ปัญหา information overload ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย และมันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจอกับเทคโนโลยีที่ทำให้เราเข้าถึง (access) ข้อมูลของทุกคนได้ทุกที่แบบ realtime อย่าง Twitter
Twitter เปลี่ยนวิธีสื่อสารของเราจาก 1-1 (หรือในกรณี many-many สำหรับ chat ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อมีจุดประสงค์จะคุยเป็นกลุ่มจริงๆ) มาเป็น many-many ข้อดีคือเวลาเหงาๆ เบื่อๆ เพื่อนใน IM ไม่ออนไลน์ เราจะมีโอกาสสูงขึ้นที่จะมีคนคุยด้วย แต่ข้อเสียของมันก็คือ ปริมาณข้อความที่เรารับเข้ามาจะเพิ่มขึ้นเป็น exponential เวลาไม่เหงาไม่เบื่อ มันจะ distract มาก
ข้อความใน Twitter เปลี่ยนสภาพจากข้อความที่ส่งหากันโดยตรง (push) มาเป็นข้อความที่ทุกคนโยนเข้ากองกลาง (push) แล้วเราไปดูด (pull) มาอีกที จากเดิมที่ข้อความส่งหาเราคนเดียว มีจุดประสงค์ชัดเจน มาเมื่อจำเป็นเท่านั้น ก็กลายเป็นข้อความที่ไม่รู้ว่าส่งถึงเราหรือเปล่า (จนกว่าเราจะได้อ่านข้อความนั้น) และเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายมหาศาล แถมมาแบบ realtime อีกต่างหากถ้าเลือกเป็น Devices On
นั่นแปลว่า signal-to-noise ratio ของ Twitter ต่ำลงไปมากเมื่อเทียบกับ IM ธรรมดา (เรื่องนี้เคยคุยกันไว้บ้างแล้วใน Race for Social Network Aggregator)
ข้อความของแต่ละคนย่อมมีหลายแบบ มีจุดประสงค์แตกต่างกันไปตามบริบทและช่วงเวลา เราอาจจะเห็นข้อความประเภท “บ่นเฉยๆ ไม่ต้องการคำตอบ”, “ถามคำถาม”, “หาเพื่อนคุย”, “แนะนำเว็บเจ๋ง” ฯลฯ รวมไปถึงข้อความที่อัพเดตอัตโนมัติจาก Twitterfeed ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราสนใจข้อความเพียงบางประเภทเท่านั้น ข้อความขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ย่อมสำคัญกว่าข้อความบ่นเบื่ออย่างแน่นอน
ปัญหาก็คือ Twitter ไม่สามารถแบ่งแยกข้อความตามชนิด (i.e. “จุดมุ่งหมาย”) ได้ เราแค่เลือกได้ว่าจะรับข้อความจากคนนี้หรือไม่เท่านั้น เป็น all or none
การเลือก all or none เป็นอะไรที่ตัดสินใจยากมาก อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าถ้าเป็นข้อความที่เพื่อนหรือคนรู้จักพิมพ์มาด้วยมือของตัวเอง ผมก็ยังอยากอ่านนะ ผมคิดว่าการที่คนเราพิมพ์อะไรสักอย่างมา มันต้องมีจุดประสงค์ของมันอยู่บ้าง
แต่เรื่องว่าคุณกำลังฟังเพลงอะไรอยู่นี่ ขอโทษที ผมไม่ได้อยากรู้สักนิดเลยครับ
ระหว่างที่ Twitter ยังแก้ปัญหาเรื่องการกรองข้อความตามประเภทไม่ได้ เรามาช่วยกันทำให้แวดวง Twitter น่าอยู่ โดยการไม่ส่งข้อความ flood เข้ามาใน Twitter กันดีกว่า
Last year I wrote about my experience on various Twitter AIR clients (Twitter AIR Client Smack Down). In that time, AIR was still in beta and I got some crashes, freeze and errors. Now AIR 1.0 was out for a while and it’s time to compare it again.
My criteria is simple. I look on Twitter Fan Wiki for the list of AIR clients. If any client provides no screenshot on its site, it will be failed at first sight. These developers should learn how to design a usable product site before developing any application.
All clients are tested on Mac OS X Leopard with MacBook Air.
(หลังจากที่เขียนบล็อก Limitation of Twitter ไปแล้ว ก็พยายามนั่งคิดอยู่ตลอดว่า ทำไม Twitter ถึงดัง)
เคยไหมครับ เคยอยู่ในสถานการณ์ประมาณว่ารถติดมากๆ ติดจนเราอยากตะโกนออกมาดังๆ ว่า “แม่ม รถติดจริงเว้ย” แก้เครียด แต่ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
เพราะว่าตอนนั้นเรานั่งอยู่คนเดียวบนรถเก๋งคันงาม ที่ดันติดแหง่กอยู่บนทางด่วน
หรือเพราะตอนนั้นเรายืนอยู่บนรถเมลที่มีคนอัดแน่น แต่เราดันไม่รู้จักใครสักคนแม้แต่น้อย
ไม่ว่าเวลาหรือสถานที่จะต่างไปจากเหตุการณ์สมมตินี้แค่ไหน อาจเป็นการนั่งรอเครื่องบินอยู่ที่ฮีทโทร์ว หรือรอข้าวผัดกระเพราที่เพิงข้างปากซอย ผมคิดว่าเราคงรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นคือมันคงจะดีกว่านี้ถ้ามี “เพื่อน” มานั่งอยู่ให้พูดคุยด้วย
เพื่อนที่ว่าไม่ต้องเป็นคู่สนทนาที่ดีเท่าไรนักก็ได้ บทต่อเนื่องของประโยค “ส้มตำจานนี้มันหวานไปหน่อยว่ะ” อาจจบลงด้วยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชิมส้มตำอันยืดยาว หรือจะเป็นแค่ “อือ” สั้นๆ แบบไม่ใส่ใจเท่าไร แต่อย่างน้อยสำหรับคนพูดแล้ว มันดีกว่าพูดเองคนเดียวในหัวเป็นไหนๆ
ความโชคร้ายอยู่ที่ว่า ไม่ว่าเราจะเป็นคนสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้ขนาดไหนก็ตาม ย่อมต้องมีเวลาที่เราอยู่คนเดียว และถ้าสังเกตให้ดีอีกนิด ช่วงเวลานี้มันมีเยอะเสียด้วย
ผมเชื่อว่าแทบทุกคนคงมีประสบการณ์รับมือกับสถานการณ์ทำนองนี้กันมาหมดแล้ว มันอาจอยู่ในรูปการส่ง SMS หาเพื่อนสนิทสมัยมัธยมหรือโทรศัพท์หาคนที่เรารัก ปัญหาก็คือในบางบริบทนั้น บางทีมันก็คิดไม่ออกซะดื้อๆ ว่าควรจะคุยกับใคร อาจเป็นเพราะว่ามีความสนใจบางเรื่องไม่ตรงกับคนที่รู้จักเจอหน้าในชีวิตประจำวัน หรือว่าเรื่องมันเล็กน้อยมาก จนรู้สึกผิดที่จะให้พวกเขาเหล่านั้นต้องผละจากหน้าที่การงานมาสนใจปัญหาเล็กๆ ของเรา
แต่ทำไงได้ล่ะ คนมันเหงานี่
ถ้าเป็นแบบนั้น จับคนเหงากับคนเหงามาคุยกันเองดีกว่าไหม ทุกคนต้องการใคร แต่ทุกคนไม่มีใคร และที่น่าสนใจคือคนเหงามีอยู่มากมายเต็มไปหมด
ถึงแม้ว่าช่วงเวลานั้นของวันจะไม่มีใครมาเป็นเพื่อนคู่คิด มานั่งให้เห็นอยู่ต่อหน้า แต่ว่าด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการ ปัจจุบันคนเหงาทั้งหลายมีเครื่องคู่คิดติดตัวอยู่แทบตลอดเวลา และเครื่องคู่คิดพวกนี้มันสามารถเชื่อมต่อไปยังเครื่องคู่คิดของคนเหงาคนอื่นๆ ได้!
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ Microblogging (ไม่ว่าจะเป็น Twitter, Pownce, Friendfeed และอื่นๆ) ประสบความสำเร็จ
สโลแกนของ Twitter คือ “What are you doing?” ทำผมหลงทางไปนาน คือแต่ก่อนสงสัยมากว่าคนเราจะไปอยากบอกอะไรเพื่อนหนักหนาว่าตอนนั้นฉันกำลังทำอะไรอยู่ แต่พอพิจารณาดีๆ ความหมายจริงที่ซ่อนอยู่ของมันก็คือ “I’m doing this. Is it OK?” ต่างหาก
TweetStats (เจอจาก TechCrunch)

นอกจากสองอันนี้ยังมีสถิติอื่นๆ เช่น วัน เวลา โปรแกรมที่ใช้ (ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร) ว่าแต่ทำไม replies มันทิ้งกันห่างแบบนี้เนี่ย