก่อตั้งไมโครซอฟท์คือ
a computer on every desk and in every home
(เคยเขียนบล็อกเรื่องนี้ไว้, ต้นฉบับบนเว็บไมโครซอฟท์)
ต่อไปอาจต้องกลายเป็น
a computer on every desk and in every home, also in every fridge
วันสองวันมานี้อ่านเรื่อง The Red Shift Theory ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับดีมานด์ของพลังประมวลผลในอุตสาหกรรม เสนอโดย CTO ของ Sun Microsystems ชื่อ Greg Papadopoulos
ถ้าใครอ่านจบแล้ว (หรือขี้เกียจอ่านก็ได้) แนะนำให้ดูวิดีโอของ Papadopoulos ซึ่งพูดตั้งแต่เดือนกุมภา 2007 ไม่ต้องดูจบจบก็ได้ครับ แค่ 1 ใน 3 ช่วงแรกก็พอ ตอนหลังเป็นขายของละ ไม่ค่อยมีอะไรละ
แนวคิด Red Shift เสนอว่าปัจจุบันมีบริการแบบใหม่ๆ (Red Shift) ที่กินพลังประมวลผลเยอะมาก เช่น เว็บทั้งหลายจำพวก Google, Salesforce.com ซึ่งอัตราการเติบโตของมันก้าวล้ำกฎของมัวร์ไปมาก คำถามคือเราจะตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างไร (ซึ่งคำตอบในวิดีโอก็คือใช้โซลูชันของ Sun ฮาฮา)