Open Source

ตามอ่านบล็อกของ Jeff Walcot ที่ Acquia (Confessions of a Drupal Convert) ไปยังบทความของ Kurt Cagle บน O’Reilly (Drupal as Open Architecture) แล้วน่าสนใจมาก

Cagle อ้างสไลด์ของ Roy Fielding ที่งาน OSCON 2008 (Open Architectures at REST (PDF))

Fielding เป็นคนคิดคำว่า REST โดยพัฒนาแนวคิดนี้ลงในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเขา ในสไลด์อันนี้ Fielding กำลังไปพัฒนาโครงการ Apache Sling สไลด์อันนี้จึงเป็นการโฆษณา Sling เป็นหลัก

แต่จุดน่าสนใจอยู่ในครึ่งแรกของสไลด์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ Fielding นำมาเป็นโมเดลให้กับสถาปัตยกรรมของ Sling นั่นคือแนวคิด Open Architecture ซึ่งในที่นี้มีความหมายในเชิง software engineering

The KDE Civil War

Disclaimer: I’m GNOME user and contributor.

From my previous post, it seems that this ‘KDE Civil War’ has more impact than I expected.

Yes, it starts from disagreement on KDE future direction among KDE communities. End users who prefer KDE 3.x approach has criticized KDE developers on their decisions. KDE developers fight back with the “contribution” argument.

Sun is Always Late

อ่านบล็อกเรื่องปัญหาของซันกับการสร้างชุมชน OpenSolaris น่าสนใจดี บล็อกเก็บไว้

ออกตัวไว้ก่อนว่าซันเป็นบริษัทหนึ่งที่ผมชอบ ปัจจุบันผมใช้ผลิตภัณฑ์ของซันหลายตัว และผมก็คิดว่า Jonathan Schwartz ซีอีโอคนปัจจุบันนั้นเท่สุดๆ ผมเองมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพนักงานของซัน สายที่ทำ OpenOffice ซึ่งอยู่ในเยอรมนี อย่างไรก็ตามผมมีความประทับใจแย่ๆ กับคุณรัมภา Country Manager คนปัจจุบันอยู่บ้าง (สมัยที่ยังไม่ขึ้นมาเป็น Country Manager)

ส่วนเนื้อหาในบล็อกซีรีย์นี้มีอยู่ว่า ซันประกาศโอเพนซอร์ส Solaris มาเป็น OpenSolaris แต่เอาจริงแล้ว มันเป็นแค่เหตุผลทางการตลาดสวยหรูเท่านั้น การพัฒนาที่เกิดขึ้นจริงยังทำโดยพนักงานของซันอยู่เหมือนเดิม และถ้าคนนอกจะเข้าไปมีส่วนร่วม ก็ต้องฝ่าอุปสรรคต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนดาวน์โหลดซอร์ส, การส่ง patch หรือเซ็น NDA ฯลฯ

Open Solaris has been released under a Open Source license, but it is not an Open Source development community. (ลิงก์อันแรก)

ปัญหานี้ส่งผลให้คนนอกเข้าร่วมพัฒนา Open Solaris น้อยมาก (แต่เป็นอะไรที่ซันต้องการมาก) ในลิงก์อันที่สามคำนวณให้ดูว่า นับจากเปิดซอร์สเป็นต้นมา มี patch เฉลี่ย 0.6 patch ต่อวันเท่านั้น ประโยคเด็ดที่คนนอกอ่านแล้วฮาแต่คนของซันอ่านแล้วเครียด คงเป็น

Linus gets more patches while he is brushing his teeth than OpenSolaris gets in a week.

ความยุ่งยากต่างๆ เหล่านี้เกิดจากกระบวนการบริหารของซันเอง ที่ทำตัวกั๊ก คืออยากให้คนนอกมาร่วมเยอะๆ แต่กลับหวงอำนาจในการตัดสินใจเอาไว้ พนักงานระดับปฏิบัติการจริงของซันก็แอบเซ็ง และวิศวกรคนสำคัญก็ลาออกไปหลายคน (ลิงก์ที่สาม)

ผมเฝ้าดูนโยบายของซันต่อโอเพนซอร์สมานาน และเห็นปัญหานี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เสมอมา ไม่ว่าจะเป็น OpenOffice.org เองหรือ JavaSlowTM มันคล้ายกันทุกกรณีคือประกาศโอเพนซอร์สจริง แต่ว่าไม่เอื้อให้คนนอกเข้ามามีส่วนร่วมอย่างที่ควรจะเป็นนัก และสุดท้ายผลเสียก็ตกอยู่ที่ซันเอง อย่างกรณีของ JavaSlowTM ถ้าไม่ไปมัวเสียเวลาตั้ง Java Community Process อยู่หลายปี (ก่อนที่สุดท้ายก็เปิดซอร์สอยู่ดี) ป่านนี้อาจครองโลกไปแล้วก็ได้

ปัญหาเรื่องหวงก้างนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะซันที่เดียวนะครับ ซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ที่ผันตัวเองมาเป็นโอเพนซอร์ส มักจะมีปัญหาแบบนี้กันทั้งนั้น อย่าง Mozilla เองสมัยเปิดซอร์สใหม่ๆ ก็มีปัญหาเรื่องผู้บริหารลงมาวุ่นวาย ซึ่งจบด้วยการลาออกของ JWZ ถ้าใครทันก็คงจำ quote นี้กันได้

You can’t take a dying project, sprinkle it with the magic pixie dust of “open source,” and have everything magically work out.

นอกจาก JWZ จะลาออกแล้ว Mozilla Suite ก็ยังพัฒนากันแบบงงๆ ต่อไปอีกหลายปี จนกระทั่งมีคนจับทางได้ Firefox จึงกลับมารุ่งในที่สุด อีกตัวอย่างคือ Red Hat เองตอนเปิด Fedora ก็กั๊กๆ เหมือนกัน (คนนอกต้องไปทำ Fedora Extra) พอมี Ubuntu มาเบียด หลังช่วง Fedora 7 จึงเริ่มปรับตัวได้ และผลที่เห็นคือ Fedora รุ่นถัดๆ มาดูดีขึ้นมาก

ที่สงสัยคือในเมื่อมีตัวอย่างให้ดูเยอะขนาดนี้แล้ว ทำไมซันยังลีลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า? ในกรณีของ Open Solaris นี้เห็นใช้แก้โดยจ้าง Ian Murdock ซึ่งมีประสบการณ์ชุมชนกับ Debian มา แต่ว่ามันจะทันหรือเปล่า?

จากบล็อกอันเก่าเรื่องฟอนต์ภาษาไทยใน Firefox 3 (บั๊ก #284265) ผมต้องการให้ผู้ใช้ตระหนักถึงการมีส่วนร่วมในบั๊กนี้ให้มากที่สุด จึงโพสต์ไว้ 3 ที่

ผลตอบรับไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี เอาเป็นว่าคงมีคนคลิกตามลิงก์เข้าไปดูใน Bugzilla ประมาณหนึ่ง และในจำนวนนั้นก็มีคนจำนวนหนึ่งที่เปลี่ยนจาก “อ่านเฉย” เป็น “แสดงความเห็น” ซึ่งจากผลที่เกิดขึ้นผมก็พอใจกับอัตราส่วนของการ conversion (มีคนตอบ 5 คน ถือว่าเกินความคาดหมาย)

แต่ที่ไม่เป็นไปตามคาด คือคนเหล่านี้ตอบในลิงก์ 3 อันข้างต้น แต่ไม่ตอบใน Bugzilla

ผมซาบซึ้งในการมีส่วนร่วมของคนตอบนะครับ แต่ผมหาคำพูดที่อ่านแล้วมันฟังดูเหมือนไม่ด่าไม่ได้ คำพูดทีว่าคือ โพสต์ภาษาไทยในเว็บไืทย แล้วฝรั่ง (กรณีนี้คือนักพัฒนาของ Mozilla) มันจะอ่านออกไหมครับ?

นี่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ ของปัญหาสำคัญของโอเพนซอร์สในไทย นั่นคือ คนไทยคุยกันเอง ไม่ออกไปคุยกับโลกภายนอก

ในกรณีแบบนี้ ผมคิดว่าปัญหาที่สำคัญไม่ใช่เรื่อง barrier of participation เช่น ภาษา (ผมเชื่อว่าคนที่มาตอบทุกคน สามารถแต่งประโยคภาษาอังกฤษได้ว่าชอบ-ไม่ชอบฟอนต์ตัวไหน) หรือเรื่องความยุ่งยากของระบบ (Bugzilla account ก็ลงทะเบียนธรรมดาเหมือนเว็บทั่วไป แถมวิธีการใช้ก็ไม่ต้องยุ่งกับช่องอื่น แค่ตอบคอมเมนต์เหมือนเว็บบล็อก-เว็บบอร์ดทั่วไป) แต่เป็นเรื่องว่าเราไม่เห็นความสำคัญในการติดต่อกับโลกภายนอกต่างหาก

ผมคิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง รู้สึกเฟลมาก…

FOSDEM 2008

ดู schedule ของปีก่อน คิดว่าพลาดไม่ได้เสียแล้ว (น่าจะใหญ่เป็นรองแค่ OSCON ซึ่งจัดที่อเมริกา)

FOSDEM, the Free and Open Source Software Developers' European Meeting

ประเมินค่าเสียหายคร่าวๆ

  • Entrance Fee - ไม่มี
  • วีซ่า 22 ปอนด์
  • Eurostar ลอนดอน-บรัสเซลส์ ไปกลับ 50 ปอนด์
  • รถไฟ เชฟฟิลด์-ลอนดอน ไปกลับประมาณ 15 ปอนด์
  • ที่นอน Youth Hostel ตกคืนละประมาณ 20 ยูโร คงสัก 3 คืน
  • อื่นๆ
    • travel insurance
    • เดินทางภายใน Brussels
    • กิน-เที่ยว-ดื่ม

เพื่อนแถวนี้แนะนำว่าไหนๆ ต้องขอวีซ่าแล้ว น่าแวะไป Antwerp ด้วย น่าคิด