ลองค้นข่าวใน Techmeme พบว่าข่าวหัวข้อ JavaFX ปรากฎตัวครั้งสุดท้ายบน Techmeme เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2009
แถมเป็นบทความจับโกหก Sun และ Jonathan Schwartz อีกต่างหาก Sun's CEO Claims JavaFX As The Fastest Growing RIA Platform: Completely Untrue โดย Dan Raybur
ทั้งหมดนี่มาจากการอ่านบทวิเคราะห์จากสื่อต่างๆ + จินตนาการ
Oracle CEO Larry Ellison called Java "the single most important software asset we have ever acquired." It's a bold statement from a chief executive who has spent in excess of $40 billion to buy more than 50 software companies since 2005.
จาก BusinessWeek: What Oracle Sees in Sun
เมื่อเช้าอ่านหัวข่าวใน Techmeme แบบผ่านๆ มีคนเรียก Oracle ว่าเป็น Acquisition Machine โดนมากคำนี้
ใน BW คอลัมน์เดียวกันยังมีประโยคนี้ พูดโดยนักวิเคราะห์จาก Enterprise Applications Consulting ซึ่งก็เป็นหนึ่งในต้นตอของปัญหาที่ทำให้ซันต้องขายกิจการ
"Java is the most valuable brand in software that has no value,"
my current pretty-good Samsung whose JVM won’t run anything that didn’t come with the phone.
อ่านบล็อกเรื่องปัญหาของซันกับการสร้างชุมชน OpenSolaris น่าสนใจดี บล็อกเก็บไว้
ออกตัวไว้ก่อนว่าซันเป็นบริษัทหนึ่งที่ผมชอบ ปัจจุบันผมใช้ผลิตภัณฑ์ของซันหลายตัว และผมก็คิดว่า Jonathan Schwartz ซีอีโอคนปัจจุบันนั้นเท่สุดๆ ผมเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานของซัน สายที่ทำ OpenOffice ซึ่งอยู่ในเยอรมนี อย่างไรก็ตามผมมีความประทับใจแย่ๆ กับคุณรัมภา Country Manager คนปัจจุบันอยู่บ้าง (สมัยที่ยังไม่ขึ้นมาเป็น Country Manager)
ส่วนเนื้อหาในบล็อกซีรีย์นี้มีอยู่ว่า ซันประกาศโอเพนซอร์ส Solaris มาเป็น OpenSolaris แต่เอาจริงแล้ว มันเป็นแค่เหตุผลทางการตลาดสวยหรูเท่านั้น การพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงยังทำโดยพนักงานของซันอยู่เหมือนเดิม และถ้าคนนอกจะเข้าไปมีส่วนร่วม ก็ต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนดาวน์โหลดซอร์ส, การส่ง patch หรือเซ็น NDA ฯลฯ
Open Solaris has been released under a Open Source license, but it is not an Open Source development community. (ลิงก์อันแรก)
ปัญหานี้ส่งผลให้คนนอกเข้าร่วมพัฒนา Open Solaris น้อยมาก (แต่เป็นอะไรที่ซันต้องการมาก) ในลิงก์อันที่สามคำนวณให้ดูว่า นับจากเปิดซอร์สเป็นต้นมา มี patch เฉลี่ย 0.6 patch ต่อวันเท่านั้น ประโยคเด็ดที่คนนอกอ่านแล้วฮาแต่คนของซันอ่านแล้วเครียด คงเป็น
Linus gets more patches while he is brushing his teeth than OpenSolaris gets in a week.
ความยุ่งยากต่างๆ เหล่านี้เกิดจากกระบวนการบริหารของซันเอง ที่ทำตัวกั๊ก คืออยากให้คนนอกมาร่วมเยอะๆ แต่กลับหวงอำนาจในการตัดสินใจเอาไว้ พนักงานระดับปฏิบัติการจริงของซันก็แอบเซ็ง และวิศวกรคนสำคัญก็ลาออกไปหลายคน (ลิงก์ที่สาม)
ผมเฝ้าดูนโยบายของซันต่อโอเพนซอร์สมานาน และเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เสมอมา ไม่ว่าจะเป็น OpenOffice.org เองหรือ JavaSlowTM มันคล้ายกันทุกกรณีคือประกาศโอเพนซอร์สจริง แต่ว่าไม่เอื้อให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ควรจะเป็นนัก และสุดท้ายผลเสียก็ตกอยู่ที่ซันเอง อย่างกรณีของ JavaSlowTM ถ้าไม่ไปมัวเสียเวลาตั้ง Java Community Process อยู่หลายปี (ก่อนที่สุดท้ายก็เปิดซอร์สอยู่ดี) ป่านนี้อาจครองโลกไปแล้วก็ได้
ปัญหาเรื่องหวงก้างนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะซันที่เดียวนะครับ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่ผันตัวเองมาเป็นโอเพนซอร์ส มักจะมีปัญหาแบบนี้กันทั้งนั้น อย่าง Mozilla เองสมัยเปิดซอร์สใหม่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องผู้บริหารลงมาวุ่นวาย ซึ่งจบด้วยการลาออกของ JWZ ถ้าใครทันก็คงจำ quote นี้กันได้
You can't take a dying project, sprinkle it with the magic pixie dust of "open source," and have everything magically work out.
นอกจาก JWZ จะลาออกแล้ว Mozilla Suite ก็ยังพัฒนากันแบบงงๆ ต่อไปอีกหลายปี จนกระทั่งมีคนจับทางได้ Firefox จึงกลับมารุ่งในที่สุด อีกตัวอย่างคือ Red Hat เองตอนเปิด Fedora ก็กั๊กๆ เหมือนกัน (คนนอกต้องไปทำ Fedora Extra) พอมี Ubuntu มาเบียด หลังช่วง Fedora 7 จึงเริ่มปรับตัวได้ และผลที่เห็นคือ Fedora รุ่นถัดๆ มาดูดีขึ้นมาก
ที่สงสัยคือในเมื่อมีตัวอย่างให้ดูเยอะขนาดนี้แล้ว ทำไมซันยังลีลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ในกรณีของ Open Solaris นี้เห็นใช้แก้โดยจ้าง Ian Murdock ซึ่งมีประสบการณ์ชุมชนกับ Debian มา แต่ว่ามันจะทันหรือเปล่า?