เมื่อสักครู่ผมเดินไปซื้อชาเย็นจากรถเข็นข้างถนน 15 บาท ระหว่างรอคนขายชงชา ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนขายกับลูกค้าประจำที่นั่งอยู่แถวนั้น ข้อความอาจไม่ตรงนักแต่ใจความประมาณนี้
"แมนยูน่าจะป้องกันแชมป์ได้ทั้งสองอันที่เหลืออยู่"<br/> "พรีเมียร์ลีกน่ะได้ชัวร์อยู่แล้ว แต่แชมเปี้ยนส์ลีกนี่ 50:50 นะ"<br/> "ถ้าอาร์เซนอลไม่ยอมซื้อตัวเก่งๆ ซื้อแต่เด็ก ก็อีกนานกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีก"
ฯลฯ
ผมยืนฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกว่ามันเป็นการวิเคราะห์ที่เป็นเรื่องเป็นราวมาก!
ผมไม่คิดว่าบทสนทนาในลักษณะนี้จะอยู่แต่เฉพาะรถเข็นขายชาเย็นข้างถนนเท่านั้น เราจะพบบทสนทนาแบบเดียวกันนี้ทั่วไปตามวินมอเตอร์ไซด์ ในแท็กซี่ คนขายของในซูเปอร์มาร์เก็ต ยาม ฯลฯ นี่ยังไม่รวมอาชีพชนชั้นกลางอีกมากที่ผมจงใจละเอาไว้ ไม่แน่ว่าเราอาจเดินผ่านคนกวาดขยะที่กินข้าวพักเที่ยง หรือเกษตรกรที่กำลังดำนาไปคุยกันไป แล้วได้ยินบทสนทนาว่า
"บาร์ซาจะเป็นแชมป์หรือเปล่า"<br/> "ถ้าจับเมสซีดีๆ แล้วกันลูกกลางอากาศในแน่นๆ ก็เสร็จผี"
ประเด็นของผมก็คือ "คนชั้นล่าง" ที่คนชั้นกลางเคยดูถูกว่า "โง่ ไร้การศึกษา ขายเสียง ตกเป็นเหยื่อนักการเมือง" กลับมีบทสนทนาที่สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกในการวิเคราะห์ไม่ด้อยไปกว่าคนชั้นกลางเลย (เผลอๆ เหนือกว่าด้วย) เป็นไปได้ไหมว่าคนชั้นกลางอย่างเราๆ จะต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์กรอบความคิดและความเชื่อของตัวเองเสียใหม่ว่าแท้จริงแล้ว คนรากหญ้านั้นโง่จริงหรือ?
แน่นอนว่ามันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อสรุป ยังมีคำถามอีกมากให้ขบคิดต่อ
อ่านบทความของโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย (ใช่ครับ คนเดียวกับที่โดนฟ้องหมิ่นฯ กับจักรภพนั่นล่ะ) คือเรื่อง No winners in Thailand's crisis ซึ่งประชาไทนำมาแปลในชื่อ ไม่มีผู้ชนะในวิกฤติประเทศไทย
ประโยคที่ผมชอบเพราะเห็นว่าสั้นและอธิบายภาพรวมของความขัดแย้งรอบนี้ได้ดีมากๆ คือ
เมื่อไปที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คุณจะได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า : “พวกเราเป็นประชาชนรากหญ้า, กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย, ต่อต้านชนชั้นปกครอง”
เมื่อไปที่การชุมนุมของคนเสื้อเหลือง คุณจะได้ยินเสียงที่แตกต่างว่า; “พวกเราเป็นคนมีการศึกษา, กำลังต่อสู้ขับไล่พวกนักการเมืองทุจริตที่ทำลายประชาธิปไตย”
แต่ประโยคที่ผมสนใจมากกว่า ก็คือ
ทำไมประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นตัวอย่างดีเลิศของความมั่นคงและความปรองดองในสังคม ถึงได้กลายเป็นสังคมที่ถูกแบ่งเป็นขั้วเช่นนี้
เขียนใหม่เป็นภาษาบ้านๆ ของผมได้ว่า "เมื่อก่อนประเทศไทยไม่มีปัญหา ทำไมตอนนี้จึงมีปัญหา"
อาทิตย์ที่แล้วไปนั่งฟังคุณสฤณีพูดถึง Framework of Regulation ของ Lessig ที่งานของ Thai Netizen ผมนั่งฟังก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อยและเกิดไอเดีย จดเก็บไว้
ถ้ายังไม่รู้จัก Framework of Regulation ก็ลองอ่านบล็อกเก่าประกอบ
คือถ้าเรามองว่าการ "ควบคุม" หรือการ "จำกัดขอบเขต" ของประเด็นใดๆ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 วิธีตามที่ Lessig ว่า (เพื่อตัดประเด็นการโต้แย้งในเรื่องว่าทฤษฎีของ Lessig นั้นใช้งานได้จริงแค่ไหน ติ๊ต่างว่า Lessig ถูกไปก่อน)
และถ้าเราให้คำจำกัดความของ "สังคมที่มั่นคง" (stable) ว่าระดับโดยรวมของการควบคุม (total level of regulation) ในสังคมนั้นๆ ต้องคงที่ (คือเป็นสังคมที่อยู่ไปกันยังไงก็อยู่ไปยังงั้น ควบคุมแทรกแซงกันเท่าเดิมไม่เคยเปลี่ยน ภาษารัฐศาสตร์ใช้คำว่า status quo - "keep the things the way they presently are")
ก็น่าจะพอเสนอได้ว่า เมื่อขาหนึ่งของ regulation ทั้งสี่ (หรือจะหลายๆ ขาก็ได้) เกิดการเปลี่ยนแปลง สังคมนั้นจะต้องปรับตัวเองให้ total level of regulation กลับมาเท่าเดิม (เพื่อรักษา status quo เอาไว้)
ส่วนสีแดงนี้คือข้อเสนอแบบมั่วๆ ของผมเอง
Since 2548,
ตอนไปสัมภาษณ์ อ. วรเจตน์ คุยเล่นหลังอัดกันนิดหน่อย อ. พูดมาคำนึงว่า "นี่เป็นสัญญาณของประเทศที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง"
จริงๆ มันเป็น thread บน Slashdot เมื่อสามสี่วันก่อนที่ผมดองเอาไว้ยังไม่ได้อ่าน เผอิญคุณสฤณีใจตรงกันแปลจดหมายมาเป็นภาษาไทยพอดี เลยสบายไป
เรื่องมีอยู่ว่า ผู้บริหาร hedge fund คนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากๆ เกิดอิ่มตัวและลาวงการ
ผมและ Slashdot ไม่สนใจประเด็นเรื่องทุนนิยม แต่ประโยคเจ้าปัญหาในจดหมายคือข้อเสนอให้จอร์จ โซรอส สร้างโมเดลของรัฐบาลแบบใหม่ ที่พัฒนาจากโอเพนซอร์ส
George Soros, a man of staggering wealth, has stated that he would like to be remembered as a philosopher. My suggestion is that this great man start and sponsor a forum for great minds to come together to create a new system of government that truly represents the common man’s interest, while at the same time creating rewards great enough to attract the best and brightest minds to serve in government roles without having to rely on corruption to further their interests or lifestyles. This forum could be similar to the one used to create the operating system, Linux, which competes with Microsoft’s near monopoly. I believe there is an answer, but for now the system is clearly broken.
อ่านความเห็นใน Slashdot ก็สนุกดีนะครับ (เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมอ่าน Slashdot) แต่ยังไม่จริงจังและลงลึกเท่าที่ใจอยากเห็น ประเด็นที่ผมสนใจคือ เราสามารถนำ best practice ของการจัดการชุมชน (คำที่ถูกคือ governance) ของโอเพนซอร์สมาใช้ได้ขนาดไหน เช่น การเลือกตั้งของ Debian ที่เข้มแข็งมาก หรือ แนวคิด BDFL ที่หลายๆ โครงการค่อนข้างประสบความสำเร็จ
ถ้าประชาธิปไตยทางตรงมีจริง มันน่าจะออกมาหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้ เราอาจร่างรัฐธรรมนูญกันด้วย stet เหมือนกับที่ร่าง GPLv3 (กดไปดูตัวอย่าง)
(ถ้าแบบเวอร์ๆ หน่อย เราอาจจะเลิกอ้าง The Communist Manifesto หรือ The Wealth of the Nations หรือ John Lock/Voltaire แล้วหันมาอ้าง The Cathedral and the Bazaar หรือ RMS แทนก็ได้)
เรื่องพวกนี้ต้องคิดกันอีกยาว ปิดท้ายด้วยคอมเมนต์สุดแจ่มจาก Slashdot
Lets fork the country and call it some other name!