Sun

Sun is Always Late

อ่านบล็อกเรื่องปัญหาของซันกับการสร้างชุมชน OpenSolaris น่าสนใจดี บล็อกเก็บไว้

ออกตัวไว้ก่อนว่าซันเป็นบริษัทหนึ่งที่ผมชอบ ปัจจุบันผมใช้ผลิตภัณฑ์ของซันหลายตัว และผมก็คิดว่า Jonathan Schwartz ซีอีโอคนปัจจุบันนั้นเท่สุดๆ ผมเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานของซัน สายที่ทำ OpenOffice ซึ่งอยู่ในเยอรมนี อย่างไรก็ตามผมมีความประทับใจแย่ๆ กับคุณรัมภา Country Manager คนปัจจุบันอยู่บ้าง (สมัยที่ยังไม่ขึ้นมาเป็น Country Manager)

ส่วนเนื้อหาในบล็อกซีรีย์นี้มีอยู่ว่า ซันประกาศโอเพนซอร์ส Solaris มาเป็น OpenSolaris แต่เอาจริงแล้ว มันเป็นแค่เหตุผลทางการตลาดสวยหรูเท่านั้น การพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงยังทำโดยพนักงานของซันอยู่เหมือนเดิม และถ้าคนนอกจะเข้าไปมีส่วนร่วม ก็ต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนดาวน์โหลดซอร์ส, การส่ง patch หรือเซ็น NDA ฯลฯ

Open Solaris has been released under a Open Source license, but it is not an Open Source development community. (ลิงก์อันแรก)

ปัญหานี้ส่งผลให้คนนอกเข้าร่วมพัฒนา Open Solaris น้อยมาก (แต่เป็นอะไรที่ซันต้องการมาก) ในลิงก์อันที่สามคำนวณให้ดูว่า นับจากเปิดซอร์สเป็นต้นมา มี patch เฉลี่ย 0.6 patch ต่อวันเท่านั้น ประโยคเด็ดที่คนนอกอ่านแล้วฮาแต่คนของซันอ่านแล้วเครียด คงเป็น

Linus gets more patches while he is brushing his teeth than OpenSolaris gets in a week.

ความยุ่งยากต่างๆ เหล่านี้เกิดจากกระบวนการบริหารของซันเอง ที่ทำตัวกั๊ก คืออยากให้คนนอกมาร่วมเยอะๆ แต่กลับหวงอำนาจในการตัดสินใจเอาไว้ พนักงานระดับปฏิบัติการจริงของซันก็แอบเซ็ง และวิศวกรคนสำคัญก็ลาออกไปหลายคน (ลิงก์ที่สาม)

ผมเฝ้าดูนโยบายของซันต่อโอเพนซอร์สมานาน และเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เสมอมา ไม่ว่าจะเป็น OpenOffice.org เองหรือ JavaSlowTM มันคล้ายกันทุกกรณีคือประกาศโอเพนซอร์สจริง แต่ว่าไม่เอื้อให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ควรจะเป็นนัก และสุดท้ายผลเสียก็ตกอยู่ที่ซันเอง อย่างกรณีของ JavaSlowTM ถ้าไม่ไปมัวเสียเวลาตั้ง Java Community Process อยู่หลายปี (ก่อนที่สุดท้ายก็เปิดซอร์สอยู่ดี) ป่านนี้อาจครองโลกไปแล้วก็ได้

ปัญหาเรื่องหวงก้างนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะซันที่เดียวนะครับ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่ผันตัวเองมาเป็นโอเพนซอร์ส มักจะมีปัญหาแบบนี้กันทั้งนั้น อย่าง Mozilla เองสมัยเปิดซอร์สใหม่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องผู้บริหารลงมาวุ่นวาย ซึ่งจบด้วยการลาออกของ JWZ ถ้าใครทันก็คงจำ quote นี้กันได้

You can't take a dying project, sprinkle it with the magic pixie dust of "open source," and have everything magically work out.

นอกจาก JWZ จะลาออกแล้ว Mozilla Suite ก็ยังพัฒนากันแบบงงๆ ต่อไปอีกหลายปี จนกระทั่งมีคนจับทางได้ Firefox จึงกลับมารุ่งในที่สุด อีกตัวอย่างคือ Red Hat เองตอนเปิด Fedora ก็กั๊กๆ เหมือนกัน (คนนอกต้องไปทำ Fedora Extra) พอมี Ubuntu มาเบียด หลังช่วง Fedora 7 จึงเริ่มปรับตัวได้ และผลที่เห็นคือ Fedora รุ่นถัดๆ มาดูดีขึ้นมาก

ที่สงสัยคือในเมื่อมีตัวอย่างให้ดูเยอะขนาดนี้แล้ว ทำไมซันยังลีลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ในกรณีของ Open Solaris นี้เห็นใช้แก้โดยจ้าง Ian Murdock ซึ่งมีประสบการณ์ชุมชนกับ Debian มา แต่ว่ามันจะทันหรือเปล่า?

Red Shift

วันสองวันมานี้อ่านเรื่อง The Red Shift Theory ซึ่งเป็นทฤษฎีเกี่ยวกับดีมานด์ของพลังประมวลผลในอุตสาหกรรม เสนอโดย CTO ของ Sun Microsystems ชื่อ Greg Papadopoulos

ถ้าใครอ่านจบแล้ว (หรือขี้เกียจอ่านก็ได้) แนะนำให้ดูวิดีโอของ Papadopoulos ซึ่งพูดตั้งแต่เดือนกุมภา 2007 ไม่ต้องดูจบจบก็ได้ครับ แค่ 1 ใน 3 ช่วงแรกก็พอ ตอนหลังเป็นขายของละ ไม่ค่อยมีอะไรละ

แนวคิด Red Shift เสนอว่าปัจจุบันมีบริการแบบใหม่ๆ (Red Shift) ที่กินพลังประมวลผลเยอะมาก เช่น เว็บทั้งหลายจำพวก Google, Salesforce.com ซึ่งอัตราการเติบโตของมันก้าวล้ำกฎของมัวร์ไปมาก คำถามคือเราจะตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างไร (ซึ่งคำตอบในวิดีโอก็คือใช้โซลูชันของ Sun ฮาฮา)

Schwartz's Style

ถึงแม้จะไม่ค่อยประทับใจผลงานของซันเท่าไร (อย่างเช่น จาวาช้าและเป็นสีม่วง เป็นต้น) แต่ถ้านับเฉพาะตัวบุคคล Jonathan Schwartz นี่ไอดอลของผมเลยล่ะ

ล่าสุด Schwartz เขียนเรื่อง Moving A Petabyte of Data เริ่มมาก็มันแล้ว เพราะ Schwartz บอกว่าเราส่งข้อมูล 1 Petabyte (1 ล้าน Gigabyte) ข้ามแปซิฟิกโดยการขนใส่เรือใบ มันจะเร็วกว่าส่งผ่านอินเทอร์เน็ต

ว่าแล้วเค้าก็คิดเลขให้ดูนิดหน่อย Schwartz อ้าง (แบบเข้าข้างตัวเองนิดนึง) ว่าตีความเร็วอินเทอร์เน็ตไว้ที่ 512Kbps ซึ่งเป็นความเร็วพื้นฐานของบรอดแบนด์ในสหรัฐ แก้สมการพิสูจน์คำกล่าวข้างต้น ก่อนที่ Schwartz จะชี้ให้เห็นความดีของเทปแบ็คอัพที่ทุกคนมองข้าม และปิดท้ายด้วยโฆษณา Solaris DVD ส่งฟรีถึงบ้านนิดหน่อย

ประเด็นที่เขียนถึงในบล็อกนี้ไม่ใช่เรื่อง Petabyte แต่เป็นเรื่องวิธีการนำเสนอของ Schwartz ต่างหาก

บล็อกของ Schwartz นี่คนอ่านเยอะมากนะครับ นอกจากแกจะเขียนดีด้วยแล้ว การประชาสัมพันธ์ก็มีส่วน ถ้าเปิดไปหน้าแรกของซันตอนนี้จะเห็นลิงก์ไปยัง "Jonathan's Latest" เลย ผมแอบไปชะโงกใน Technorati มีอันดับประมาณ 1,400 ก็นับว่าพอประมาณ ดูสถิติคนรับ feed จาก Bloglines มีตั้ง 2,836 คนแน่ะ

นั่นแปลว่าบล็อกของ Schwartz เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์องค์กรชั้นยอดที่คู่แข่งอย่าง IBM, HP, Dell ไม่มี ถ้าคนอ่านเยอะขนาดนี้ บวกกับชื่อหัวข้อหรือประเด็นที่ "stunning" (แบบตัวอย่างนี้) ด้วยแล้ว เสียงของ Jonathan มันจะไปไหนเสียเล่า ถ้าไม่ใช่ Wallstreet (และบล็อกของนักข่าว Wallstreet/นักข่าวไอทีที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในช่วงหลัง)

คนจำนวนมากรับทราบทันทีว่าซันแจกแผ่น Solaris โดยไม่ต้องใช้เงินสักนิด เผลอๆ ลงนิตยสารด้วย ถ้ารอบนี้ไม่ได้ลง เดี๋ยวมันต้องได้ลงซักงานแหละน่า

ขอต้อนรับสู่โลกของ Massive Individual Public Relation และ Corporate Idol Marketing

Sun Java Desktop System

หลังๆ มานี้ผมเขียนเกี่ยวกับบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ที่นำลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งาน และนำมาประยุกต์เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เช่น Novell, Oracle, IBM บริษัทเหล่านี้มีความคล้ายกันตรงที่ขายของให้กับลูกค้าระดับองค์กร (เช่น ขายเครื่องให้ทั้งแผนก หรือ ให้บริการปรึกษา) และไม่มีระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง เมื่อโอเพ่นซอร์สแรงขึ้นมา ก็เลยเป็นโอกาสทองให้ยักษ์พวกนี้ ลดความเสี่ยงในการพึ่งระบบปฏิบัติการของไมโครซอพท์ไปในตัว



ที่ผ่านๆ มา การนำโอเพ่นซอร์สไปประยุกต์ใช้มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ ในระดับเซิร์ฟเวอร์เป็นส่วนมาก เช่น IBM นำเอาเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ไปใช้ใน WebSphere ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง แต่คราวนี้ Sun ทำสิ่งที่ต่างออกไปครับ Sun Java Desktop System ถูกวางตัวให้ออกมาแข่งกับ Windows XP โดยตรงเลย



กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sun ได้ปรับหมวดหมู่สินค้าของตัวเองยกใหญ่ และเปิดตัวในงาน Sun Network 2003 ที่ซานฟรานซิสโก โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Java System จับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าองค์กรครบทุกระดับ เริ่มจาก เรือธงคือ Java Enterprise System ซึ่งเป็นการรวมเอาชุดเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ในตระกูล Sun ONE Server ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างที่สองคือ Java Desktop System เป็นชุดลินิกซ์เดสก์ทอปที่เป็นเรื่องหลักของวันนี้ อย่างที่สามคือ Java Studio เป็นทูลส์ในการพัฒนาภาษาจาวา โดยจะรวม Sun ONE Studio (ชื่อเก่าคือ Forte) และทูลส์อื่นๆ เข้ากันเป็นชุด นอกจากนี้ยังมีซอพท์แวร์อื่นๆ เช่น Java Card หรือการใช้การ์ดฝังชิปที่สามารถรันจาวาได้



Java Enterprise System กับ Java Studio นั้นไม่ใช่ของใหม่ เพราะมันคือการนำเอาผลิตภัณฑ์เก่าๆ มาจัดหมวดหมู่ใหม่เพื่อลดความสับสนและหวังผลในการตลาด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Java Desktop System ครับ Java Desktop System คือ ชุดซอพท์แวร์สำหรับพนักงานองค์กรทั่วๆ ไปที่ไม่ต้องการอะไรมากกว่าพิมพ์เอกสาร ส่งอีเมล์ ใช้งานเว็บ (พูดเข้าใจง่ายๆ หน่อย ก็ประมาณคอมพิวเตอร์สำหรับสาวออฟฟิศ อะไรประมาณๆ นี้)



โดย JDS นี้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ และซอพท์แวร์ที่จำเป็นในการใช้งานทั่วๆ ไป พร้อมทั้งลดความซับซ้อนในการบำรุงรักษาลง เพื่อที่ฝ่ายไอทีของบริษัทจะได้ประหยัดเงินและประหยัดแรงในการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์เหล่านี้ Sun ออก JDS มาแข่งกับ WindowsXP + OfficeXP โดยเฉพาะ เพราะว่าเจาะตลาดเดียวกันแต่ขายในราคาที่ถูกกว่ามาก (100 ดอลล่าห์ต่อพนักงานหนึ่งคน ถ้าบริษัทใช้ Java Enterprise System อยู่แล้ว ก็ลดลงเหลือ 50 ดอลล่าห์ ในขณะที่ WindowsXP Professional ราคาขายปลีก 299 ดอลล่าห์และ OfficeXP Standard อยู่ที่ 399 ดอลล่าห์)



เรื่องราคาและคุณภาพรวมไปถึง JDS จะรุ่งหรือไม่นั้น ไว้รอ JDS ออกมาจริงๆ ปลายปีนี้แล้วค่อยมาว่ากันอีกทีครับ เรามาดูตัว JDS กันดีกว่า ส่วนระบบปฏิบัติการที่ JDS ใช้นั้นคือ ลินิกซ์ครับ จริงๆ ก็ลือกันมานานแล้วว่า Sun มีแผนจะทำลินิกซ์ของตัวเองภายใต้โค้ดเนม Project MadHatter ซึ่งเจ้า MadHatter (เป็นชื่อตัวละครในนิยายเรื่อง Alice in the Wonderland) นี้กลายมาเป็น JDS นั่นเอง แต่ Sun กลับไม่ได้ทำลินิกซ์ของตัวเองตามข่าวลือ โดย Sun ใช้ลินิกซ์จากค่ายพันธมิตรคือ SuSE Linux (ไม่ใช่ Red Hat อย่างที่หลายๆ คนเดากัน) รายละเอียดของ JDS มีดังต่อไปนี้

  • ระบบปฏิบัติการใช้ SuSE Linux 8.2
  • ระบบเดสก์ทอปใช้ Gnome 2.2 โดยมีฟีเจอร์บางส่วนนำจาก Gnome 2.4 ที่เพิ่งออกเข้ามาด้วย เพราะ Sun มีบทบาทค่อนข้างมากในการพัฒนา Gnome 2.4
  • เว็บบราวเซอร์ Mozilla
  • ชุดออฟฟิศ Sun Star Office 7 โดย Star Office คือเวอร์ชันที่เป็นการค้าของ OpenOffice.org ที่เป็นต้นแบบของ OfficeTLE และปลาดาวของบ้านเราอีกที
  • ชุดโปรแกรมอีเมล์และตารางนัดหมาย Evolution จาก Ximian ที่เพิ่งโดน Novell ซื้อไป ตัวนี้เอาไว้ใช้แทน Outlook ครับ
  • โปรแกรมเสริมอื่นๆ เช่น Real Player และแน่นอนว่าต้องมี Java Virtual Machine เพื่อให้รันโปรแกรมจาวาได้

Sun ได้ทำการรวมองค์ประกอบพวกนี้เหมือนกับที่ผู้จัดจำหน่ายลินิกซ์ทุกเจ้าทำกัน เราอาจจะมองว่า JDS เป็น “Sun Linux” ก็ว่าได้ เพียงแต่ขายลูกค้าองค์กรของซันโดยเฉพาะแทนที่จะขายปลีกแบบ Red Hat หรือ Mandrake



เจ้า JDS นี้ก็ได้รับการตกแต่งหน้าตาให้สวยงามเป็นอย่างดี โดยทุกโปรแกรมจะใช้อินเทอร์เฟซเดียวกันหมดเพื่อลดความสับสน โดย Sun ตั้งชื่อว่า BluePrint (เหมือนกับ RedHat 8-9 มีอินเทอร์เฟซชื่อ Bluecurve หรืออินเทอร์เฟซของ WindowsXP ชื่อ Luna) ไอคอนเดิมๆ ที่เราเคยเห็นบนวินโดว์อย่าง My Document, My Networks, My Computer ก็มีให้ใน JDS ด้วยเช่นกัน



เว็บไซท์ NewsForge ได้ลองเวอร์ชันทดสอบของ JDS (ยังเป็น Close Beta อยู่) และรายงานว่าทำงานได้ดีทีเดียว ต้อง รอดูครับว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า JDS ตัวจริงออกมาแล้วจะทำงานได้ดีขนาดไหนครับ

ซัน ไมโครซิสเต็มถือว่าเป็นบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมไฮเทคของโลก และเป็นไม่กี่บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์ โดยด้านฮาร์ดแวร์นั้น ซันผลิตคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ระดับสูง ซึ่งแบ่งเป็นรุ่นที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ของอินเทลและ SPARC ของซันเอง ส่วนซอพท์แวร์ ซันมีระบบปฏิบัติการโซลาริส ซึ่งนับเป็นยูนิกซ์อีกระบบหนึ่งที่มีความสามารถในการประมวลผลเหมาะกับงานใหญ่ๆ มากกว่าลินิกซ์ แต่คนทั่วไปมักจะคุ้นกับซันในฐานะผู้คิดค้นภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่อย่างจาวามากกว่า



ทว่า ซันทุกวันนี้กำลังแย่ครับ ทุกตลาดที่เคยเป็นเจ้าของกำลังถูกคู่แข่งโจมตีอย่างหนัก



จากเดิมที่เราต้องยอมลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบ SPARC รันระบบปฏิบัติการโซลาริสในราคาแพง เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและเสถียรภาพ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเปลี่ยนไป เนื่องจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลธรรมดาที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ x86 จากอินเทลและเอเอ็มดี พัฒนาขึ้นจนมีความสามารถใกล้เคียงกับ SPARC แถมยังหาซื้อได้ในราคาที่เรียกได้ว่าถูกมาก เมื่อรวมกับระบบปฏิบัติการยุคใหม่อย่างวินโดว์ 2003 หรือลินิกซ์ที่มีความสามารถพอฟัดเหวี่ยง ทำให้แนวโน้มของตลาดคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์มุ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์แบบ x86 ที่รันลินิกซ์มากกว่า SPARC อย่างชัดเขน



ส่วนจาวานั้น เรียกได้ว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เชิงวัตถุ ที่มีความสามารถในตัวภาษามาให้พร้อมเพรียง ทำให้สะดวกต่อการเขียนกว่าภาษายุคเก่าๆ อย่างภาษาซี และมีจุดเด่นที่เขียนครั้งเดียว แล้วรันที่ไหนก็ได้ กำลังโดนภาษา C# ที่ไมโครซอพท์ทุ่มสุดตัวใต้นโยบาย .NET ตีตลาดอยู่เช่นกัน โดย C# นั้นมีแนวคิดคล้ายกับจาวา แต่ทำงานได้เร็วกว่าจาวาเยอะ แถมยังมีภาษายุคใหม่ Python ที่นิยมในโลกโอเพ่นซอร์ส เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอีกราย



ซันประสบปัญหาด้านการเงินพอสมควรจากยอดขายเซิร์ฟเวอร์ที่ตกลงมาก ซึ่งซันเองได้แก้เกมในฐานะผู้ผลิตซอพท์แวร์ โดยหันมาจับซอพท์แวร์ดาวรุ่งอย่างลินิกซ์แทน เพราะรู้ดีว่าไม่สามารถนำโซลาริสมาสู้กับลินิกซ์ในเรื่องราคาได้ ซันเปลี่ยนนโยบายให้เซิร์ฟเวอร์ระดับล่างและกลางซึ่งราคาเป็นปัจจัยสำคัญ ให้มาใช้ซีพียู Opteron จากเอเอ็มดีและระบบปฏิบัติการลินิกซ์ แล้ววางให้เซิร์ฟเวอร์ SPARC ที่ใช้โซลาริสอยู่ในระดับบนซึ่งลินิกซ์ยังไม่สามารถสู้ได้ในด้านประสิทธิภาพ



สำหรับซอพท์แวร์ระดับผู้ใช้ทั่วไป ซันเพิ่งออกระบบปฏิบัติการ Java Desktop System ที่เรียกได้กลายๆว่าเป็น Sun Linux ออกมาเพื่อจับตลาดเดสก์ทอปในองค์กร และโปรแกรมชุดออฟฟิศ StarOffice ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการโอเพ่นซอร์ส OpenOffice.org ออกมาตีตลาดไมโครซอพท์ออฟฟิศโดยตรง ด้วยราคาที่ถูกกว่าค่อนข้างเยอะ (โครงการปลาดาวของบ้านเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูล OpenOffice.org ได้รับการสนับสนุนจากซันประเทศไทยด้วยเหมือนกัน)



ส่วนจาวานั้น ถึงจะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลกอย่างกว้างขวางว่าเป็นภาษายุคใหม่ที่มีความสามารถ และใช้งานสะดวก แต่ซันกลับมีปัญหากับผู้ผลิตซอพท์แวร์เกี่ยวกับภาษาจาวา โดยบริษัทที่ลงทุนไปในด้านจาวามหาศาลอย่างบอร์แลนด์ ไอบีเอ็ม และออราเคิล ออกมาให้ความเห็นว่า ซันนั้นหวงอำนาจในการควบคุมและพัฒนาตัวภาษาจาวาไว้กับตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้แทบจะไม่มีโอกาสเลยที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ที่ตนเองต้องการให้กับจาวา และส่งผลให้เราเห็นตัวแปลภาษาจาวารุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ของซันเริ่มออกมามีบทบาทในตลาดมากขึ้น ตัวพัฒนาภาษาจาวาที่โดดเด่นที่สุดในตลาดตอนนี้ กลับกลายเป็น Eclipse ซึ่งเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สจากไอบีเอ็มและพันธมิตร แทนที่จะเป็น Netbeans ซึ่งเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สของซันเอง (ซันนำ Netbeans มาพัฒนาต่อและขายในชื่อ Sun ONE Studio)



สก็อต แมคนีลลีย์ ซีอีโอของซันออกมาแถลงกับสื่อมวลชนเมื่อไม่นานนี้ว่า โอเพ่นซอร์สเป็นนโยบายสำคัญของบริษัท โดยจะเห็นจากการเอาใจใส่ในลินิกซ์ และโครงการด้านโอเพ่นซอร์สใหญ่ๆ อย่าง OpenOffice.org และ Netbeans วันถัดมา อีริค เรย์มอนด์ คีย์แมนคนสำคัญของวงการโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความเรื่อง The Cathedral and The Bazaar ที่ส่งผลให้เน็ตสเคปโอเพ่นซอร์สเว็บบราวเซอร์จนกลายมาเป็น Mozilla ในทุกวันนี้ เขียนจดหมายเปิดผนึกให้ซันนั้นโอเพ่นซอร์สภาษาจาวาเสีย และกลายเป็นประเด็นร้อนบนอินเทอร์เน็ต เมื่อประธานฝ่ายเทคนิคของซันออกมาตอบโต้ว่า การเปิดเสรีจาวา อาจจะทำให้จุดเด่นของจาวาที่เขียนครั้งเดียวแล้วใช้ที่ไหนก็ได้นั้นเสียไปได้ โดยซันเองได้เปลี่ยนวิธีการพัฒนาจาวาให้เปิดเผยมากกว่าเดิมแล้ว (แต่ก็ยังค่อนข้างปิดอยู่ดี) โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Java Community Process และหวังว่าจะช่วยให้จาวาพัฒนาได้เร็วขึ้น



ความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ซันมีแต่ทรงกับทรุดเพียงอย่างเดียว เพราะ SPARC กับโซลาริสเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในภาวะขาลง ถึงแม้ซันจะเกาะกระแสลินิกซ์ได้ทัน แต่คงทำรายได้ได้ไม่เต็มที่เหมือนก่อน ส่วน StarOffice และ OpenOffice.org ก็จะยังเป็นแค่ซอพท์แวร์ทางเลือกของไมโครซอพท์ออฟฟิศต่อไป ยังไม่เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ ถึงแม้จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสนับสนุนโอเพ่นซอร์สของซันก็ตาม อาวุธสุดท้ายที่ซันยังเหลืออยู่คือ จาวา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน เพราะติดตลาดไปแล้ว แต่อุปสรรคในเรื่องทำงานได้ช้า และกระบวนการพัฒนาที่ยังค่อนข้างปิดตัวก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ



ซันอาจต้องเดิมพันอนาคตบริษัทไว้กับจาวาเวอร์ชันใหม่ 1.5 รหัส Tiger ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ ว่าจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ขนาดไหน และยังครองใจผู้ใช้ไม่ให้เปลี่ยนไปใช้ C# ได้หรือเปล่า