เมื่อซันคิดโค่นลินุกซ์
ปัจจุบันตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับทำเซิร์ฟเวอร์ ถูกครอบครองโดยบิ๊กโฟร์แห่งโลกคอมพิวเตอร์ ไอบีเอ็ม ซัน เอชพี และเดลล์
แต่คุณลักษณะเซิร์ฟเวอร์ของทั้งสี่แทบจะไม่เหมือนกันเลย
ไอบีเอ็มเป็นเจ้าของทั้งสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ Power และเจ้าของระบบปฏิบัติการ AIX
ซันเป็นเจ้าของสถาปัตยกรรมฮาร์ดแวร์ SPARC และเจ้าของระบบปฏิบัติการ Solaris
เอชพีไม่มีฮาร์ดแวร์ของตัวเอง ใช้ซีพียูจากอินเทล แต่เป็นเจ้าของระบบปฏิบัติการ HP-UX
เดลล์ไม่มีทั้งฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการของตัวเองเลย
แต่โลกทุกวันนี้เป็นของซีพียูตระกูล x86 จากอินเทลและเอเอ็มดี และระบบปฏิบัติการวินโดว์ ทั้งสี่บริษัทจึงต้องขายเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น x86 และรันวินโดว์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่รู้ว่าการถือสิทธิ์เป็นเจ้าของเทคโนโลยีแต่เพียงผู้เดียวดีกว่าเป็นไหนๆ
เมื่อลินิกซ์บูมขึ้นมาในช่วงหลัง ถือเป็นโอกาสทองของบริษัทเหล่านี้ เพราะมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องโดนไมโครซอพท์บีบบังคับแต่เพียงฝ่ายเดียว
กลยุทธเอชพีและเดลล์เหมือนกัน เพราะ HP-UX เรียกได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่ตายไปแล้ว ทั้งสองบริษัทขายเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ซีพียูตระกูล x86 โดยเอชพีมีขายทั้ง Itanium จากอินเทลและ Opteron จากเอเอ็มดี ส่วนเดลล์มีเฉพาะ Itanium เท่านั้น ทั้งคู่ใช้วินโดว์ 2003 และเพิ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกเป็นลินิกซ์จากเรดแฮทได้ในช่วงหลัง
ส่วนซันและไอบีเอ็มก็คล้ายคลึงกัน ยังต้องรักษาเทคโนโลยีเดิมของตัวเอง แต่ก็ทานกระแส x86 ไม่ไหว จึงเลือกขายเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กที่ใช้ซีพียู x86 และรันลินิกซ์ (ซันเลือกใช้ Opteron ส่วนไอบีเอ็มมีทั้งคู่) แล้วขยับเอาซีพียูและระบบปฏิบัติการของตัวขึ้นไปไว้ในเซิร์ฟเวอร์ระดับสูง
จุดต่างอยู่ที่ไอบีเอ็มมองว่า AIX ไม่น่าจะรอดแล้ว จึงมาถือหางลินิกซ์สุดตัว ส่วนซันยังแทงกั๊ก อาวรณ์ระบบปฏิบัติการ Solaris อยู่มาก แต่อย่างที่ทุกคนรู้กันนะครับ ความแรงของลินิกซ์เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าของวงการคอมพิวเตอร์ ผลก็คือยอดขายของไอบีเอ็มพุ่งกระฉูด ส่วนซันพุ่งแค่เซิร์ฟเวอร์ระดับล่าง เซิร์ฟเวอร์ตัวใหญ่ลูกค้าไปซื้อของไอบีเอ็มแทน
Goerge Colony ซีอีโอของบริษัทวิจัยตลาด Forrester Research เขียนลงเว็บไซท์ ZDNet UK ว่า สภาพของซันเป็นเหมือนซอมบี้ ถึงจะมีเงินหมุนเวียนไม่ขาดมือ แต่ซันกลายเป็นบริษัทธรรมดาที่ไม่มีอิทธิพลอะไรอีกแล้ว ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยกับนาย Colony เต็มที่
ทางรอดของซันคือต้องปรับกลยุทธใหม่ เลือกที่จะทิ้ง SPARC แต่ยังเก็บ Solaris เอาไว้ และมองลินิกซ์เป็นศัตรู
แต่ลินิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการขวัญใจมหาชนไปเสียแล้ว ถ้าโจมตีลินิกซ์โดยตรง ซันจะต้องโดนด่ากลับเละเทะแน่นอน เป้าหมายของซันจึงเป็นบริษัทที่ขายลินิกซ์ นั่นคือ เรดแฮท
เรดแฮทเป็นไอคอนของลินิกซ์ไปแล้ว คิดถึงลินิกซ์ต้องคิดถึงเรดแฮท คู่แข่งที่น่ากลัวมีเพียงรายเดียวคือโนเวล ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงปรับองค์กรหลังจากซื้อกิจการ SUSE คู่แข่งรายสำคัญของเรดแฮท และ Ximian บริษัทที่ทำซอพต์แวร์บนลินิกซ์อีกราย
หลังจากการพูดคุยกับ Jonathan Schwartz COO และผู้บริหารหมายเลขสองของซัน (จับตาหมอนี่ไว้ดีๆ นะครับ อนาคตไกลทีเดียว) นาย Colony ได้เขียนบทความเปิดเผยแผนการถล่มลินิกซ์ของซัน และเป็นที่กล่าวขวัญกันไปทั่วอินเทอร์เน็ต
แผนขั้นแรกคือให้ลูกค้ามองว่า ลินิกซ์ของเรดแฮท เป็นเหมือนสินค้าตัวหนึ่งของเรดแฮทเท่านั้น ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการศักดิ์สิทธิ์แต่อย่างใด และเกทับเรดแฮทลินิกซ์ ด้วย Solaris 10 ที่ประสิทธิภาพเหนือกว่า ปลายปีนี้ ซันจะชดเชยจุดอ่อนเดียวของ Solaris คือไม่โอเพ่นซอร์ส ด้วยการโอเพ่นซอร์ส Solaris ให้เท่าเทียมกับลินิกซ์
ถัดจากนั้นคือแผนการด้านราคาแบบใหม่ของซัน จากเดิมที่ลูกค้าต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องและตัวระบบปฏิบัติการและจ่ายค่าดูแลรักษาอีกทอด ซึ่งซันโจมตีว่าเรดแฮทคิดแพง ในอนาคตลูกค้าของซันจะจ่ายเงินเหมือนกับโทรศัพท์มือถือ คือจ่ายเงินซื้อเครื่องขาด และจ่ายค่าเช่าทำงานซึ่งรวมค่าดูแลรักษาไว้แล้ว Schwartz เขียนลงบล็อกของเขาว่าอัตราแรกสุดจะเป็นหนึ่งดอลลาห์ต่อชั่วโมงต่อหนึ่งซีพียู เขาคิดว่าราคาแบบนี้จะได้รับความนิยม และจดสิทธิบัตรวิธีการคิดราคาแบบนี้ไปเรียบร้อย
ขั้นที่สามคือการจับมือกับไมโครซอพท์ ซันมองว่าซันและไมโครซอพท์มีศัตรูร่วมคนเดียวกันนั่นคือลินิกซ์ (รวมไปถึงบริษัทที่ทำธุรกิจกับลินิกซ์ เรดแฮท ไอบีเอ็ม ออราเคิล) ถึงซันจะเคยเป็นคู่กัดกับไมโครซอพท์มานาน แต่กลับมีตลาดทับซ้อนกันไม่เยอะ หลังจากประสบความสำเร็จในการเจรจายุติปัญหาจาวาเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ซันได้รับเงินจากไมโครซอพท์ และมีข้อตกลงที่จะทำให้โปรแกรมของทั้งสองบริษัท "ทำงานร่วมกันได้มากขึ้น"
หลังจากสื่อมวลชนวิเคราะห์นโยบายนี้กันสนุกปาก สัปดาห์ที่ผ่านมา Scott McNealy ซีอีโอของซันรีบออกมาแถลงป้องกันความเข้าใจผิดว่า ซันยังรักโอเพ่นซอร์สอยู่ เราแค่ไม่ชอบเรดแฮทเท่านั้น ดูได้จากซันมีส่วนร่วมในโครงการโอเพ่นซอร์สใหญ่ๆ หลายโครงการไม่ว่าจะเป็น OpenOffice.org, GNOME และ Mozilla
สำหรับเรื่องนี้ผมว่าก็ต้องรอดูกันต่อไปซักพัก ว่ากลยุทธใหม่ของซันจะประสบความสำเร็จแค่ไหนกันครับ เรื่องอย่างนี้ยอดขายบ่งบอกได้ชัดเจนที่สุดอยู่แล้ว
ขออนุญาตข้ามเรื่อง Ubuntu Linux ไปก่อนนะครับ เพราะว่าสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องที่น่าตื่นเต้นในวงการระบบปฏิบัติการ นั่นคือการประกาศอย่างเป็นทางการของระบบปฏิบัติการโซลาริส เวอร์ชัน 10 จากบริษัทซันไมโครซิสเต็ม
หนึ่งในโครงการที่ผมจะเขียนถึงผ่านคอลัมน์ Open Source คือประวัติและความเป็นมาของระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ ซึ่งเป็นอีกระบบปฏิบัติการหนึ่งของโลกที่สำคัญตั้งแต่ยุค 60 ถึงขนาดกว่าวว่า 'ถ้าไม่มียูนิกซ์ ก็ไม่มีอินเทอร์เน็ต' ได้เลยล่ะครับ และโซลาริสก็เป็นยูนิกซ์อีกสายพันธุ์หนึ่งนี่เอง
ประวัติคร่าวๆ คือยูนิกซ์กำเนิดมาในวงการศึกษาและวิจัย เป็นการพัฒนาร่วมกันของ MIT และห้องปฎิบัติการวิจัยเบลล์ (Bell Lab อันลือลั่นของบริษัท AT&T) หลังจากนั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และแตกออกเป็นสองสาย สายแรกคือยูนิกซ์ดั้งเดิมที่เปลี่ยนมาเป็นของขาย เรียกว่าตระกูล System V ส่วนอีกสายหนึ่งข้ามฝั่งทวีปอเมริกาไปเกิดที่มหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์ และเรียกว่า BSD (Berkley Software Distribution)
หนึ่งในผู้สร้าง BSD ชื่อว่าบิล จอย อีกคนที่ได้รับการเรียกว่าเป็นอัจฉริยะแห่งโลกคอมพิวเตอร์ ได้ออกมาก่อตั้งบริษัทซัน ไมโครซิสเต็ม กับสก็อต แมคนีลลีย์ ประธานซันคนปัจจุบัน (แมคนีลลีย์จบสแตนฟอร์ดครับ คำว่า SUN มาจาก Stanford University Network) แรกเริ่มเดิมทีระบบปฏิบัติการนี้เรียกว่า SunOS แน่นอนมีรากฐานมาจาก BSD ภายหลังได้รวมเข้ากับบางส่วนจากตระกูล System V และเปลี่ยนชื่อเป็น Solaris ในที่สุด
ส่วนลินิกซ์เรียกได้ว่าเป็นยูนิกซ์ตระกูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับทั้งสองสายข้างต้นเลย อย่างที่หลายๆ คนทราบ คือลินัส ทอร์วัลด์พัฒนามันขึ้นมาเอง และใช้กลไกของโอเพ่นซอร์สต่อยอดมาจนถึงปัจจุบัน
ตอนนี้แทบจะเรียกได้ว่ายูนิกซ์ตระกูล System V แทบจะไม่มีบทบาทอะไรอีกแล้ว ยูนิกซ์ที่ยังมีอิทธิพลอยู่ก็คือตระกูล BSD คือ โซลาริส (รวมถึง BSD ที่พัฒนาแบบโอเพ่นซอร์สอีกหลายตัว เช่น FreeBSD, NetBSD) และลินิกซ์เท่านั้น
แน่นอนครับว่าช่วงหลังกระแสลินิกซ์ที่รุนแรงได้กลบโซลาริสเสียจนแทบไม่ได้ยินชื่อ ที่แย่ไปกว่านั้นคือลูกค้าทั้งหลายหันไปใช้ลินิกซ์ที่ฟรี (หรือขายในราคาถูก) กันหมด ทำให้ยอดขายของโซลาริสตกฮวบ
การแก้เกมในช่วงแรกของซันคือวางเป้าหมายตลาดของโซลาริสไว้ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ขนาดกลาง ส่วนระดับล่างปล่อยให้ลินิกซ์กินไป เพราะว่าถ้าวัดกันที่ประสิทธิภาพและความอึดแล้ว โซลาริสยังนำลินิกซ์อยู่หลายช่วงตัว ซึ่งลินิกซ์พึ่งจะเริ่มมาไล่ทันในเคอร์เนลยุคหลังๆ นี่เอง
สุดท้ายซันก็ต้องปรับหมากใหม่ครับ โซลาริส 10 จะแจกฟรี ซันจะหารายได้จากค่าสนับสนุน และที่สำคัญคือบางส่วนของโซลาริสจะโอเพ่นซอร์ส!
การโอเพ่นซอร์สบางส่วนของโซลาริสไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นมากนัก เพราะว่าคุณสมบัติเด็ดๆ ทั้งหลายซันยังเก็บไว้กับตัวอยู่ดีไม่ปล่อยให้ใคร เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับระบบปฏิบัติการ MacOSX ของแอปเปิล เมื่อแอปเปิลเปิดเผยโค้ดในระดับล่างๆ ใต้ชื่อโครงการ Darwin ส่วนหน้าจอสวยๆ นั้นยังเก็บไว้อย่างดี เรื่องพวกนี้พูดกันยากครับ เพราะเป็นเหมือนกับจุดขายของบริษัทเหมือนกัน
ถ้าเราลืมเรื่องโอเพ่นซอร์สหรือไม่ไปซักแป๊บ มาสนใจเฉพาะฟีเจอร์ ก็จะพบว่า โซลาริส 10 มีนวัตถกรรมใหม่ๆ หลายอย่างให้กับโลกคอมพิวเตอร์พอสมควรเลยล่ะ
อย่างแรกไม่น่าตื่นเต้นเท่าไรนัก ซันได้เขียนส่วนของ TCP/IP ขึ้นมาใหม่หมด นั่นทำให้ความเร็วในการสื่อสารผ่านเครือข่าย (ตามที่ซันอ้าง) เร็วกว่าเดิมถึง 20% อย่างถัดมาสิครับน่าสนใจมาก มันคือไฟล์ซิสเต็มแบบใหม่ (ไฟล์ซิสเต็มคือวิธีการจัดเรียงไฟล์ในฮาร์ดดิสก์ ปัจจุบันวินโดว์เอ็กซ์พีใช้ไฟล์ซิสเต็มที่ชื่อว่า NTFS ส่วนลินิกซ์มีหลายอย่าง ตระกูล Fedora ใช้แบบ ext3) ไฟล์ซิสเต็มใหม่นี้ชื่อว่า ZFS ย่อมาจาก Zetabyte File System ซึ่งจากชื่อก็บอกแล้วว่ามันรองรับข้อมูลได้ถึงระดับ Zetabyte (10 ยกกำลัง 21 ไบต์) ใช้การเก็บข้อมูลแบบ 128 บิตและมีความน่าเชื่อถือระดับสูงมาก วิศวกรของซันบอกเอาไว้ว่า ZFS เป็นคำตอบสุดท้ายของไฟล์ซิสเต็ม เพราะตามทฤษฎีแล้ว ขนาด 128 บิตพอเพียงสำหับข้อมูลทุกอย่างในโลกลงไปได้เลย
คุณสมบัติที่สามคือ Predictive Self-Healing หรือการที่ระบบปฏิบัติการสามารถรักษาตัวเองได้จากความล้มเหลวทางฮาร์ดแวร์และซอพต์แวร์ อย่างที่สี่คือ Solaris Container เป็นการจำลองให้เสมือนว่ามีโซลาริสหลายตัวทำงานอยู่บนเครื่องเดียวกัน อย่างสุดท้ายยังไม่ออกพร้อมกับโซลาริส 10 แต่น่าสนใจมาก Linux Application Environment ทำให้ย้ายโปรแกรมบนลินิกซ์มาใช้บนโซลาริสได้ทันที จงใจแข่งกันเห็นๆ ใช่มั้ยล่ะครับ
โซลาริส 10 ทำงานได้บนสถาปัตยกรรมสามแบบ ได้แก่ ซีพียูตระกูล SPARC ของซันเองที่ใช้ในเซิร์ฟเวอร์ของซัน ตระกูล x86 ซึ่งก็คือเพนเทียมและเอเอ็มดีที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และตระกูล x86-64 ซีพียู 64 บิต ซึ่งมี Opteron และ Itanium รุ่นใหม่ๆ (Itanium 2 ไม่ใช่ x86-64 นะครับ)
ชาวบ้านร้านตลาดที่ใช้งานเดสก์ท็อปอย่างเราคงไม่ค่อยมีเรื่องใช้โซลาริสกับเค้าเท่าไร แต่ถ้าคุณเป็นบริษัทมีเซิร์ฟเวอร์ต้องดูแล ถ้าสนใจก็ลองติดต่อซันประเทศไทยดูครับ สุดท้ายโซลาริส 10 เปลี่ยนโลโก้ใหม่ ผมเอามาให้ดูด้วย ก็เรียบๆ แต่ดูดีครับผม