Scifi

Ender's Blog

(สปอยล์)

ว่าจะเขียนถึงเรื่องนี้ตั้งแต่อ่าน Ender’s Game จบแต่ก็ลืม เผอิญวันนี้หาข้อมูลเรื่อง Hegemony แล้วมีพูดถึง Peter Wiggin พี่ชายของ Ender เลยนึกออก

นิยายไซไฟส่วนมากมักมีคอนเซปต์หรือไอเดียทางวิทยาศาสตร์ที่ “จับต้องได้” คือมีหน้าตาเป็นรูปเป็นร่างออกมาให้เห็น (เช่น อาวุธ พาหนะ หรือผลของการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดๆ เช่น ย้อนเวลาได้ ตัวเล็กลง หนุ่มหรือแก่ขึ้น) นิยายไซไฟที่พูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเป็นธีมหลักกลับมีไม่เยอะนัก ที่โดดเด่นและผมเคยอ่านคงมีแค่ Psychohistory ของ Hari Seldon เท่านั้นละมั้ง

แต่ใน Ender’s Game ซึ่งเป็นนิยายออกปี 1985 มีพยากรณ์แบบแม่นโคตรๆ อยู่หนึ่งเรื่องคือ “บล็อก” ซึ่งมีผลสำคัญต่อเนื้อเรื่องในซีรีย์ โดย Peter และ Valentine Wiggin พี่ชายและพี่สาวของ Ender นั้นสร้างอัตลักษณ์ที่สองของตัวเองขึ้นมา (โดยอิงชื่อและวิถีคิดจากนักปรัชญาในประวัติศาสตร์) และสื่อสารข้อคิดทางการเมืองผ่าน “บล็อก” ให้ชาวโลกได้รับรู้ สองคนนี้เขียนบล็อกสะสมอิทธิพลถึงขนาดชี้นำการตัดสินใจสำคัญๆ ระดับโลกได้ และกลายมาเป็นผู้นำโลกในภายหลัง

เรื่องของ Peter ในฐานะผู้นำมีกล่าวถึงในซีรีย์ Shadow ซึ่งยังไม่มีแปลไทย (และดูแล้วคงไม่มี) ผมซึ่งยังไม่อ่านทั้ง Speaker for the Dead และมี The God Themselves กับ Nemesis ค้างในสต็อกอยู่ ก็ต้องบอกว่าติดไว้ก่อน

เรียนจบหยุดพักอ่านนิยายสักปีก็น่าจะดี

Against Stupidity

เขียนตอบ house

ไม่สิ ไม่เรียกว่าเขียนตอบ แค่อ่านบล็อกของ house แล้วคิดถึงประโยคนี้ (และเป็นที่มาของชื่อบล็อกนี้)

Against stupidity the gods themselves contend in vain.

อันการต่อสู้กับความโฉดเขลา แม้ปวงเทพเจ้าก็ยังไม่อาจเอาชัย

เคยเขียนถึงไปแล้วครั้งหนึ่ง (แต่อยากเขียนอีก)

Blade Runner

ในหมู่หนัง Sci-fi เรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงเสมอๆ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงอารยธรรม cyberpunk คือ Blade Runner

Blade Runner เป็นหนังปี 82 ของผู้กำกับ Ridley Scott นำแสดงโดย Harrison Ford เนื้อเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน (ถ้าเอาสมัยนี้ไปเทียบ) คือในโลกอนาคตที่หุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์เด๊ะๆ เกิดมีหุ่นจำนวนหนึ่งกบฎขึ้นมา และทำร้ายผู้คน พระเอกซึ่งเป็นตำรวจมือปราบหุ่นยนต์หน่วย Blade Runner อันดับหนึ่งแต่เลิกทำงานไปแล้ว จึงถูกตามกลับมาให้มาหาว่าหุ่นยนต์อยู่ที่ไหนบ้าง

หนังมีหลายเวอร์ชันมาก (ดูรายละเอียดใน Wikipedia ประกอบ)​ ที่ดูนี้เป็นของปี 1992 Director’s Cut ที่ผู้กำกับไม่ได้ทำเอง

หนังดูสนุกดีในภาพรวม เปิดเรื่องมาจะรู้สึกว่ากำลังอ่านนิยายชุด Robot ของ Asimov อยู่ (คือไม่รู้ว่าใครคือหุ่น ใครคือคน) แต่พอดำเนินเรื่องไปสักพัก หนังจะโชว์หน้าตาของหุ่นยนต์ให้เห็น ทำให้ไม่ต้องเดา เนื้อเรื่องช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยสมเหตุสมผลอยู่หลายจุด เช่น จำนวนของหุ่นยนต์ที่ต้องฆ่า, จุดประสงค์ของหุ่นยนต์คืออะไรกันแน่ รวมถึงมีความรู้สึกว่าพระเอกของเราไม่เก่งแม้แต่น้อย

แต่ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือโปรดักชันและอาร์ทไดเรคชัน อัลงการมาก โลกอนาคตที่เป็นเมืองใหญ่เสื่อมโทรม มีวัฒนธรรมเอเชีย​ (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) เข้ามาเจือปนสูง ถูกนำไปใช้โดย Matrix ส่วนเนื้อเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่แฝงตัวเข้ามาในมนุษย์ ถูกก็อปไปใช้แบบเกือบเป๊ะๆ โดยเกม Snatcher ของโคนามิ (เหมือนเคยจับอยู่แป๊บๆ)

ที่น่าสนใจคือมีโฆษณาของผลิตภัณฑ์จริงในหนังเยอะมาก ที่ผมดูทันได้แก่ โค้ก, PanAm, Atari และ Budweiser ซึ่งพอไปอ่านใน Wikipedia บอกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนต้องสาป เกือบทุกบริษัทที่โชว์สุดท้ายเจ๊งกันหมด

ป.ล. หลังจากกำกับหนังเรื่องนี้ Ridley Scott ก็ไปกำกับโฆษณาชุด 1984 อันโด่งดังของแอปเปิล ซึ่งใช้ธีมคล้ายๆ กัน
ป.ล. 2 ตามไปอ่านใน Wikipedia พบว่า Snatcher นั้นเป็นเกมของ Hideo Kojima (Metal Gear Solid) เทพจริงๆ พี่แก
ป.ล. 3 ประโยคสำคัญอันหนึ่งในเรื่อง มีพูดถึง Tannhauser Gate ตอนอ่านซับไตเติลก็รู้สึกคุ้นๆ ว่าเหมือนเคยได้ยินที่ไหน ปรากฎว่าไปเป็นชื่อปืนใหญ่ของยาน Minerva ใน Gundam SEED Destiny

The Next Sheet of MAPS

เห็นชื่อคุณ @ripmilla ใน Twitter รู้สึกว่ามันคุ้นๆ เลยลองทักเล่นๆ ว่าเอามาจากเรื่อง MAPS หรือเปล่า ซึ่งปรากฎว่าใช่ซะงั้น ซึ่งตื่นเต้นมากเพราะหาคนอ่านเรื่องนี้ได้ยากมากๆ

ผมรู้จักการ์ตูนเรื่องนี้จากคุณ house ซึ่งตอนนั้น SIC ยังไม่เอามาพิมพ์ใหม่ มีเฉพาะเวอร์ชันไพเรตแบบ 8 เล่มใหญ่ซึ่งหาซื้อไม่ได้แล้ว โชคยังดีว่าคุณ house ชี้ทางสว่าง บอกว่าร้านเช่าการ์ตูนของ KFC ที่เกษตร (ตอนนี้รู้สึกจะกลายเป็นศูนย์คอม?) มีให้เช่าครบชุด แถมโชคดีซ้ำสองตรงที่หลังจากผมเช่าการ์ตูนชุดนี้จบไปไม่นาน ร้านเช่าร้านนี้ก็เจ๊งและหายไปเสียอย่างนั้น จากประสบการณ์การเช่าการ์ตูนอีกหลายร้านยังไม่เคยเจอร้านไหนที่มีอีก ดวงคนมันจะได้อ่าน ทำนองนั้น

MAPS กลายมาเป็นการ์ตูนอีกเรื่องในดวงใจ ผมเคยเขียนรีวิวไว้บน Project-ile ยุคแรกสุด ตอนนี้ข้อมูลหายไปหมดแล้ว แอบโชคดีอีกนิดตรงที่กู้มาจาก archive.org ได้เฉพาะส่วนของ excerpt (ขอบคุณท่าน พ. ที่ชี้ทาง)

MAPS : พิชิตศึกจักรวาล

มาว่ากันด้วยเรื่องของหนังสือการ์ตูนมั่ง จะว่าไปแล้วการ์ตูน Sci-fi ดีๆ ก็มีอยู่เยอะ พอสมควร ถ้าคุณเป็นคอการ์ตูน/อนิเมญี่ปุ่น (แบบผมนะ :) อย่างเช่นเรื่อง AKIRA (ที่กลายเป็นหนังดัง) และ Ghost in the Shell (กลายเป็นหนังเหมือนกัน) ของ Atomo ผู้กำกับมือทอง หรือเรื่อง GUNNM เพชรฆาตไซบอร์ก ที่เป็น Hard Fiction ได้สบายๆ ในเรื่องได้มีการแทรกเทคโนโลยีอย่างโซลิดเสตท ลิฟท์อวกาศ ไซบอร์ก และโลกที่เสื่อมโทรม ซึ่งตอนนี้ได้ออกภาคใหม่ GUNNM : Last Order มาให้เราๆ ได้อ่านกันด้วย แต่ถ้าพูดถึงสงครามอวกาศ ถ้าเป็นการ์ตูน เราอาจจะคิดถึงกันดั้ม หรือ มาครอส แต่ว่าสงครามอวกาศในเรื่องเหล่านี้ (และเรื่องอื่นๆ ไม่ว่า สตาร์วอร์ส หรือ สตาร์เทรคก็ตาม) คงเทียบไม่ได้กับเรื่องที่จะมาแนะนำในวันนี้ MAPS ที่มีสงครามอวกาศอันยิ่งใหญ่ขนาดกาแลกซี่ทีเดียว

ผมจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองเขียนอะไรไปบ้าง แต่ถ้าให้ย้อนความประทับใจอีกรอบ MAPS เป็น hard sci-fi ที่เอายานรบพันล้านลำไปสู้กับสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่กว่ากาแลกซี่ (แถมมีกฎทางฟิสิกส์รองรับน่าเชื่อถือสุดๆ) ในส่วนของเนื้อเรื่องและคาแรกเตอร์ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยยานอวกาศรูปหญิงสาว (มีใครคุ้นๆ บ้างรึยังครับ) ซึ่ง sync ชีวิตและความรู้สึกนึกคิดกับตัวละครในเรื่อง รายละเอียดลืมไปหมดแล้ว (เขียนถึงแล้วอยากอ่านใหม่) เอาเป็นว่ายกให้เป็น 1 ใน 2 การ์ตูนไซไฟในดวงใจ คู่กับ Gunnm ภาคแรก

อ้อ ที่ชื่อเกี่ยวข้องคือนางเอกของเรื่องชื่อ “ริปมิลล่า” นะครับ ผมเข้าใจเอาเองว่ามาจากภาษาอังกฤษคือ “ริปมิลเลอร์”

คุณ ripmilla ยังบอกผมอีกด้วยว่า คอมมิกของ MAPS ภาคต่อออกแล้วนะ (ใช้ชื่อว่า The Next Sheet of MAPS) เห็นแล้วแบบว่า โอว อยากกลับเมืองไทยจังเลย

ป.ล. ภาคแรกมีเวอร์ชันอนิเมด้วย แต่ไม่เคยดู
ป.ล. 2 งานของ Hasegawa Yuichi อีกเรื่องที่เคยอ่าน (แต่ไม่จบ) คือ Crossbone Gundam ซึ่งเป็นเนื้อเรื่องฉบับเต็มของ F91 ที่ Yoshiyuki Tomino อยากทำ (แต่ไม่ได้ทำเพราะเหตุผลด้านการตลาด)
ป.ล. 3 ขึ้นด้วย MAPS ทำไมจบด้วยกันดั้มวะเนี่ย

Serenity

หนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่คาใจมานาน เพราะเห็นคนใน Slashdot พูดถึงกันบ่อยมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากว่ามันไม่เข้าเมืองไทย (หรือเข้าแต่ผมตกข่าวเองก็ไม่ทราบได้) เลยได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้

อาทิตย์ก่อน Jonathan เพื่อนญี่ปุ่น (แต่ดันชื่อฝรั่ง) พาไปห้องสมุดประชาชนในเมือง ข้างในมีห้องสมุดมัลติมีเดีย สามารถเช่าซีดี/ดีวีดีได้ในราคาถูก (ดีวีดีเรื่องละ 1 ปอนด์ต่อสัปดาห์)​ ดูปริมาณหนังที่มีเยอะพอสมควรแถมหลายเรื่องอยากดูมานาน เลยสมัครสมาชิกทันที (ไม่เสียเงินแต่ต้องใช้หลักฐานเล็กน้อย)

เรื่องแรกที่เช่ามาก็ Serenity นี่ล่ะ

Serenity เป็นภาคต่อของซีรีย์ไซไฟชื่อ Firefly ซึ่งเป็นซีรีย์ที่น่าสงสารมาก เพราะมีแค่ 14 ตอนแล้วโดนแคนเซิล แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ Firefly กลับมีฐานแฟนออนไลน์ขนาดใหญ่มาก (ส่วนมากเป็น internet geek เหมือนที่ผมเห็นใน Slashdot) และมีบทบาทในการช่วยต่อลมหายใจให้กับ Firefly ผ่านการซื้อดีวีดีของ Serenity อย่างสูง

ซีรีย์ Firefly เป็นเรื่องการผจญภัยของลูกเรือ Serenity ซึ่งพล็อตก็เป็นไปตามซีรีย์ตระกูล space opera ทั่วไป ไม่ซับซ้อนเหมือน Battlestar Galactica หรือมีธรรมเนียมปฏิบัติเยอะเหมือน Star Trek แต่ถ้าดูเอาสนุกก็โอเค จุดขายของซีรีย์นี้คือเอาธีมของหนังคาวบอยมาผสม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า บุคคลิกตัวละคร หรือพล็อตเรื่อง ก็นับว่าแปลกดีไปอีกแบบ

สำหรับตัวหนัง Serenity จับใจความต่อจากตอนสุดท้ายของ Firefly โดยเฉลยที่มาของตัวละครตัวหนึ่งในยาน ถ้าไม่เคยดู Firefly มาก่อน (แบบผม) ก็อาจงงเล็กน้อยในช่วงแรก เพราะถือว่ารู้จักตัวละครดีแล้วไม่มีปูพื้นแต่อย่างใด พล็อตเรื่องก็ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ​ (เราเห็นพล็อตแบบนี้กันมามากแล้ว) ที่ทำดีคือ CG ไม่เด่นขนาดหนังฟอร์มยักษ์แต่ก็ดีทีเดียว

สรุปว่าโอเค ไม่มีอะไรแย่แต่ก็ไม่มีอะไรเด่น โดยส่วนตัวชอบ Galactica มากกว่าหลายช่วงตัว

ป.ล. Seasandsong ก็เขียนถึง แต่เป็นตัวซีรีย์