ช่วงนี้ผมกำลังย้ายบ้าน ไม่มีเวลาตอบคอมเมนต์มากนัก เดี๋ยวสถานการณ์ลงตัวแล้วจะมาตอบให้ ตอนนี้เอาประเด็นทางเทคนิคที่น่าสนใจจาก feed ที่อ่านไปก่อน (จริงๆ คือจดให้ตัวเองตามมาอ่านเมื่อมีเวลา)
Software Engineering
Chrome
Firefox
Ubiquity
Usability
รู้จัก Get Satisfaction ตอนไปงาน FOWA มันคือ web 2.0 สำหรับตอบคำถามหรือไอเดียจากลูกค้า
เคยลองทำ product page ของ Blognone ไว้เล่นๆ แต่ก็ไม่ได้ใช้ (เหมือนกับ page และ group บน Facebook คือทำไว้เท่ๆ) สรุปว่าไม่ได้ลองใช้อะไร
เผอิญเมื่อวานเจอบั๊กใน Songbird เลยเข้าเว็บของ Songbird หาดูว่ามีคนไปบ่นใน forum ของ Songbird บ้างหรือเปล่า (เพราะเคยคุยกับนักพัฒนาใน forum) ปรากฎว่าลิงก์ Feedback & Ideas, Ask a Question, Report a Problem กลับชี้ไปที่ Get Satisfaction แทนทั้งหมด
ส่วน Developer Forum ย้ายไปใช้ Google Groups แทน และ Bugzilla ยังอยู่เหมือนเดิม (แต่ลึกลับหน่อย)
ผมไม่มีปัญหากับการใช้ Bugzilla เลยจัดการส่งบั๊กไป แต่เกิดเอะใจขึ้นมา เลยลองส่งเรื่องเข้าไปที่ Get Satisfaction ด้วย (เรื่อง) ซึ่งพบว่ากระบวนการส่งเรื่องนั้น ใช้ง่ายและ intuitive มาก มากกว่าระบบแจ้งบั๊กหรือ issue queue หลายเท่า
Songbird เป็นหน่วยงานที่ใส่ใจกับความคิดลูกค้ามากพอสมควร (จากที่เคยคุยกับพนักงาน ทั้งในเว็บและตัวต่อตัว) ซึ่งกรณีของ Get Satisfaction (และ forum ของเดิม) จะมีทีมงานตอบปัญหาคอยดูเรื่องที่ถูกส่งเข้ามาอยู่ตลอด และตอบคำถามอย่างรวดเร็ว (เร็วจริงๆ เพราะวันที่ลองส่งเป็นวันเสาร์ด้วย มันยังตอบกัน) โดยคำตอบไม่จำเป็นต้องละเอียดนัก อาจมาในทำนองว่า “จะส่งเรื่องไปให้ developer อีกต่อ” แต่ในมุมมองของลูกค้าอย่างผมแล้วรู้สึกดี อย่างน้อยปัญหาของเราก็มีคนมาสนใจ (เมื่อเทียบกับ Bugzilla ของ Mozilla หรือโครงการโอเพนซอร์สอื่นๆ ที่มีโอกาสร้างสูง)
ทีมงานตอบปัญหาของ Songbird จึงเหมือนเป็นตัวกลางที่คอยประสานระหว่างลูกค้า กับ developer (ที่ไม่ค่อยถนัดในการคุยกับลูกค้าโดยตรง) เช่นว่า คอยรับปัญหาจากลูกค้า แล้วเป็นคนเขียนบั๊กส่งไปให้ developer อีกต่อหนึ่ง
ปัญหาเรื่องผู้ใช้บ่นอย่างเดียว ไม่แจ้งบั๊ก เป็นปัญหาเรื้อรังอันหนึ่งของวงการโอเพนซอร์สเมืองไทย (คือด่าแล้วเลิกใช้ นักพัฒนาไม่รู้อะไรด้วย) เท่าที่ผมสังเกตจากใน Blognone และ Ubuntuclub ก็เป็นไปในทางเดียวกัน สาเหตุส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องกำแพงภาษา และความซับซ้อนของระบบแจ้งบั๊กเองด้วย (ซึ่งถ้าใช้ระบบคล้ายๆ Get Satisfaction อาจจะช่วยได้บ้าง) แต่แน่นอนว่าอีกส่วนหนึ่ง ก็เกิดมาจากค่านิยม “ติไม่ก่อ” นั่นเอง
ตามที่ยกตัวอย่างมา ทีมตอบปัญหาแบบ Songbird อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่เนื่องจากว่า Songbird จ่ายเงินเดือนจ้าง มันเลยเกิดได้ คิดไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเป็นระบบอาสาสมัครแบบโอเพนซอร์ส มันจะเป็นไปได้แค่ไหน คนอาสามาทำ จะยืนยงทำได้นานขนาดไหนถ้าไม่มีผลตอบแทนให้?
คิดในอีกแง่หนึ่ง การมีอาสาสมัครช่วยแจ้งบั๊กให้ มันจะยิ่งทำให้ค่านิยม “อยากได้ต้องทำเอง” เกิดได้ยากขึ้นหรือเปล่า? เราควรจะใจร้าย แล้วด่า RTFM กันดีกว่าไหม?
I’m long time Songbird fan (also got one Songbird T-Shirt). I reviewed Songbird 0.1 and Songbird 0.4 a while ago. This time, Songbird 0.7, the “beta” release, is just out and this is my quick thought.
Good
Bad
This release is not perfect yet but it’s a huge leap from older versions. Songbird is very promising. Not everyone want to be locked in the proprietary iTunes.
I used to be a Songbird contributor before it came out. I heard the project management somewhere and some folks there called for localization. I then provided Thai translation for an unreleased software and hoped my effort will help it to become an ‘iTunes killer’.
But when proof-of-concept Songbird 0.1 was released, it was just only a proof-of-concept. Yes, it can play your music files but the user experience was still crude and not ready for real life. At that time, I think it’s Ok and fitted with ‘Release early, release often’ dilemma.
อ่านข่าว Songbird 0.1 ออก แต่ยังไม่ได้ลองซะที เนื่องจากตอนนี้ชีวิตแทบไม่ต้องแตะเครื่องวินโดวส์เลย (แพลทฟอร์มอื่นมันยังไม่ออก) แถมในข่าวหลายคนบอกว่ายังแย่อยู่ เลยคิดว่าเอาไว้ก่อน
แต่ดันลืมไปว่าแปล GUI ของ Songbird ไว้ โดยที่ตอนนั้นยังไม่ได้สัมผัสตัวโปรแกรม มันต้องออกมาแย่แน่ๆ เลยรีบเอามาทดลอง ถ้าใครใช้อยู่มันจะอยู่ในเมนู Help นะครับ ผลปรากฎมาก็แย่จริงแหละ อย่าเพิ่งใช้นะครับ
ไว้รอมันก้าวหน้าไปเยอะๆ หน่อย แล้วค่อยมาทำใหม่ดีๆ ทีเดียว
คิดว่า Songbird น่าจะคุยง่ายกว่า เราอาจมีโอกาสรวมตัวตัดคำเข้าไปกับ browser ของ Songbird ได้