SCO

วันนี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องบริษัท SCO อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของซอร์สโค้ดบางส่วนในลินิกซ์ และเรียก เก็บเงินค่าใช้งานลินิกซ์ จากบริษัทต่างๆ จนเป็นข่าวเกรียวกราวอยู่ตอนนี้ ทำให้เกิดความกังวลขึ้นพอสมควรว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และถ้าเกิดว่า SCO ชนะคดีความขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรกัน เพราะลินิกซ์ที่บริษัทต่างๆ ใช้กันอยู่อย่างไม่เสียค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ (คือเสียแต่ค่าติดตั้ง บำรุงรักษา) ต่อไปอาจจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับ SCO ซะแล้ว



ก่อนอื่น หลายๆ ท่านอาจจะมีคำถามว่า SCO มันคือบริษัทอะไร ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย SCO เป็น บริษัทที่ทำมาหากินเกี่ยวกับยูนิกซ์ (UNIX) ครับ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยูนิกซ์เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง โดยที่ลินิกซ์นั้นเป็นยูนิกซ์ชนิดหนึ่ง มีหลายบริษัทขายยูนิกซ์ชนิดอื่นๆ ด้วยชื่อ ทางการค้าที่ต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น Solaris ของซัน, HP-UX จาก HP หรือ AIX ของไอบีเอ็ม ซึ่งจุด แตกต่างที่สำคัญของลินิกซ์กับยูนิกซ์นั้นคือ ลินิกซ์เป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่ยูนิกซ์ที่พวกซันหรือไอบีเอ็ม ขายนั้นไม่เป็นครับ



แรกเริ่มเดิมทียูนิกซ์ถูกสร้างขึ้นโดยเบลล์แลบ ซึ่งเป็นห้องวิจัยทางคอมพิวเตอร์ชื่อดังที่คิดค้น อะไรต่อมิอะไรให้เราๆ ใช้กันเยอะแยะ เบลล์แลบนี้เป็นหน่วยงานย่อยของ AT&T ทาง AT&T ไม่ค่อยเห็น ความสำคัญของยูนิกซ์เท่าไรนัก เลยขายลิขสิทธิ์ของยูนิกซ์ไปให้บริษัท Novell เจ้าของ Netware ทาง Novell เอง ซื้อมาซักพัก ก็ขายสิทธิ์ของยูนิกซ์ ให้กับบริษัทที่มีชื่อว่า Santa Cruz Operation หรือ SCO นั่นเอง SCO ผลิตยูนิกซ์ออกมาขาย 2 ยี่ห้อคือ OpenServer กับ Unixware ต่อมา มีบริษัทลินิกซ์ชื่อว่า Caldera เข้ามาซื้อ SCO ไป Caldera เลยขายทั้งยูนิกซ์และลินิกซ์ แต่ยอดขายลินิกซ์กลับไม่ค่อยดีนัก สู้พวก RedHat ไม่ได้ Caldera เลยเปลี่ยนชื่อมาเป็น SCO Group เพื่อบอกว่า รายได้ของตัวเองน่ะ ส่วนมากมา จากยูนิกซ์นะ



ส่วนกรณีการอ้างสิทธิ์ของ SCO ที่เกิดขึ้นนี้ เริ่มมาจากเมื่อต้นปี SCO ได้ทำการฟ้อง IBM เป็นเงิน 1 พันล้านเหรียญ ว่า IBM แอบเอาซอร์สโค้ดในยูนิกซ์ของ SCO ไปใส่ในลินิกซ์ สาเหตุของเรื่องนี้มาจาก IBM กับ SCO เคยร่วมมือกันพัฒนายูนิกซ์อยู่พักนึง ปรากฎว่าโครงการนั้นล้มไป ต่อมาในช่วงหลังๆ นี้ ที่ IBM ได้ หันมาสนับสนุนลินิกซ์แทนยูนิกซ์ เพราะเห็นว่าอนาคตสดใสกว่า แถมจ้างนักพัฒนาของ IBM ไปร่วมพัฒนา เคอร์เนลของลินิกซ์เองด้วย ในเคอร์เนลลินิกซ์ตอนนี้จึงมีอะไรที่เป็นผลงานของ IBM อยู่หลายอย่าง SCO ได้ หันมาเล่นงานตรงจุดนี้ครับว่า บางส่วนที่ IBM ใส่เข้าไปในลินิกซ์นั้นคือ ซอร์สโค้ดบางส่วนของ SCO ที่ IBM ได้มาตอนทำงานร่วมกับ SCO นั่นเอง



เรื่องมันควรจะจบแค่เป็นคดีระหว่าง SCO กับ IBM แค่นั้น เหมือนกับ SCO เรียกร้องค่าเสียหาย จาก IBM เป็นเรื่องระหว่างบริษัทสองบริษัทเท่านั้น ผู้ใช้ลินิกซ์และบริษัทอื่นๆ ไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ SCO กลับอ้างว่า ตนเองเป็นเจ้าของสิทธิ์โค้ดส่วนที่เป็นปัญหานี้ ซึ่งอยู่ในลินิกซ์ ดังนั้น ผู้ใช้ลินิกซ์ทุกคน ต้อง จ่ายค่าลิขสิทธิ์การใช้งานโค้ดส่วนนี้ให้กับ SCO ด้วย โดย SCO วางแผนจะเก็บค่าใช้งานขั้นต่ำ 699 เหรียญ ต่อ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีซีพียู 1 ตัว และราคาจะแพงขึ้นไปอีกสำหรับเซิร์ฟเวอร์แบบหลายซีพียู แถมยังเลยเถิดจ้องเก็บ เงินจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีลินิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการอีกด้วย เลยทำให้ผู้ใช้ลินิกซ์จากทั่วโลกออกมาตอบโต้ SCO กันยกใหญ่ ล่าสุดนี้ทาง RedHat กับ IBM ได้ฟ้อง SCO กลับแล้วครับ



ประเด็นของเรื่องนี้มีหลายมุมมองครับ ถ้ามองในแง่ผู้ใช้ทั่วไป และผู้สนับสนุนการพัฒนาแบบโอเพ่น ซอร์ส การออกมาอ้างสิทธิ์ของ SCO ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ลินิกซ์ต้องเข้ามายุ่งกับคดีความใหญ่โต ซอร์สโค้ด ส่วนที่ SCO อ้างว่าถูกนำไปใช้นั้น ยังไม่มีใครเห็น (เพราะซอร์สของลินิกซ์นั้นเปิดเผย แต่ซอร์สของ SCO ไม่มี ใครเข้าถึงได้ เลยไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้) และ SCO ก็บอกว่าจะเปิดเผยซอร์สโค้ดที่ว่าในชั้นศาลเท่า นั้น เลยมีหลายๆ คนคิดว่า SCO นั้นจงใจแอบเอาซอร์สโค้ดไปใส่ในลินิกซ์ เพื่อที่ว่าจะได้มาอ้างสิทธิ์อย่างนี้รึ เปล่า เพราะฐานะทางการเงินของ SCO ตอนนี้ก็ไม่ดีนัก ลินิกซ์ขายไม่ค่อยออกมานานแล้ว ตอนนี้ยิ่งต้องเสียเงิน ไปกับการฟ้องร้องอีก แถมโดน RedHat กับ IBM ฟ้องกลับไป ก็ต้องเสียเงินมาจัดการกับคดีที่ถูกฟ้องกลับอีก



แต่ถ้ามองในด้านธุรกิจ ถ้าเกิดว่า SCO แพ้คดี ก็ไม่มีปัญหา แต่ในกรณีที่ SCO เกิดชนะขึ้นมา เราก็จำ เป็นต้องจ่ายเงินให้กับ SCO งั้นหรือ แล้วมันจะคุ้มมั้ยถ้าใช้ลินิกซ์แล้วต้องจ่ายเงิน (ราคาแพง) ให้กับ SCO อีก ต่อหนึ่ง ทางออกเรื่องนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะว่า SCO อุบหลักฐานเอาไว้หมดไม่ยอมบอกใคร เลยคาดเดาไม่ ถูกว่าศาลจะตัดสินอย่างไร แต่ก็อีกนานพอสมควรกว่าคดีนี้จะสิ้นสุด (ดูอย่างคดีของไมโครซอพท์ก็ได้) ดังนั้น เรา ก็ใช้งานลินิกซ์ต่อไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากการสำรวจของสำนักข่าวต่างๆ บริษัทส่วนมากที่ตัดสิน ใจจะนำลินิกซ์มาใช้ ก็ดำเนินการต่อไป โดยปัญหา SCO ไม่มีผลกระทบแม้แต่น้อย ก็คงคอยดูกันต่อไป ว่าเรื่อง นี้จบยังไงครับ