The World is Flat

ความเดิม

My Slide on SlideShare front page

คราวนี้หน้าแรกละ เซฟเก็บไว้กันหาย

ลิงก์ตรงไปยังสไลด์

ตื่นมาตอนเช้ามีอีเมลจาก SlideShare มาฉบับหนึ่ง สั้นๆ แต่มีข้อความดังนี้

SlideShare Email

อ่านจบแล้วก็งงๆ นิดหน่อย (เพิ่งตื่น) คิดไปคิดมาสักพักก็ “เฮ้ย นี่มันเท่โคตรเลยนะ” เปิด SlideShare ดูผลงานอย่างด่วน

ปรากฎว่าไม่มีครับ T_T (เพื่อความชัวร์กด Cmd+F หาอีกทีเผื่อหลงหูหลงตา ก็ยังไม่เจอ) ตอนนั้นเคว้งๆ อารมณ์เหมือนโดน SlideShare หลอก

แต่ลองหาดีๆ พบว่ามันอยู่จริงแต่ตกไปหน้า 3 แล้ว (ทำไมเพิ่งเมลมาบอกเนี่ย) การได้ขึ้นหน้า Featured คนดูเป็นหมื่นเลย (ข้อดีของการเขียนเป็นภาษาอังกฤษ)

slideshare screenshot

สไลด์อันนี้ผมทำเพื่อประกอบการพูดภายใน INET โดยได้รับการสนับสนุนหนังสือจากคนที่คุณก็รู้ว่าใคร ดู+ดาวน์โหลดได้ที่นี่ The World is Flat

สไลด์อื่นๆ ที่อัพไว้ใน SlideShare

เคยได้ยินคำพูดว่าการสนทนากับผู้รู้จริงเพียงแป๊บเดียว ได้ผลกว่าอ่านหนังสือเองเป็นพันเล่ม

เมื่อวานไปประชุมจัดงาน YouFest กันแบบขำๆ ไม่กี่คน นอกจากได้เรื่องตัวงานแล้ว ได้มุมมองและแนวคิดที่น่าสนใจกลับมาเยอะ คงเป็นเพราะกลุ่มที่ไปนี่สนใจเรื่องประมาณเดียวกัน แถมทฤษฎีเยอะด้วยกันทั้งนั้น ผมเองก็ไม่รู้ว่าหัวข้อนี้มันมีชื่อเรียกว่าอะไร (ต้องถาม bact') แต่อธิบายง่ายๆ ก็พวก social network, collective intelligence, ทฤษฎีโลกแบน, เหตุผลที่ทำให้ You ได้ขึ้นปก TIME ทำนองนี้แหละ

เข้าเรื่องดีกว่า มีการแยกแยะประเด็นที่ทำให้เรื่องข้างบนมันเกิด ก็สรุปได้ 3 ข้อ

  1. Internet: มองในแง่นักไอที อินเทอร์เน็ตเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานด้านการสื่อสาร ส่วนน้ากานต์ (กานต์ ยืนยง) มองในแง่นักเศรษฐศาสตร์ว่ามันเป็นการลด cost ในการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ ของแต่ละปัจเจกบุคคล
  2. Social Network: เมื่อสาธารณูปโภคสมบูรณ์แล้ว ทำอย่างไรจะจูงใจให้แต่ละปัจเจกบุคคลมาทำอะไรร่วมกัน คำตอบก็คือ Social Network น่ะเอง
  3. Open License: การที่จะมีผลงานร่วมกันได้ ต้องทำลายข้อจำกัดทางกฎหมายทิ้งไป (ไม่งั้นติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ของแต่ละคน) ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จก็คือ GPL (ซอฟต์แวร์) และ Creative Commons (งานสร้างสรรค์) น่ะเอง

สุนิตย์ (TRN) เสริมข้อ 4 มาอีกข้อว่าเป็น เงิน ซึ่งถ้ามองในแง่นักเศรษฐศาสตร์คงเป็น ทุน (Capital) แต่ตามความเข้าใจของผมคงเป็นวิธีดูดเงินจากที่ต่างๆ เข้ามาในระบบ เปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ โดยใช้โอเพนซอร์สเป็นโมเดลก็อย่างเช่น วิธีที่ Apache ได้เงินจาก IBM มา หรือ Mozilla Foundation ได้จาก Google นั่นเอง

ถ้าชอบเรื่องอะไรพวกนี้ก็แนะนำให้มา YouFest จะสนุกมาก ขนาดผมไปแค่ประชุมจัดงานยังสนุกเลย (หรืออาจจะสนุกเฉพาะพวกบ้า 5-6 ตัวนี้เท่านั้นก็ได้แฮะ)

ช่วงนี้กำลังพยายามอ่าน The World is Flat อยู่ เป็นฉบับภาษาอังกฤษเลยได้วันละนิดหน่อย ขอบคุณเจ้าของหนังสือที่อุตส่าห์ไปซื้อ "Newly Revised and Expanded Edition" มาให้ผมอ่าน

อ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็เกิดความรู้สึกว่า "เฮ้ย เรื่องพวกนี้เรารู้หมดแล้วนี่นา" ไม่ว่าจะเป็นโอเพนซอร์ส, เอาท์ซอร์ส, YouTube, Wikipedia เราเล่นกันมาจนชินแล้วทั้งนั้น นี่เป็นสัญญาณที่ดีว่าของกลุ่มที่เคยอยู่ในกลุ่ม early adopter เหล่านี้กำลังจะขยับขยายสู่กระแสหลัก วิธีคิดของโลกกำลังจะเปลี่ยน ในเมื่อเรายังพอจับรถไฟขบวนใหม่ทัน ก็ควรจะฉกฉวยโอกาส

ตัวหนังสือมีคนเขียนถึงไปเยอะแล้ว หนังสือมันดัง ถ้าขี้เกียจหาก็อาจอ่าน สรุปของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ สั้นๆ ได้ใจความ

ตอนที่ผมชอบคือเรื่องการทำเหมืองแบบโอเพนซอร์ส วันก่อนเล่าให้ house ฟังไปรอบแล้วชอบใจใหญ่ เขียนลงบล็อกอีกรอบดีกว่า

เรื่องนี้อยู่หน้า 112 ใต้หัวข้อใหญ่ Flatterner#4: Uploading หัวข้อย่อย Community-developed Answered

ซีอีโอคนใหม่ของบริษัท Goldcorp ซึ่งได้รับสัมปทานเหมืองในแคนาดา เข้ามาเจอกับบริษัทที่ซบเซา เหมืองในเขตสัมปทานผลิตทองได้น้อยเมื่อเทียบกับเหมืองข้างๆ แต่เขาเชื่อว่าในเขตแดนที่บริษัทได้รับสัมปทานนั้นมีสายแร่ผ่านอยู่แน่นอน เพียงแต่หามันไม่เจอเท่านั้นเอง

ถ้าคิดแบบธรรมดา Goldcorp ก็คงจ้างบริษัทมาสำรวจ, ขายกิจการให้บริษัทข้างๆ หรือทำต่อไปแบบซบเซานั่นแหละ

เผอิญว่ามันไม่ใช่ คุณซีอีโอคนนี้ไปสัมนาที่ MIT ในปี 1999 และดันไปฟังเรื่องลินุกซ์/โอเพนซอร์สเข้า...

ผลลัพธ์คือโครงการ Goldcorp Challenge เปิดเผยข้อมูลการสำรวจธรณีที่บริษัทมีทั้งหมดบนอินเทอร์เน็ต (ข้อมูลสำรวจในอุตสาหกรรมนี้ถือเป็นความลับสุดยอดของบริษัท) คนไหนชี้จุดที่มีทองได้น่าเชื่อถือที่สุด เอารางวัลไปเลยแสนเหรียญ

ผลปรากฎว่าผู้ชนะมาจากออสเตรเลีย ไม่เคยทำเหมือง ไม่เคยไปแคนาดา แต่เอาข้อมูลมาวิเคราะห์และเขียนเป็นโมเดล 3D ทาง Goldcorp ลองขุด 4 จุดตามที่ว่าก็เจอทองเน้นๆ ทั้ง 4 จุด และปี 2001 Goldcorp ผลิตทองได้เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าจากปี 1996

โอว...

อัพเดต: เขียนตอนต่อ Flatterner #5 ไว้ที่ Just Company