Pixar

WALL-E

(สปอยล์นิดหน่อย)

หนังเรื่องล่าสุดจาก Pixar เป็นเรื่องของหุ่นยนต์บีบอัดขยะในโลกยุคขยะล้นโลกที่ไม่มีคนอาศัยอยู่แล้ว และได้ผจญภัยไปถึงในอวกาศ

  • หนังสั้นเปิดคือเรื่อง Presto เกี่ยวกับนักมายากลที่ดึงของออกจากหมวกวิเศษ กับกระต่ายคู่ใจ เป็นตลกแบบเจ็บตัว แต่ดูแล้วไหลลื่น
  • สำหรับเทคนิคพิเศษด้านกราฟฟิกของเรื่องนี้ คือ ฝุ่นกับสนิม
  • ฉากมหานครร้าง (เข้าใจว่าเป็นนิวยอร์ก) ดูแล้วนึกถึง Gunnm (กองขยะ) กับ “ต้องรอด” (ตึกร้าง)
  • EVE หุ่นยุคอนาคตที่ถูกส่งมาสำรวจสิ่งมีชีวิต ตอนแรกๆ ที่มีบทบินไปมารู้สึกเหมือนผีในมาริโอ
  • ธีมของหนังมี 2 อันหลักๆ คือ บทโรแมนซ์ระหว่าง EVE กับ WALL-E และประเด็น “สิ่งที่ควรทำ vs คำสั่ง-หน้าที่” ซึ่งในที่นี้หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์
  • ส่วนธีมเรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมก็ทำดีครับ ไม่ยัดเยียด แต่ให้เราคิดเองว่า ถ้าอนาคตเราเป็นแบบนั้นบ้างล่ะ
  • เนื่องจากว่าทั้ง WALL E และ EVE พูดไม่ได้ เรื่องนี้จึงแทบไม่มีบทพูดเลย
  • แต่คนเขียนบทก็เก่งมาก เพราะแทบไม่มีบทพูด แต่ยังใส่มุขตลกจากการกระทำหรือท่าทางเข้ามามากมาย ช่วงต้นๆ อาจน่าเบื่อเล็กน้อย แต่ตอนหลังลื่นมาก
  • คนใช้แมคอาจอินเป็นพิเศษ เพราะเสียงตอน WALL-E ชาร์จพลังแสงอาทิตย์ เป็นเสียงตอนเปิดเครื่องแมค นอกจากนี้ยังมี iPod อันนี้ถ้าใครดูคงเห็นอยู่แล้ว
  • มี WALL-A ด้วยในยานอวกาศ ในเรื่องมีฉากบอกว่าชื่อ WALL-E ย่อมาจากอะไร (ผมอ่านไม่ทัน มาดูในวิกิบอกว่าเป็น Waste Allocation Load Lifter Earth-Class ส่วน A ใน WALL-A นั้นไม่ทราบได้)
  • ฉากอนิเมชันตอนจบก็เจ๋ง เสียดายว่ารอดูไม่จบ
  • เพลงเพราะ ถือเป็นหนัง Pixar ที่ใช้เพลงเยอะเป็นพิเศษ
  • ประโยคเด็ดคือ “I don’t want to survive! I wanna live!”
  • สรุปว่าดีมาก สนุกครบเครื่องได้มาตรฐาน Pixar ให้อารมณ์คล้ายๆ The Incredibles พอสมควร (ส่วน Ratatouille จะแนว Finding Nemo นะ) ดีกว่า Cars เยอะเลย

Cars

ไม่ได้ดูในโรง ตอนขึ้นเครื่องบินขามามีให้ดู แต่ดูไปได้ประมาณ 30 นาทีเครื่องแลนดิ้งเสียก่อน มาวันนี้เลยมีโอกาสดูให้จบ

หนังก็สนุกดีแต่เทียบกับมาตรฐาน Pixar แล้วมันดูธรรมดาไปหน่อย คือเนื้อเรื่องเรียบๆ ตามสูตรสำเร็จ (ไม่เหมือน The Incredibles ที่สนุกสุดยอด) ฉากที่ชอบที่สุดคือตอนเปลี่ยนยาง ผมขำก๊ากออกมาเลย

ตามปกติหนังของ Pixar จะโชว์เทคโนโลยีเรนเดอร์เด่นๆ เรื่องละอย่าง เช่น A Bug’s Life (ใบไม้) Monster’s Inc (ขน) Finding Nemo (น้ำ) เรื่องนี้คาดว่าเป็นฝุ่น ซึ่งทำได้ค่อนข้างดี

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือการล้อคนดัง มุขดัง หนังของ Pixar เอง รวมถึงวัฒนธรรมอเมริกัน ซึ่งมีเยอะมาก ผมไม่เคยไปเหยียบอเมริกา เลยดูส่วนของ Route 66 ไม่ออก เอาที่มองทัน

  • ยาง Lightyear ล้อ Goodyear แถมเอาชื่อของ Buzz Lightyear มาเล่น
  • ฉากกระโดดแล้วแลบลิ้นของ Lightning McQueen ก็เอามาจาก MJ23 นั่นเอง
  • ฉากขับรถบนไฮเวย์ บนเสาไฟฟ้ามีนกจากเรื่อง For the Birds
  • ทีมแข่งรถ Dinoco ตั้งชื่อตามสูตรบริษัทน้ำมันอเมริกัน (เช่น Texaco, Conoco, Amroco — co ตัวหลังมาจาก Company) เห็นว่าเป็นชื่อปั๊มใน Toy Story ภาคแรกด้วย

รถหรือยานพาหนะทุกคันในเรื่องนี้ (รวมถึงรถแข่งตัวประกอบ) มีชื่อเรียกและที่มา ละเอียดมากตามไปอ่านได้ใน Wikipedia ที่อ่านแล้วเอะใจจนต้องไปตามหาคือคันนี้ Mac iCar ใช้ 84 เลขสวยเสียด้วย

cars

เห็นว่ามีภาคสอง ฉาย 2012

Ratatouille

อนิเมชันเรื่องที่ 8 ของพิกซาร์ และเป็นเรื่องแรกที่ใช้ชื่อ ดิสนีย์-พิกซาร์

  • ปกติแล้วพิกซาร์จะต้องโชว์เทคโนโลยีด้าน CG ใหม่ในหนังแต่ละเรื่องเสมอ เรื่องนี้โชว์หลายอย่าง เช่น ฉากน้ำในท่อประปาที่ซับซ้อนกว่า Finding Nemo 10 เท่า, การเรนเดอร์อาหารประเภทต่างๆ ที่เน้นเรื่องพื้นผิวและ texture, การจำลองฉากที่มีอยู่แล้ว (ปารีส) ที่เหมือนจริงและชวนฝันในเวลาเดียวกัน
  • คุยกับเซียน CG เค้าบอกว่าเรื่องนี้มีการใช้ SSS ด้วย
  • Ratatouille เป็นชื่ออาหารฝรั่งเศส (สตูผักอย่างหนึ่ง) ซึ่งเชื่อว่าร้านอาหารฝรั่งเศสทั่วโลกจำนวนไม่น้อย จะต้องเพิ่มเมนูนี้เนื่องจากถูก "ถามถึง" โดยแฟนหนัง
  • จุดด้อยเดียวในเรื่องนี้คงเป็นการใช้หนูเป็นตัวเอก ด้วยความรู้สึกที่ถูกฝังหัวเรากันมานาน มันก็ยังรู้สึกอี๋ๆ อยู่บ้าง ดูแล้วไม่สนิทใจน่ะ (ดันทำหนูซะเหมือนทั้งพฤติกรรม ท่าทาง) เชื่อว่าประเด็นนี้มีผลต่อการขายของเล่นแน่นอน
  • ผู้กำกับ-เขียนบทคือ Brad Bird เจ้าเก่า เลยไม่แปลกใจที่บทหนังมีคุณภาพ สนุกและมีแง่คิดตามสไตล์พิกซาร์ แต่ดีกรีความไหลลื่น ผมยังยกให้ The Incredible เป็นอันดับแรกอยู่ (ไม่ได้ดู Cars)
  • อ่านเบื้องหลังการสร้างใน Wikipedia ก็น่าประทับใจ ทีมงานลงทุนใส่ชุดพ่อครัวกระโดดลงสระ เพื่อดูว่าผ้าจุดไหนเปียกแล้วแนบเนื้อ จุดไหนเปียกแล้วโปร่งแสง นี่ยังไม่รวมพนักงานต้องไปเข้าคอร์สทำครัว และเลี้ยงหนู ซึ่งดูเป็นไฟต์บังคับอยู่แล้ว

สรุปสั้นๆ ว่าหนังพิกซาร์ก็ไม่น่าพลาดอยู่แล้ว (มั้ง)

Ratatouille Trailer

QuickTime Trailer

ออกหลายวันแล้วแต่ไม่มีบรอดแบนด์ดู ในเทรลเลอร์เขียนคำอ่านกำกับว่า "rat-a-too-ee" ภาษาไทยก็คง "แรต-ทา-ทู-เย่" ละมั้ง

ฉายปีหน้า 2007 หลังจากเรื่องนี้จะเป็น Toy Story 3 ปี 2008

ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับ 17-23 กุมภาพันธ์ 2549

ถึงแม้จะมีคำกล่าวที่ว่าโลกบนอินเทอร์เน็ตหมุนเร็วกว่าโลกความเป็นจริงมากมาย แต่สองสามปีให้หลังนี้ โลกไอทีต้องหยุดหมุนอยู่บ่อยๆ เพื่อฟังการ "ร่ายเวทย์" ของพ่อมดชื่อสตีฟ จ็อบส์ ที่คอยสร้างความฝันและจินตนาการของประชากรไอทีทั้งหลาย ถึงแม้มันจะต้องแลกมาด้วยเงินในกระเป๋าของพวกเขาก็ตาม

ลำพังแค่ยอดขายอันถล่มทลายของไอพ็อด (มากกว่า 30 ล้านเครื่อง) ก็พูดได้เต็มปากอยู่แล้วว่า สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ คือผู้ชายที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในตลาดเพลงออนไลน์ แต่สตีฟยังควบตำแหน่งประธานและซีอีโอของบริษัทพิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอการ์ตูนสามมิติอันดับหนึ่งของโลก ที่มีผลงานคุ้นตาเราอย่าง Toy Story, Finding Nemo และ The Incredibles ทำให้อิทธิพลของเขานอกจากครอบคลุมทั้งโลกของไอทีและเพลงออนไลน์แล้ว ยังก้าวเข้ามายังธุรกิจภาพยนตร์ด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ การที่ดิสนีย์เข้าซื้อกิจการพิกซาร์โดยวิธีแลกหุ้น ทำให้ตำแหน่งกรรมการบริหาร และผู้ถือหุ้นรายย่อยอันดับหนึ่งของดิสนีย์เป็นของสตีฟ จ็อบส์ไปในทันที

วันนี้สื่อมวลชนหัวนอกหลายเจ้ายกตำแหน่ง "ราชาแห่งโลกบันเทิงดิจิทัล" ให้เขาไปเรียบร้อยแล้ว

แอปเปิล

สตีฟ จ็อบส์เป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ เขาตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความดีความชอบในการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้คนธรรมดาได้ใช้งานในราคาถูก ชื่อเสียงของสตีฟ ขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อแอปเปิลวางจำหน่ายคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ซึ่งนำส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟฟิกและเมาส์มาสู่ตลาดเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตของเขาก็ตกต่ำจนแทบดิ่งลงเหว

เมื่อแอปเปิลโตขึ้นเรื่อยๆ จ็อบส์จึงต้องหานักบริหารมืออาชีพมาจัดการกิจการภายในบริษัทให้ ตัวเลือกของเขาคือจอห์น สกัลลี่ ผู้บริหารของเป๊บซี่

ซึ่งประโยคที่มีชื่อเสียงของจ็อบส์ในการชวนสกัลลี่มาทำงานคือ "คุณต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยการขายน้ำอัดลมให้เด็กๆ งั้นหรือ มาเปลี่ยนแปลงโลกกับผมดีกว่า"

เรื่องนี้เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง เพราะสองปีให้หลัง สกัลลี่เป็นคนทำให้เขาต้องออกจากแอปเปิล บริษัทสุดรักที่เขาสร้างมากับมือ

อำนาจในบริษัทตกไปอยู่ในมือของสกัลลี่มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจ็อบส์มีบุคลิกรุนแรงและหยิ่งยโส ทำให้คนในบริษัทหลายคนไม่ชอบหน้า เมื่อเขาตัดสินใจผิดพลาดบ่อยครั้ง คณะกรรมการบริหารซึ่งอยู่ฝ่ายสกัลลี่จึงปลดสตีฟ จ็อบส์ออกจากตำแหน่งเกือบทุกอย่างในแอปเปิล หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยอมเป็นฝ่ายไป

NeXT และการกลับสู่แอปเปิล

จ็อบส์ออกจากแอปเปิลไปตั้งบริษัท NeXT โดยมีเป้าหมายว่าจะสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่าแมคอินทอช ผลิตภัณฑ์ของ NeXT ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยเน้นคุณภาพระดับดีเยี่ยมสำหรับผู้ใช้ที่เงินถึง ตัวเครื่องของ NeXT ทำด้วยแมกนีเซียมสีดำสนิทและตัดขอบด้วยเลเซอร์ ด้วยราคาแพงระยับทำให้ฮาร์ดแวร์ของ NeXT ล้มเหลวในตลาด แต่ NeXT ก็ไปได้ดีกับธุรกิจซอฟต์แวร์ในวงการการศึกษาและวิจัย

หลังจากสตีฟ จ็อบส์จากไป แอปเปิลเองก็ตกต่ำลงเมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างไมโครซอฟท์

สถานการณ์ของบริษัทแย่ลงเรื่อยๆ พนักงานเริ่มเรียกร้องให้สตีฟ จ็อบส์กลับมาฟื้นฟูแอปเปิลใหม่อีกครั้ง และสุดท้ายแอปเปิลจ่ายเงิน 400 ล้านเหรียญซื้อกิจการ NeXT โดยได้จ็อบส์กลับมาเป็นซีอีโอ และระบบปฏิบัติการของ NeXT กลายมาเป็นรากฐานของระบบปฏิบัติการ Mac OS X ในปัจจุบัน

จ็อบส์เริ่มชีวิตช่วงที่สองของเขาอย่างดุดันโดยการตัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำเงินทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากทั้งภายในและภายนอกบริษัท แต่ผลงานก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาคิดถูก เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ iMac คอมพิวเตอร์สีสันสดใสฉุดให้แอปเปิลกลับมาเป็นแบรนด์ที่ทุกคนอยากได้อีกครั้ง

การบริหารงานของจ็อบส์ทำให้สถานการณ์ของแอปเปิลดีขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะมาดังเป็นพลุแตกหลังการเปิดตัวไอพ็อดในปี 2001

ไอพ็อดเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาสีขาวที่ดูเรียบๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ด้วยการมองความต้องการของตลาดอย่างถูกต้อง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่าย และนวัตกรรมร้านขายเพลงออนไลน์ iTunes Music Store ประกอบกัน ทำให้การซื้อเพลงในรูปแบบซีดีกลายเป็นของล้าสมัยไปทันที ทุกวันนี้เราเห็นวัฒนธรรมการใส่หูฟังสีขาวของไอพ็อดในเมืองใหญ่แทบทุกแห่งในโลก ไม่เว้นแม้แต่ในกรุงเทพฯ

ปัจจุบันแอปเปิลยุคสตีฟ จ็อบส์ ขายผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการไปจนถึงโปรแกรมทั่วไป อุปกรณ์พกพาอย่างไอพ็อด เพลงในรูปแบบดิจิทัลผ่านร้านขายเพลงออนไลน์ รวมไปถึงวิดีโอและรายการทีวีที่ใช้เล่นบนไอพ็อด สตีฟ จ็อบส์มีแทบทุกอย่างในมือแล้วสำหรับโลกบันเทิงออนไลน์ ยกเว้นตัวเนื้อหาและสื่อที่ใช้เล่น

พิกซาร์

ในชีวิตช่วงที่ออกมาจากแอปเปิล นอกจากจ็อบส์จะก่อตั้ง NeXT แล้ว เขายังมีส่วนสำคัญในการปั้นบริษัทพิกซาร์ แอนิเมชั่น

จุดเริ่มต้นของพิกซาร์คือกลุ่มผู้สนใจด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในบริษัทลูคัสฟิล์มของจอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส หลังจากมีผลงานทำฉากพิเศษในภาพยนตร์สองสามเรื่อง ลูคัสซึ่งเป็นเพื่อนของจ็อบส์ก็ขายพิกซาร์ต่อให้ในราคา 10 ล้านเหรียญ

ในช่วงแรกพิกซาร์ทำธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์พลังสูงสำหรับงานที่ต้องใช้พลังประมวลผล ธุรกิจนี้มีลูกค้าไม่มากนัก จอห์น ลาสเซตเตอร์ ลูกจ้างคนหนึ่งของพิกซาร์จึงหาวิธีแสดงพลังในการคำนวณของคอมพิวเตอร์เหล่านี้ โดยการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเพื่อนำเสนอลูกค้า ธุรกิจนี้กลับประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และกลายเป็นธุรกิจหลักของพิกซาร์นับตั้งแต่นั้น

พิกซาร์เซ็นสัญญาผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติจำนวนเจ็ดเรื่องโดยให้ดิสนีย์เป็นผู้จัดจำหน่าย Toy Story ภาพยนตร์เรื่องแรก ฝีมือกำกับของลาสเซตเตอร์ ออกฉายในปี ค.ศ.?1995 และทำรายได้เฉพาะในสหรัฐไปเกือบ 400 ล้านเหรียญ

สตีฟ จ็อบส์มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารของพิกซาร์ ถึงแม้เขาจะมีชื่อเสียงอย่างมากกับสไตล์การทำงานที่ลงไปจุกจิกในทุกรายละเอียดที่แอปเปิล แต่สำหรับพิกซาร์ เขากลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานบริหารน้อยมาก ปล่อยให้ลูกน้องคือเอ็ด แคตมัล ประธานบริษัทและลาสเซตเตอร์ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้คุมฝ่ายแอนิเมชันทั้งหมดดำเนินการอย่างเต็มที่

แต่จ็อบส์กลับไม่พลาดโอกาสใช้บริษัททั้งสองของเขาเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเปิดตัวไอพ็อดที่ใช้เล่นวิดีโอได้เมื่อกลางปีที่แล้ว ภาพยนตร์ชุดแรกที่วางขายบนร้าน iTunes Music Store คือหนังสั้นจากพิกซาร์

ดิสนีย์

ปัจจุบันภาพยนตร์ใต้สัญญาเจ็ดเรื่องระหว่างพิกซาร์กับดิสนีย์ออกฉายไปแล้วหกเรื่อง (เรื่องสุดท้ายคือ Cars มีกำหนดฉายเดือนมิถุนายนปีนี้) หนังทุกเรื่องของพิกซาร์ประสบความสำเร็จสูงมาก ยอดรายได้รวมห้าเรื่องถัดมาจาก Toy Story สูงถึง 2,500 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นรายได้รวมที่สูงที่สุดในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว

เมื่อมีเงินมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหาระหว่างทั้งสองบริษัทก็เริ่มต้นขึ้น

พิกซาร์ต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาเดิมที่ดิสนีย์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครและสินค้าที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งหมด รวมถึงมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการสร้างภาพยนตร์ Toy Story ภาคสอง ซึ่งดิสนีย์ไม่นับเป็นหนึ่งเรื่องในสัญญาเพราะถือว่าเป็นภาคต่อ

ถึงแม้ดิสนีย์จะเป็นบริษัทในตำนานโลกแอนิเมชัน และมีกิจการแตกออกไปหลายแขนง แต่ธุรกิจหลักของดิสนีย์คือแอนิเมชันกลับไม่ประสบความสำเร็จในช่วงหลัง

ภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์ได้รับคำวิจารณ์ว่าขนาดสเน่ห์ที่เคยมีในอดีต ผลงานที่ย่ำแย่และความขัดแย้งกับพิกซาร์ทำให้ไมเคิล ไอสเนอร์ ประธานและซีอีโอของดิสนีย์ต้องลงจากตำแหน่ง

โรเบิร์ต ไอเกอร์ ซีอีโอคนใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาที่รุมเร้า และต้องเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับพิกซาร์ที่ยังไม่ยุติ ไอเกอร์มีบทบาทในการสานสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทเป็นอย่างมาก

เดือนมกราคม 2006 ดิสนีย์ก็ประกาศเข้าซื้อกิจการพิกซาร์โดยใช้วิธีแลกหุ้น ดีลครั้งนี้ทำให้สตีฟ จ็อบส์ซึ่งถือหุ้น 51% ในพิกซาร์มีหุ้น 6% ในดิสนีย์

ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยอันดับหนึ่งของดิสนีย์ และสัดส่วนหุ้นขนาดนี้ยังทำให้จ็อบส์ได้ที่นั่งในกรรมการบริหารอีกด้วย

จ็อบส์กล่าวว่าเขาไม่สนใจจะเข้าไปยุ่งกับกิจการภายในของดิสนีย์ แต่ในข้อตกลง เอ็ด แคตมัลและจอห์น ลาสเซตเตอร์จะกลายเป็นผู้บริหารสูงสุดของสตูดิโอแอนิเมชันใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสตูดิโอทั้งสอง ภาพยนตร์แอนิเมชันทุกเรื่องต้องได้รับการอนุมัติจากลาสเซตเตอร์ก่อน สตูดิโอใหม่จะใช้ชื่อว่า "ดิสนีย์ พิกซาร์"

นี่จึงถือว่าเป็นชัยชนะของพิกซาร์ที่เข้ามามีบทบาทในสตูดิโอเก่าแก่อย่างดิสนีย์

ถึงแม้ว่าสตีฟ จ็อบส์จะยังสนุกกับการร่ายเวทย์ในการแสดง Keynote ของเขาเป็นประจำสองครั้งต่อปี ในงาน Macworld Expo และ World Wide Developer Conference แต่นับจากนี้ไปโลกจะต้องจับตามองจ็อบส์ให้มากขึ้นไปอีกว่าเขาจะมีเวทมนตร์อะไรใหม่มาเสนออีกบ้าง

ในเมื่อเขากลายเป็นราชาแห่งอาณาจักรมหัศจรรย์ทั้งสอง แอปเปิลและดิสนีย์