Startup

Founders and CEOs

ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา เผอิญได้อ่าน-ดูเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารสไตล์ "ผู้ก่อตั้ง/ซีอีโอ" (หรือถ้าเรียกภาษาไทยคือ "เถ้าแก่/มืออาชีพ") ที่น่าสนใจ 2 ชิ้นพร้อมๆ กัน เลยมาจดเก็บไว้หน่อยครับ

ชิ้นแรกเป็นของไทย โดยคุณบุญคลี ปลั่งศิริ อดีตซีอีโอชินคอร์ป ไปพูดในงานสัมมนาของธนาคารกรุงเทพ ในประเด็นเรื่อง "นักบริหารกับเจ้าของสองประสานเพื่อธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน" ซึ่งคุณบุญคลีเองก็พูดในมุมมองของ "มืออาชีพ" ที่ไม่เคยเป็นเจ้าของกิจการเอง แต่ต้องทำงานกับเจ้าของธุรกิจมาแล้วนับไม่ถ้วน ประสบการณ์แข็งแกร่งมาก

  • ประเด็นหลักของคุณบุญคลีคือประโยคว่า "องค์กรที่มีเจ้าของอย่างเดียวเติบโตไปได้เพียงจุดหนึ่งเท่านั้น ขณะที่องค์กรที่มีแต่มืออาชีพอย่างเดียวไม่มีเจ้าของก็เติบโตได้ช้า แต่คน 2 พันธุ์นี้ต้องอยู่ด้วยกัน" ทำอย่างไรเจ้าของจะมีความเป็นมืออาชีพ และมืออาชีพจะรู้สึกเป็นเจ้าของบริษัท
  • ที่ผมชอบคือ lifestyle ของเจ้าของจะเป็น max limit ขององค์กร และอาจเป็นอุปสรรคต่อมืออาชีพที่จะจ้างเข้ามา เช่น เจ้าของขับเบนซ์ ถ้าจ้าง CEO เข้ามา เขาจะกล้าขับเบนท์ลีย์มาทำงานหรือเปล่า ซึ่งอาจเป็นการปิดโอกาสในการจ้างคนเก่งๆ เข้ามายังองค์กร

คุณบุญคลีเป็น "มืออาชีพ" จริงๆ สมกับที่ตัวเองแสดงความเห็นไว้ ในการพูดทั้งหมดไม่มีคำว่า "ชินคอร์ป" หรือ "ทักษิณ" หลุดมาสักนิดเลย แต่หลายคนก็คงเดาได้ไม่ยากว่าประสบการณ์หลายๆ อย่างที่ยกมา ก็เป็นการทำงานกับ "เจ้าของ" แบบ "ทักษิณ" นั่นเอง

การพูดของคุณบุญคลีเป็นเทปครับ ย้อนดูได้จาก มติชน

Money and Meaning

คำว่า startup คงเป็นคำศัพท์คำหนึ่งที่ฮ็อตมากในวงการไอทีไทยรอบปี 2012 (ซึ่งเป็นเรื่องดี)

ผมเขียนบทความเกี่ยวกับ startup มาแล้วหลายครั้ง แต่เพิ่งเคยเขียนลงไทยรัฐออนไลน์ในบทความชื่อ มาเปิด Startup กันเถอะ!

ปกติแล้วเวลาเขียนคอลัมน์ลงไทยรัฐที่เป็นผู้อ่านกลุ่ม mass ผมพยายามจะเขียนเล่าเรื่องให้ง่ายที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (ไอดอลเรื่องงานเขียนของผมคือ Walt Mossberg แห่ง Wall Street Journal ซึ่งเขาเขียนเรื่องไอทีลง นสพ. กระแสหลักได้เข้าใจง่ายแต่ได้สาระมาก) ดังนั้นบทความเรื่อง startup ในไทยรัฐจึงไม่ได้ลงลึกมากนัก

แต่ประเด็นหนึ่งที่เขียนถึงเอาไว้และอยากขยายความอีกหน่อยคือคำว่า M&M หรือ money & meaning ซึ่งผมมองว่าเป็น "เป้าหมาย" ของ startup สายไอทีทุกราย

Keyword: 

ความผิดพลาด 18 ประการของ Startup

ช่วงหลังๆ มานี้ผมเริ่มสนใจความรู้ด้าน startup, funding และ venture capital ที่เรียกว่า "ความรู้" ก็คือเป็นองค์ความรู้ที่มีกระบวนการสั่งสมอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมานานแล้วในโลกตะวันตก (โดยเฉพาะในวัฒนธรรมซิลิคอนวัลเลย์ของสหรัฐ) เพียงแต่ยังไม่ค่อยกระจายมาถึงเมืองไทยมากนัก

โชคดีที่สมัยนี้มีอินเทอร์เน็ต ความรู้ที่อยู่ในรูปบทความเหล่านี้จึงสามารถหาอ่านได้ง่าย (ตราบเท่าที่มีแรงตามอ่าน) ช่วงนี้เลยพยายามสะสมฐานความรู้ด้านนี้โดยอ่านไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก ว่างก็มาจดลงบล็อกบ้าง

บล็อกเกอร์ที่ทรงอิทธิพลในด้านนี้ สำหรับผมแล้วมี 2 คนที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเวิร์ค ได้แก่ Paul Graham แห่ง Y Combinator กับ Fred Wilson แห่ง Union Square (ถ้าใครรู้จักคนอื่นที่เจ๋งๆ ก็แนะนำเข้ามาได้)

ผมเคยแปลงานของ Paul Graham ไว้หนึ่งชิ้นที่ Paul Graham: วิธีการเริ่มต้นเปิดบริษัทของตัวเอง ซึ่งการแปลเต็มขั้นแบบนี้ต้องใช้พลังเยอะมาก บล็อกอันนี้จึงใช้วิธีสรุปประเด็นจากบล็อกของ Graham แบบคร่าวๆ และบวกด้วยความเห็นจากประสบการณ์ตรงแทนนะครับ

Jack Dorsey and Time Management

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter (และเป็น "คนคิด" ไอเดียของ Twitter) อย่าง Jack Dorsey ได้รับการยกย่องจากสื่อต่างประเทศ ว่าในอนาคตเขาจะกลายเป็น "สตีฟ จ็อบส์ คนต่อไป" แต่เอาเข้าจริงแล้ว เราไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขามากนัก

ล่าสุด Forbes มีบทสัมภาษณ์ Jack Dorsey ค่อนข้างละเอียด ช่วยให้เรารู้จักและเข้าใจตัวเขามากขึ้น

จริงๆ ตอนนี้ Dorsey ทำงานที่ Twitter ไม่เยอะนัก มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาเสียมากกว่า ส่วนงานเกือบทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ Dick Costolo ซีอีโอ (ที่เคยเป็นผู้ก่อตั้ง FeedBurner) ซึ่งเรื่องของ Costolo อ่านได้จาก The New York Times นะครับ

งานหลักของ Dorsey ไปอยู่ที่ Square บริษัทจ่ายเงินผ่านมือถือที่กำลังมาแรง ตอนนี้ได้บิ๊กเนมอย่าง Starbucks มาเป็นลูกค้า (และได้ Howard Schultz มานั่งเป็นบอร์ดให้ด้วย ถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับบริษัทที่มีพนักงาน 400 คน) อย่างไรก็ตาม Dorsey ยังถือว่าทำงานให้ Twitter อยู่

คำถามที่น่าสนใจมากๆ คือ Dorsey แบ่งเวลาอย่างไร ถึงสามารถบริหารจัดการบริษัทไอทีดาวรุ่ง 2 บริษัทได้พร้อมกัน ซึ่งผู้สื่อข่าวของ Forbes ก็ทำการบ้านได้ดีและถามประเด็นนี้อย่างละเอียด

Founding a Company

เมื่อคืน (22 มี.ค.) MCOT Radio ขอสัมภาษณ์เรื่องการจดบริษัท Blognone มีคำถามถึง "คำแนะนำ" ต่อคนที่อยากจดบริษัท IT startup บ้าง

ตอบไปแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ ก็ขอมาจดลงบล็อกหน่อย

ผมว่าการจดบริษัทเนี่ยมันเท่มากเลยนะครับ (คือจดบริษัทแรกก็รู้สึกยังงั้น พอเป็นบริษัทที่สองเริ่มจะเฉยๆ ละ) แต่เราจะเอาความเท่มาเป็นปัจจัยในการตัดสินใจจดหรือไม่จด ก็อาจจะไม่ถูกนัก

เพราะการจดบริษัทมันมี cost ในเรื่องกระบวนการมากพอสมควร หลักๆ คือเรื่องเอกสารและเรื่องภาษี

งานเอกสารเป็นอะไรที่ซับซ้อนมาก จริงๆ ตั้งใจจด Blognone ในเดือนมกราคม เพื่อจะได้จำง่ายๆ ว่าจดมากี่ปีแล้ว แต่ก็ติดอุปสรรคเรื่องเอกสารมากมาย เช่น

Pages

Subscribe to RSS - Startup