Submitted by mk on 31 August, 2011 - 22:04
เมื่อวานได้ดูรายการ Intelligence ของ Voice TV โดยบังเอิญ เค้าเชิญคนมาคุยเรื่อง "สรรพนาม" ของ "นายกปู" ที่เป็นประเด็นอยู่ช่วงหนึ่ง
ความน่าสนใจคือการเชิญ "คำ ผกา" มาในฐานะตัวแทนความคิดฝั่งเสรีนิยม (liberal) และ ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตย มาในฐานะฝ่ายอนุรักษ์นิยม (conservative)
เทปนี้เป็นรายการ Intelligence ที่เถียงกันมันส์หยดมาก (ถ้าตบกันได้คงตบกันไปแล้ว) แต่ถ้ามองให้ทะลุเรื่องลีลาการเถียง (ผมก็ยอมรับว่าคำ ผกา เธอกวนตีนเหลือเกิน) นี่คือการปะทะทางความคิดของแนวคิดแบบเสรีนิยมกับอนุรักษ์นิยม ในประเด็นที่ไม่ใช่การเมืองระดับชาติ (ถึงแม้จะมีประเด็นมาจากสรรพนามของนายกฯ ก็ตาม) แต่เป็นประเด็นเรื่องสังคม สิทธิ และปรัชญาระดับพื้นฐานว่า "ตกลงคนเท่าเทียมกันหรือไม่อย่างไร"
Submitted by mk on 26 June, 2011 - 23:54
ตั้งใจจะหมายถึง "ความตื่นตัวทางการเมือง" ไม่แน่ใจว่าภาษาอังกฤษใช้ political awareness หรือเปล่า
แต่คิดว่า "ความตื่นตัวทางการเมือง" อันเกิดจากวิกฤตทางการเมืองในรอบ 4-5 ปีมานี้ น่าจะกลายเป็น "พลังงาน" ส่วนสำคัญที่มีผลต่อประเทศในระยะยาว
อีก 10-20 ปีข้างหน้าถ้าเราหันกลับมามองประวัติศาสตร์ ก็คงมีปรากฏการณ์อะไรสักอย่างที่บอกได้ว่า "เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนหลังรัฐประหารปี 49"
เพียงแต่เราไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร
คนที่จับกระแส จับพลังงานของสังคม และสามารถนำพลังงานนี้ไปใช้ประโยชน์กับตัวเอง (และประเทศได้) นั่นสิถึงน่าสนใจ
Submitted by mk on 1 April, 2011 - 23:51
'มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก' โดย เบน แอนเดอร์สัน แปลปาฐกถาของเบน แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-สังคมศาสตร์ชื่อดัง ที่ มช. โดยภัควดี
ต้องบอกว่าเป็นบทความที่พูดถึง 'สังคมไทย' ได้แหลมคมที่สุดบทความหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมา
แค่สองย่อหน้าแรกก็สุดยอดแล้ว
ผมได้รับเชิญให้มาเสนอทัศนะของ “คนนอก” เกี่ยวกับการเมืองไทยให้เพื่อนๆ ทั้งหลายฟัง ผมจะพยายาม แต่ไม่แน่ใจว่า ความหมายของ “คนนอก” จริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่ มันเป็นแค่คำสุภาพที่ใช้แทนคำว่า “ฝรั่ง” ซึ่งหมายถึงชาวตะวันตกที่ไม่ใช่พลเมืองไทย พอรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับการเมืองไทยและได้เปรียบที่มีระยะห่าง แต่เสียเปรียบที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งและสม่ำเสมอ นัยยะที่แฝงอยู่ก็คือ ฝรั่งที่เขียนเกี่ยวกับสยามย่อมมีมุมมองที่แตกต่างอย่างมากจากชาวไทยที่มีการศึกษา แต่ผมกลับคิดตรงกันข้าม
Submitted by mk on 11 May, 2009 - 13:19
เมื่อสักครู่ผมเดินไปซื้อชาเย็นจากรถเข็นข้างถนน 15 บาท ระหว่างรอคนขายชงชา ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนขายกับลูกค้าประจำที่นั่งอยู่แถวนั้น ข้อความอาจไม่ตรงนักแต่ใจความประมาณนี้
"แมนยูน่าจะป้องกันแชมป์ได้ทั้งสองอันที่เหลืออยู่"<br/>
"พรีเมียร์ลีกน่ะได้ชัวร์อยู่แล้ว แต่แชมเปี้ยนส์ลีกนี่ 50:50 นะ"<br/>
"ถ้าอาร์เซนอลไม่ยอมซื้อตัวเก่งๆ ซื้อแต่เด็ก ก็อีกนานกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีก"
ฯลฯ
ผมยืนฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกว่ามันเป็นการวิเคราะห์ที่เป็นเรื่องเป็นราวมาก!
ผมไม่คิดว่าบทสนทนาในลักษณะนี้จะอยู่แต่เฉพาะรถเข็นขายชาเย็นข้างถนนเท่านั้น เราจะพบบทสนทนาแบบเดียวกันนี้ทั่วไปตามวินมอเตอร์ไซด์ ในแท็กซี่ คนขายของในซูเปอร์มาร์เก็ต ยาม ฯลฯ นี่ยังไม่รวมอาชีพชนชั้นกลางอีกมากที่ผมจงใจละเอาไว้ ไม่แน่ว่าเราอาจเดินผ่านคนกวาดขยะที่กินข้าวพักเที่ยง หรือเกษตรกรที่กำลังดำนาไปคุยกันไป แล้วได้ยินบทสนทนาว่า
"บาร์ซาจะเป็นแชมป์หรือเปล่า"<br/>
"ถ้าจับเมสซีดีๆ แล้วกันลูกกลางอากาศในแน่นๆ ก็เสร็จผี"
Submitted by mk on 16 April, 2009 - 03:53
อ่านบทความของโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย (ใช่ครับ คนเดียวกับที่โดนฟ้องหมิ่นฯ กับจักรภพนั่นล่ะ) คือเรื่อง No winners in Thailand's crisis ซึ่งประชาไทนำมาแปลในชื่อ ไม่มีผู้ชนะในวิกฤติประเทศไทย
ประโยคที่ผมชอบเพราะเห็นว่าสั้นและอธิบายภาพรวมของความขัดแย้งรอบนี้ได้ดีมากๆ คือ
เมื่อไปที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คุณจะได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า : “พวกเราเป็นประชาชนรากหญ้า, กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย, ต่อต้านชนชั้นปกครอง”
เมื่อไปที่การชุมนุมของคนเสื้อเหลือง คุณจะได้ยินเสียงที่แตกต่างว่า; “พวกเราเป็นคนมีการศึกษา, กำลังต่อสู้ขับไล่พวกนักการเมืองทุจริตที่ทำลายประชาธิปไตย”
แต่ประโยคที่ผมสนใจมากกว่า ก็คือ
ทำไมประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นตัวอย่างดีเลิศของความมั่นคงและความปรองดองในสังคม ถึงได้กลายเป็นสังคมที่ถูกแบ่งเป็นขั้วเช่นนี้
เขียนใหม่เป็นภาษาบ้านๆ ของผมได้ว่า "เมื่อก่อนประเทศไทยไม่มีปัญหา ทำไมตอนนี้จึงมีปัญหา"
Pages