เขียนเรื่องเกี่ยวกับ RIA มาก็มาก เพิ่งมาเข้าใจมันถ่องแท้เมื่อมีมือถือที่ต่อเน็ตได้
ใจความหลักสำคัญของโปรแกรมที่เรียกว่า RIA ก็คือ "เชื่อมต่อข้อมูลกับอินเทอร์เน็ต" อย่างกรณีของ AIR จะเห็นชัด มันคือโปรแกรม xyz ใดๆ ที่ดูดข้อมูลจากเว็บไซต์หรือแหล่งข้อมูลบนเน็ต เช่น Twhirl (Twitter) หรือ Kuler (Kuler)
มันเป็นเรื่องเดียวกับ Dashboard Widget, Windows Gadget, Google Gadget, Extension บางตัวใน Firefox และโปรแกรมลักษณะเดียวกันอื่นๆ หน้าที่ของมันคือ "ดึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องบางชิ้น (piece of relevant information) มาแสดงโดยไม่ต้องใช้เบราว์เซอร์" และข้อมูลนั้นต้องเป็นข้อมูลที่เราเสพเป็นประจำ (regularly) ด้วย ไม่ใช่ดูครั้งเดียวในชีวิตแล้วจบสิ้นกันไป
ปัญหาคือคำว่า "เบราว์เซอร์" เพราะบนเดสก์ท็อป เราใช้งานเบราว์เซอร์ได้สะดวกกว่ามากในหลายๆ กรณี อย่างเช่น อยากอ่าน CNN ก็คงเข้าเว็บโดยตรง มากกว่าจะดูผ่าน CNN widget/gadget อันเล็กกระจึ๋ง
หลังจากเขียนรีวิว Windows 7 (ที่ยังไม่จบ) ไปชุดใหญ่ ช่วงนี้มีคนเดินมาถามผมเยอะมากว่า "Windows 7" เป็นยังไงบ้าง
คำตอบแบบยาวๆ ไปอ่านได้ใน Blognone แต่แบบสั้นๆ ก็ตามนี้
คำถามยอดนิยมอันดับสอง "มีแผ่นไหม" มีครับ หลายแผ่นเลย แต่ไม่มีคีย์ให้นะ
ช่วงประมาณกลางๆ ปีที่แล้ว เว็บหน้าใหม่ที่ดังมากอันหนึ่ง (ถ้าไม่รวม Twitter) คือ FriendFeed ถ้าใครอ่านเว็บข่าวจำพวก TechCrunch และแวดวง เค้าโปรโมทกันหนักถึงขนาดว่า FriendFeed คืออนาคต Livestreaming คือทุกสิ่งทุกอย่าง
ผมก็ตามไปลองเล่นตามสูตร แต่พบว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้จะใช้ FriendFeed ไปทำไม ตอนนั้นก็ได้แต่สงสัยว่ามันมีอะไรดีนัก
มาถึงวันนี้เกือบปีผ่านไป TechCrunch กลับลำแล้ว FriendFeed Is In Danger Of Becoming The Coolest App No One Uses
ในขณะที่ Twitter ก้าวเข้าสู่ mainstream ได้อย่างภาคภูมิ (ได้ออก Ophra, ลง Newsweek, Time, สื่อกระแสหลักมากมาย) FriendFeed กลับไม่สามารถขยายตัวเองไปหากลุ่มผู้ใช้อื่นๆ นอกจาก early adopter ได้
คอมเมนต์อันหนึ่งใน TechCrunch ให้คำอธิบายที่น่าสนใจ
Instead, the issue with Friendfeed is that most of the world does not have 10+ different social network accounts. The only ones that have this is people like Scoble or Mike or the readers of Techcrunch. Most people just stick with one or two.
So Friendfeed is a solution for a very small set of people. If you want to be big, you need to play in big markets.
คำถามถัดมาก็คือ ถ้าคุณค่าของ FriendFeed เหมาะสำหรับคนกลุ่มเล็กๆ จริงดังว่า ทำไมในช่วงแรก FriendFeed ถึงดังกระหึ่มนัก? (ในขณะที่ Twitter ก็ดังกระหึ่มแบบเดียวกัน แต่ในระยะยาวสามารถพิสูจน์ตัวเองได้)
คำตอบที่ดีที่สุดที่ผมคิดได้ตอนนี้ก็คือ เป็นเพราะแรงโปรโมทจากแวดวง คนทำ FriendFeed เป็นซูเปอร์สตาร์ในกูเกิล (เหมือนจะทำ Gmail) ที่ลาออกมาตั้งบริษัทเอง พอผลิตภัณฑ์มีแนวคิดที่เข้าท่าหน่อย แวดวงสื่อ 2.0 จึงมีความรู้สึกว่า "ไอ้นี่น่าจะดัง" และพูดถึงกันเยอะ (เพราะกลัวตกเทรนด์) จนเกิด over-hype ขึ้นมาอย่างที่เห็น
สรุปว่าเชื่อความรู้สึกตัวเองครับ ผมยังรู้จักคนอีกจำนวนมากที่ไม่อินกับบล็อกหรือ Facebook แต่ก็ยังมีความสุขดี
เมื่อสักครู่ผมเดินไปซื้อชาเย็นจากรถเข็นข้างถนน 15 บาท ระหว่างรอคนขายชงชา ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนขายกับลูกค้าประจำที่นั่งอยู่แถวนั้น ข้อความอาจไม่ตรงนักแต่ใจความประมาณนี้
"แมนยูน่าจะป้องกันแชมป์ได้ทั้งสองอันที่เหลืออยู่"<br/> "พรีเมียร์ลีกน่ะได้ชัวร์อยู่แล้ว แต่แชมเปี้ยนส์ลีกนี่ 50:50 นะ"<br/> "ถ้าอาร์เซนอลไม่ยอมซื้อตัวเก่งๆ ซื้อแต่เด็ก ก็อีกนานกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีก"
ฯลฯ
ผมยืนฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกว่ามันเป็นการวิเคราะห์ที่เป็นเรื่องเป็นราวมาก!
ผมไม่คิดว่าบทสนทนาในลักษณะนี้จะอยู่แต่เฉพาะรถเข็นขายชาเย็นข้างถนนเท่านั้น เราจะพบบทสนทนาแบบเดียวกันนี้ทั่วไปตามวินมอเตอร์ไซด์ ในแท็กซี่ คนขายของในซูเปอร์มาร์เก็ต ยาม ฯลฯ นี่ยังไม่รวมอาชีพชนชั้นกลางอีกมากที่ผมจงใจละเอาไว้ ไม่แน่ว่าเราอาจเดินผ่านคนกวาดขยะที่กินข้าวพักเที่ยง หรือเกษตรกรที่กำลังดำนาไปคุยกันไป แล้วได้ยินบทสนทนาว่า
"บาร์ซาจะเป็นแชมป์หรือเปล่า"<br/> "ถ้าจับเมสซีดีๆ แล้วกันลูกกลางอากาศในแน่นๆ ก็เสร็จผี"
ประเด็นของผมก็คือ "คนชั้นล่าง" ที่คนชั้นกลางเคยดูถูกว่า "โง่ ไร้การศึกษา ขายเสียง ตกเป็นเหยื่อนักการเมือง" กลับมีบทสนทนาที่สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกในการวิเคราะห์ไม่ด้อยไปกว่าคนชั้นกลางเลย (เผลอๆ เหนือกว่าด้วย) เป็นไปได้ไหมว่าคนชั้นกลางอย่างเราๆ จะต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์กรอบความคิดและความเชื่อของตัวเองเสียใหม่ว่าแท้จริงแล้ว คนรากหญ้านั้นโง่จริงหรือ?
แน่นอนว่ามันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อสรุป ยังมีคำถามอีกมากให้ขบคิดต่อ
ทั้งหมดนี่มาจากการอ่านบทวิเคราะห์จากสื่อต่างๆ + จินตนาการ