Scifi

Avatar

Avatar เป็นหนังที่ hype เยอะมากในหมู่ geekdom ทั้งหลาย ไม่ว่าสำนักไหนจะบอกว่า "ดีมาก" และ "ควรไปดูแบบ 3D" แต่ผมคิดว่าการถ่อไปถึงพารากอน ตบตีแย่งชิงอากาศและพื้นที่กับผู้คนเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ ดูโรงธรรมดาแถวบ้านก็พอแล้ว

Plot

  • เนื้อเรื่องของ Avatar ไม่มีอะไรใหม่ แกนหลักคือความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้บุกรุกต่างถิ่น" กับ "ชนพื้นเมืองดั้งเดิม" สอดแทรกด้วยรักระหว่างรบ และค่านิยมรักท้องถิ่น เราดูเรื่องแบบนี้กันมานับไม่ถ้วนแล้ว ทั้งในประวัติศาสตร์ นิยาย และภาพยนตร์ เช่น Pocahontas, The Last Samurai, etc. แค่เปลี่ยนเป็นคนกับมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น
  • และเนื่องจากมันเป็นหนังมหาชน จะไปสร้างพล็อตให้ลุ่มลึกแบบ Ender มีรามาน วาเรลซี หนังคงเจ๊งกันพอดี เอาแบบธรรมดาๆ เข้าถึงคนหมู่มากจะดีกว่า
  • แต่ในความซ้ำซากจำเจ มันก็มีความสนุกของมันนะครับ หนังระดับเจมส์ คาเมรอน ไม่มี plot flaw แบบโต้งๆ อยู่แล้ว (มีจุดเล็กๆ อยู่บ้างแต่ให้อภัยได้) คนเขียนบททำได้ดีในข้อจำกัดด้านการตลาดระดับนี้
  • พล็อตที่ผมเห็นว่าเป็นพล็อตรอง แต่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องก็คือ "การอวตาร" ของพระเอกไปเป็นมนุษย์ต่างดาว แนวทาง "ตัวตนอีกอย่าง" ก็ไม่ใช่ของใหม่นัก เราเห็นกันมาเยอะแล้ว (i.e. Being John Malkovich และ Eternal Sunshine of the Spotless Mind) แต่พอเอามาใส่ในหนังสงครามต่างดาวก็ถือว่าแปลกใหม่พอสมควร
  • จุดด้อยในพล็อตรอง "อวตาร" ในสายตาผมคือ มันดูจงใจไปนิด เปิดเรื่องมาเจอพระเอกนั่งวีลแชร์ และย้ายร่างได้ ก็นึกสเต็ปถัดไปออกทันที
  • หนังมีองค์ประกอบของหนังแฟนตาซีมหาชนทุกอย่าง เช่น มีฉากขี่ยานพาหนะโชว์ทิวทัศน์ ฉากสงครามฝ่ายพระเอกโดนตีพ่าย ฉากปลุกใจก่อนสู้ และปิดท้ายด้วยฉากสงครามที่ฝ่ายพระเอกชนะ (เหมือน Prince Caspian ไหมครับ) แน่นอนสนุก แต่ก็แน่นอน ไม่แปลกใหม่
  • จากประเด็นข้างต้นทั้งหมด ผมมีความรู้สึกเหมือนกำลังดู "คัทซีนในวิดีโอเกม" ที่เอามาต่อกันได้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว มากกว่าดูภาพยนตร์ในนิยามแบบดั้งเดิม สงสัยโลกกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

2001: A Space Odyssey

พันศักดิ์ วิญญรัตน์ เปิดคลิปฉากเริ่มเรื่องของ 2001: A Space Odyssey ให้ดูเมื่อวานนี้ พร้อมกับคำถามว่า ลิงอย่างพวกเราจะทำอะไรเป็นไหมเมื่อเจอแท่งหินสีดำ

อัพเดต: พันศักดิ์ วิญญรัตน์: ยุทธศาสตร์ Reversed Cross สำหรับประเทศไทยในทศวรรษหน้า

Children of the Mind

สำหรับผมแล้ว วิธีการเขียนวิจารณ์หนังหรือหนังสือที่ง่ายและเปลืองพลังน้อยที่สุด คือเขียนเป็น bullet point (ตัวอย่างของภาคที่แล้ว) แต่สำหรับเล่มสุดท้ายของ Ender มันออกจะไม่เคารพผู้เขียน (และผู้แปล) ไปสักหน่อย

ผมเคยเขียนถึง Ender's Game หรือ "เกมพลิกโลก" เอาไว้เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว มันเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ชื่อว่า Ender ที่บังเอิญอย่างเหลือล้นได้มาเป็นคนเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ Ender's Game ถือว่าเป็นเล่ม 0 ของซีรีย์

ที่ต้องบอกว่าเป็นเล่ม 0 ก็เพราะเรื่องราวหลังจากนั้นถูกแยกออกเป็นสองสายขนานกัน หลังเหตุการณ์ใน "เกมพลิกโลก" Ender วีรบุรุษของมนุษยชาติได้แยกตัวออกห่างจากมวลมนุษย์ ในขณะที่เพื่อนพ้อง ครอบครัว และคู่แข่งของเขายังต้องเผชิญกับโลกที่วุ่นวายในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน ชีวิตที่เหลือของ Ender ถูกเล่าต่อในนิยายอีก 3 เล่ม ซึ่งถือเป็น "ภาคสวรรค์" ของซีรีย์นี้ ส่วนเรื่องของเพื่อนๆ ดำเนินต่อไปใน Shadow saga หรือ "ภาคพื้นดิน"

Children of Dune

ความเดิม: Dune Messiah

เล่มสามในซีรีย์ Dune ได้เล่มนี้มาพร้อมๆ กับ Xenocide (เล่มสามในซีรีย์ Ender) จากงานหนังสือรอบมีนาคม 2009

ทั้งที่เป็นเล่มสามในซีรีย์ Scifi ชื่อดังเหมือนกัน ความต่างคือ ผมอ่าน Xenosaga จบภายในเวลาสองวัน ในขณะที่ใช้เวลาเป็นเดือนในการอ่าน Children of Dune

Xenocide

ติดค้าง @sugree กับ @wiennat ไว้หลายวัน จริงๆ อยากเขียนถึง Speaker for the Dead ก่อนแต่ว่าไม่มีเวลาไปอ่านย้อนสักที ถ้าทิ้งไว้แบบนี้จะทำให้ Xenocide พลอยไม่ได้เขียนไปด้วย ก็เอาเสียเลยละกัน ไว้มีโอกาสค่อยว่ากันใหม่

คำเตือน: สปอยล์แน่นอน

  • ปมหลักของภาคนี้เป็นการเล่นกับแนวคิด Hierarchy of Alienness ของวาเลนไทน์ โดยเฉพาะ "รามาน" กับ "วาเรลซี" ต่อจากที่วางไว้ใน Speaker แต่ขยายดีกรีของมันขึ้นไปอีก โดยเพิ่มสายพันธุ์รูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเดสโคลาดา (ไวรัส) เจน (คอมพิวเตอร์) เข้าไปอีก จากเดิมที่สนใจเฉพาะพิกกินและพวกแมง
  • ผมยังชอบวิธีการวางปมการดำเนินเรื่องของ Card ให้มันซ้อนทับกันหลายๆ ชั้น แล้วไปคลี่คลายออกในท้ายๆ เล่ม (เป็นวิธีการเขียนแบบเดียวกับของอาสิมอฟ) ในเล่มนี้มีปมเรื่องความตายของเจน, หมอน้อยที่คุกคามเข้ามา, อัตราการปรับตัวของเดสโคลาดา, ความอยู่รอดของวิถี ทั้งหมด 4 ปมหลัก ถือเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่กว่า Speaker มาก
  • อย่างไรก็ตาม วิธีแก้ปมนั้นรู้สึกว่าไม่ค่อยเนียนเท่า Speaker (แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่โอเคอยู่) มาเสียความรู้สึกตรงที่มีปีเตอร์กับวาเลนไทน์โผล่มา รู้สึกได้เลยว่ามันจงใจยืดไปเล่มถัดไป
  • ใน Speaker ผมจำคาแรกเตอร์พี่น้องในตระกูลเจ้าปัญหานี้ไม่ค่อยได้ (ยกเว้น มิโร คนเดียว) พอมาถึงภาค Xenocide เลยไม่ค่อยจะอินนักว่าใครเติบโตมาเป็นอย่างไร พัฒนาการของตัวละครเป็นอย่างไร ทำไมคุณน้องสาวคนนั้นถึงปกป้องเดสโคลาดาสุดชีวิตเช่นนั้น มีปมอะไรในใจหรือไม่
  • ด้วยความสัตย์จริง ผมยังไม่ค่อยเข้าใจแนวคิดของ "องค์" และวิธีการเคลื่อนย้ายมวลสารดีนัก เท่าที่สรุปกับตัวเองได้ตอนนี้ ประมาณๆ ว่ามีไฟโลตเชื่อมโยงวัตถุอยู่ในมิติอื่นอยู่แล้ว เครื่องย้ายมวลสารเกิดขึ้นได้เพราะ 1) เอนเดอร์ไปทำดีกับแมงไว้ 2) เจนมีความสามารถมากพอในการประมวลผล
  • จุดที่ผมชอบมากอย่างหนึ่งในเล่มนี้คือ "วิถี" มันทำให้ "คู่ปรับ" ของฝ่ายเอนเดอร์และเจนนั้นโดดเด่นมาก เข้าทำนองว่าไม่ใช่ตัวร้ายธรรมดาแต่ก็มีปมของตัวเองเหมือนกัน (ปมใหญ่มากด้วยมิใช่น้อย) หานชิงเจ้าเป็นตัวละครที่คลาสสิคมากในวงการไซไฟ
  • เล่มที่แล้วรู้สึกว่าเน้นที่คริสต์มากพอสมควร เล่มนี้เยอะพอกัน ตรงนี้ผมไม่แน่ใจว่าแนวคิดทางศาสนาของ Card เป็นยังไงบ้าง
  • คิดว่า Xenocide ยังมันส์อยู่ แต่โดยรวมยังสู้ Ender กับ Speaker ไม่ได้ (เห็นว่า Children of the Mind แย่กว่านี้อีก อันนี้เป็นธรรมดาโลก)
  • จงสรุป Xenocide ภายในหนึ่งบรรทัด: "ความหึงของผู้หญิง เกือบทำให้จักรวาลล่มสลาย"

เล่มหน้าเดาว่า

  • ปีเตอร์แรงสามเท่า ได้เป็นเฮยีมอนคนใหม่
  • หวางหมู่คงได้มีบทโดดเด่นมากๆ
  • ที่อยากรู้มากตอนนี้ ก็คือใครเป็นคนตัดต่อยีนของวิถีและเดสโคลาดา เดาว่าอาจจะเป็นปีเตอร์คนก่อนวางหมากเอาไว้