Preah Vihear

My blogs about Preah Vihear incident was mentioned by Global Voices Online: Cambodian and Thai Bloggers on Disputed Preah Vihear Temple.

Global Voices Online is international citizen media project, funded by Harvard Law School’s Berkman Center for Internet and Society (more detail on About page). I discovered it in 2006 since the YouTube incident. Some readers might already know Preetam Rai, yet another Global Voices writer, from some events or twittersphere. This time, Tharum Bun, a Khmer native who wanted to write a Preah Vihear coverage on Global Voices. He also wanted to find opinion from Thai bloggers, then I provided him a rough translation of my blogs.

(Sorry nationalists, if I disappoint you by being Thailand representative, next time please write your own blogs)

There’s nothing new in my part but it’s quite interesting to see the opinion from Cambodian side. I can’t read Khmer and all stories I read are from either Thai or international media (e.g. BBC). So Tharum’s story is worth for discuss.

Something new:

  • (At least) one Thai nationalist went on one Khmer’s blog and made some (huge) flame debate.
  • Cambodian business people began to run a donation campaign for Cambodian military at the border. (Did we Thai already have this campaign 46 years ago?)
  • Situation report from another Global Voices author who is now in the disputed area (Cambodian side).

It’s nearly impossible to understand the whole picture if you hear from only one side. So Tharum’s blog is recommended for all those Thais who are interested in Preah Vihear incident.

My point is still the same: peace is far more important than old ruin temple.

อ้าง อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ไปรอบนึงแล้ว ในโอกาสที่ อ. ชาญวิทย์ เขียนบทความภาคต่อ ก็ขออ้างตามเพื่อความต่อเนื่อง

เสวนา : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ลัทธิชาตินิยมภาค 3 - ปัญหาและทางออกรัฐบาลสมัคร ประชาไท, 14 ก.ค. 2551

โดยทั่วๆเรามักจะถือว่า “ประวัติศาสตร์ (ปวศ) คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในอดีต … แต่เอาเข้าจริงแล้ว ปวศ อาจจะเป็นเรื่องราว ที่ “เราเชื่อ” หรือ “ถูกทำให้เชื่อ” ว่าเกิดขึ้นจริง ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นจริงๆก็ตาม และในทางตรงกันข้าม ตำราเรียน ปวศ. ก็บังคับให้เรา “ลืม” อะไรบางอย่างไป

ในกรณีของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” กับ กรณีของ “มณฑลบูรพา” ก็มองหรือเข้าใจ หรือเชื่อว่าไทยเรานั้น “เสียดินแดน” หาได้มองว่าเรานั้น “ได้ดินแดน” นั้นมาก่อน

ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกทิ้งปล่อยทิ้งร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธร (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา “เสียกรุง” ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา)

สยามไทยเราถูกสอนให้ “จำ” ว่า “เสียกรุงศรีอยุธยา” แต่เราก็ถูกสอนให้ “ลืม” ว่า “ได้กรุงศรียโสธร

แต่ นี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทนายฝ่ายกัมพูชานำไปใช้เสนอต่อศาลโลก ที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนข้อมูลและขาดการศึกษาหลักฐานจดหมายเหตุ (แม้กระทั่งที่เป็นหลักฐานของสยาม/ไทยเราเอง) ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505

“ลัทธิชาตินิยม” หรือ nationalism ที่มีกำเนิดมากับ “รัฐชาติ-รัฐประชาชาติ” เมื่อสยามประเทศไทยดำเนินเข้าสู่ความเป็น “รัฐสมัยใหม่” ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือสำคัญของ “ผู้ปกครอง” ที่จะทั้งสร้าง และทั้งรักษาสถานะ “ความเป็นผู้ปกครอง” ของตน

กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาหรือ “เป็นของเขา” ทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี และทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่

สรุป เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก

เขาพระวิหารเสียไปตั้งแต่ พ.ศ.​ 2505 แต่ อำมาตยาเสนาชาตินิยม นั้นยังอยู่

สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำ คือ “ตีความ” ให้ ข้อกำหนดของ รธน.ที่ตามตัวอักษรแล้วต้อง “ปรากฏชัด” (คำของศาลเอง) ในหนังสือสัญญาว่า ว่ามี “บทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต” ให้กว้างขึ้น ในการทำเช่นนี้ ผมเกรงว่า สิ่งที่ศาลฯทำ เกือบจะเท่ากับการ เขียนข้อความในรัฐธรรมนูญใหม่เสียเอง

คำถามคือ ถ้าเช่นนั้น ทำไมรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนไว้แต่แรกว่า หนังสือสัญญาที่ต้องผ่านสภา คือหนังสือสัญญาที่

“อาจมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย..”

แต่รัฐธรรมนูญกลับเขียนว่า

“มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย”

ข้อความทั้งสองนี้ มีความแตกต่างกันอย่างมาก ขณะที่ข้อความเดิมของรัฐธรรมนูญมีความหมายเฉพาะเจาะจงชัดเจน ข้อความที่เป็นการ “ตีความ” ของศาลรัฐธรรมนูญ กลับมีลักษณะคลุมเคลือ เข้าข่าย “ครอบจักรวาล”

ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความรัฐธรรมนูญ หรือ แก้ รัฐธรรมนูญ?
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ประชาไท 11 ก.ค. 2551

บทสนทนาถอดมาจากของจริงเมื่อเช้านี้

เพื่อน: คนที่นู้นเค้าว่าเรื่องเขาพระวิหารงัยบ้าง
เพื่อน: อยู่นี้ไม่ไหวแล้วว่ะ เสียแผ่นดิน
Mk เขมรไทยโยก: ไม่เห็นมีใครว่าไร
เพื่อน: รัฐบาลเฮงซวยมาก
เพื่อน: คนไทยไม่พูดกันเลยเหรอ

สงสัยว่าที่ผ่านมา มันเป็นของเรา? สิทธิ์ในการไต่ถาม มันมีค่าเท่ากับทวงคืนได้? ถ้าทวงได้จริง ขอเป็นนครวัด สุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ไม่คุ้มกว่า?

ผมสามารถใช้สิทธิ์อันเดียวกันนี้ ทวงหัวใจสาวไทยที่ถูก ดงบังชินกิ เอาไป ได้หรือเปล่า? ทวงหัวใจมิตรสหายที่มอบให้เฟอร์นานโด ตอร์เรสได้หรือไม่?

ความคิดความเชื่อเรื่อง “การเสียดินแดน” แพร่หลายในหมู่นักชาตินิยมขาดสติทั้งหลายในภูมิภาคนี้ (และอีกหลายแห่งในโลก)

เพราะ ความคิดเรื่องการเสียดินแดนเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์อันทรงพลังเพื่อปลุก เร้าค้ำจุนลัทธิชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองภายใน ประเทศ คราใดที่การปลุกระดมเรื่องการเสียดินแดนนำไปสู่การสู้รบแย่งชิงดินแดนจริงๆ ความหายนะสูงมากทุกครั้ง

แต่แทบไม่มีสักกรณีเดียวที่นักชาตินิยมผู้จุดกระแสการเสียดินแดนจะไปออกรบในแนวหน้าเพื่อเอาดินแดนคืนมา

ปราสาทเขาพระวิหาร อาจเป็นระเบิดเวลา
ธงชัย วินิจจะกูล

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้ตามข่าวเท่าไร เห็นแต่เพื่อนในแวดวงบางท่านที่เป็นสาวก ASTV นั่งเขียนบล็อกด่านพดล ปัทมะอยู่ เลยไม่ค่อยได้สนใจ

มิตรสหายท่านหนึ่งส่งบทความ ปราสาทเขาพระวิหาร- กรณีศึกษาประวัติศาตร์การเมืองกับลัทธิชาตินิยม ซึ่งเขียนโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ (อดีตอธิการบดีธรรมศาสตร์) ประกอบงานสัมมนา “ไสยศาสตร์/มนตร์ดำ การเมือง และชาตินิยมกรณีศึกษา 2 ปราสาท – เขาพนมรุ้ง และ เขาพระวิหาร” (Animism, Politics, and Nationalism: Case Studies on Prasats Phnom Rung and Preah Vihear) ซึ่งจัดเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2551 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ไฟล์มีให้ดาวน์โหลดเป็น PDF หรือจะเข้าไปโหลดตรงๆ จากเว็บไซต์ของ อ. ชาญวิทย์ก็ได้ สำหรับคนที่โตไม่ทันคดีเขาพระวิหารอย่างผม ก่อนจะรับฟังข่าวจากสื่อกระแสหลัก ก็ควรสร้างภูมิโดยหาความรู้จากนักประวัติศาสตร์ตัวจริงเสียก่อน

ส่วนงานเกี่ยวกับเขาพระวิหารอีกชิ้นที่เขียนดีแบบไม่น่าเชื่อ คือคำอธิบายจาก เสธ. แดง (พลตรีขัติยะ สวัสดิผล) ทหารคนดัง ถึงสำนวนจะแอบหยาบนิดหน่อย แต่ผมอ่านจบแล้วยอมรับเลยว่าเขียนได้เคลียร์ และครอบคลุมครบถ้วนดีมาก (เช่น ถ้าเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ประเทศไทยได้อะไร? ควรให้เป็นหรือเปล่า?) เรื่องความน่าเชื่อถือก็คงหาคนสู้ยาก เพราะ เสธ. แดงเคยไปรบกับเขมรมาจริงๆ แถมมีภาพยืนยันให้ดูด้วย ยังไงก็คงดีกว่าผู้สื่อข่าว ASTV แน่ๆ

คุณลูกชาวนาไทย อดีตคนดังพันทิพ รวบรวมงานเขียนจาก เสธ. แดงไว้ที่ Thai Free News

ปัญหาที่น่ากลัว ซึ่งทั้งในงานของ อ. ชาญวิทย์ และเสธ. แดง ก็พูดไว้ตรงกัน คือเรากำลังสร้างมายาคติ หรือค่านิยมใหม่ในการเกลียดเขมร ถัดจากเดิมที่วิชา สปช. สอนให้เราเกลียดพม่า ผมอ่านๆ ไปแล้วนึกถึงหนังเรื่อง M:I II ที่บอกว่าต้องสร้างผู้ร้ายขึ้นมา ให้ตัวเองเป็นพระเอกหรือเปล่า เพราะลึกๆ แล้วในตัวของเราทุกคนย่อมมีความอยากเป็นพระเอกแอบซ่อนอยู่

ความรู้ใหม่ที่ผมได้เพิ่มจากงานของ อ. ชาญวิทย์ คือทนายฝ่ายไทยที่แพ้คดีเขาพระวิหารในปี 2505 ชื่อว่า มรว. เสนีย์ ปราโมช อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าเราใช้ตรรกแบบพันธมิตร ก็ต้องบอกว่าประชาธิปัตย์เป็นคนทำเสียแผ่นดิน รึเปล่า?

ป.ล. ผมเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรีคนถัดไป