Open Source

แมนเดรกลินิกซ์ (Mandrake Linux) เป็นผู้ผลิตลินิกซ์ดิสทริบิวชันสัญชาติฝรั่งเศสที่ได้รับความนิยมสูงมาก เดิมทีแมนเดรกพัฒนาแมนเดรกลินิกซ์ บนพื้นฐานจากเรดแฮทลินิกซ์อีกทีหนึ่ง (เหมือนกับลินิกซ์ทะเลของประเทศไทยเรา) โดยมีจุดขายที่กลุ่มผู้ใช้ระดับล่าง ที่ต้องการความง่ายในการใช้งาน เพราะว่าเรดแฮทนั้นออกแบบมาสำหรับผู้ใช้ระดับกลางถึงสูงมากกว่า ภายหลังแมนเดรกลินิกซ์ได้รับความนิยมทั้งในฝรั่งเศสและอีกหลายๆประเทศ ทางบริษัทแมนเดรกจึงแยกการพัฒนาแมนเดรกลินิกซ์ออกมาเป็นเอกเทศไม่ต้องอิงกับเรดแฮทอีกต่อไป



ปีสองปีก่อนหน้านี้แมนเดรกประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดนฟ้องคดีล้มละลาย และเข้าสู่แผนการฟื้นฟูกิจการ แมนเดรกกลับไปแก้ปัญหาทางการเงินของตัวเอง และปรับแผนการพัฒนาแมนเดรกลินิกซ์ ให้มีสองส่วน คือ Community Edition เป็นเวอร์ชันแจกให้ดาวน์โหลด และเป็นตัวอ้างอิงเพื่อค้นหาบั้กของระบบ หลังจากนั้นจะพัฒนาต่อมาเป็น Official Edition ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับวางขายจริง หลังจากแมนเดรกพ้นสภาพล้มละลายเมื่อต้นปีนี้ ได้ออก Mandrake Linux 10.0 Community ผลิตภัณฑ์ตัวแรกจากการพัฒนาแบบใหม่มาให้เราใช้กัน



Mandrake Linux 10.0 Community ประกอบด้วยซีดี 4 แผ่น สามารถดาวน์โหลดได้จากมิเรอร์ไซท์ในประเทศที่ ftp.nectec.or.th เมื่อนำมาไรท์ลงซีดีแล้ว ก็ทำการบูตจากซีดีตามปกติเหมือนลินิกซ์ตัวอื่นๆ แต่ผมกลับเจอปัญหาซีดีบูตไม่ได้ จึงต้องทำแผ่นดิสเกตบูตของแมนเดรกขึ้นมาแทน (อ่านวิธีทำได้จากเอกสารภายในซีดีแผ่นที่ 1 นะครับ) เมื่อเข้าสู่หน้าจอการติดตั้ง ให้เลือกภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทย จากนั้นระบบจะถามว่าเราต้องการใช้ปุ่มไหนบนคีย์บอร์ดเป็นปุ่มสลับภาษา เลือกเป็น Alt-Shift ก็ได้ครับแล้วแต่ถนัด (ไม่มีปุ่ม ~ ให้เลือก) หน้าจอถัดมาคือเลือกโปรแกรมที่จะลง ถ้าต้องการใช้เคอร์เนลตัวใหม่ของลินิกซ์คือ เคอร์เนล 2.6 นั้นไม่สามารถลงแพกเกจ LSB ได้ เพราะจะได้เป็นเคอร์เนล 2.4 แทน เดสก์ทอปปกติจะลง KDE มาให้เพียงตัวเดียว ถ้าใครอยากใช้ Gnome ก็ต้องเลือกลงเพิ่มตรงนี้ สิ่งที่น่าประทับใจคือความเร็วในการติดตั้งครับ ผมเลือกโปรแกรมทั้งหมดประมาณ 2.4 GB (ค่าปริยายจะประมาณ 2.0GB) ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 15 นาทีเท่านั้นเอง



เมื่อลงแพกเกจทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ตัวติดตั้งจะแสดงรายละเอียดของระบบที่เพิ่งติดตั้งไป ซึ่งเราสามารถเลือกปรับแต่งได้ก่อนจะเริ่มทำงาน เช่น เลือกพริ้นเตอร์ โมเด็ม ระบบแลน และเลือกได้ว่าจะให้ล็อกอินอัตโนมัติหรือเปล่า (เพื่อความปลอดภัยของระบบก็ไม่ควรตั้งไว้) หลังจากนั้นก็บูตเครื่องหนึ่งครั้ง แมนเดรก 10.0 จะพร้อมใช้งานครับ หน้าจอการบูตเป็นกราฟฟิคทั้งหมดเหมือนกับลินิกซ์ตัวใหม่ๆ อย่าง Fedora หรือลินิกซ์ทะเล 5.5 บูตเสร็จแล้วจะพบกับหน้าจอ KDE ที่ใช้ธีม Mandrake Galaxy 2 สวยงาม (แต่แนะนำให้ใช้ธีม Plastik สำหรับ KDE จะสวยกว่า)



สิ่งที่ผมชอบคือเมนูครับ ถ้าเป็นเรดแฮทนั้น จะเรียงเมนูเป็น Program > Internet ซึ่งภายในหมวดอินเทอร์เน็ตจะมีโปรแกรมอยู่เต็มไปหมดจนรก แต่แมนเดรกจะเรียงแบบ Program > Internet > E-Mail และ Program > Internet > Web Browser แยกกันไปตามหมวดย่อย ทำให้แต่ละเมนูย่อยดูสวยงามไม่เยอะจนเกินไป สำหรับภาษาไทยนั้นใช้งานได้ทันทีไม่มีปัญหาใดๆ เพียงแต่ฟอนต์ตัวเล็ก และมีมาให้เพียงฟอนต์เดียวคือ Norasi ซึ่งแก้โดยดาวน์โหลด RPM ของลินิกซ์ทะเลที่ชื่อ thai-ttf มาลงเพิ่มได้



การใช้งานทั่วๆ ไปนั้นราบรื่นดี พาร์ทิชันของวินโดว์จะถูกเมาท์อัตโนมัติอยู่ที่ /mnt/windows_c ทำให้สะดวกกับการเรียกไฟล์จากวินโดว์ ปัญหาที่พบคือไม่สามารถเล่น MP3 ได้ตั้งแต่แรกเหมือนกับลินิกซ์ทะเล 5.5 เพราะทางผู้ผลิตกลัวปัญหาด้านลิขสิทธิ์ ต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมกันเอง



ปัญหาอีกอย่างคือ เสียง แมนเดรกนั้นรู้จักการ์ดเสียงตั้งแต่ติดตั้ง แต่ว่าจะตั้งค่าความดังเป็น Mute เอาไว้ตอนต้น และยังไม่มีไอคอนลำโพงมาให้อีกด้วย ทำให้บางคนอาจสงสัยว่าใช้เสียงไม่ได้ วิธีแก้ไขคือคลิกขวาบนทาสก์บาร์แล้วเลือก Add > Sound Mixer จากนั้นปรับเสียงทุกอย่างให้ขึ้นมาจนเต็ม แล้วค่อยสั่งซ่อนไอคอนลำโพงกลับคืน การปรับแต่งส่วนต่างๆ ของระบบทำได้สะดวกเพราะมี Mandrake Control Center ที่เหมือนกับ Control Panel ของวินโดว์มาให้ด้วย สามารถปรับแต่งฮาร์ดแวร์ ซอพท์แวร์ การทำงานของระบบได้ครอบคลุมทั้งหมด



สรุปว่าผมค่อนข้างประทับใจกับ Mandrake Linux 10.0 Community พอสมควร ถึงแม้จะมีบั้กเล็กๆ น้อยอยู่บ้าง ซึ่งจะให้สมบูรณ์เต็มที่คงต้องรอ Mandrake Linux 10.0 Official ที่จะออกในเดือนพฤษภาคม แต่ Community ที่เป็นรุ่นแจกฟรีก็ทำงานได้ดีตามมาตรฐานเลยครับ

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผมได้เตรียมเขียนเรื่องเกี่ยวกับปลาดาวและออฟฟิศทะเลลงคอลัมน์นี้ ว่าตอนนี้ไปถึงไหนกันแล้ว หลายๆ คนรู้จักกันดีว่า ทั้งคู่เป็นโปรแกรมชุดออฟฟิศที่ออกมาแข่งกับไมโครซอพท์ออฟฟิศ ในราคาที่ฟรี ถ้ายังจำกันได้เมื่อปีสองปีที่แล้ว ซันไมโครซิสเต็ม ประเทศไทย ร่วมมือกับบริษัทอัลกอริทึมซึ่งเป็นซอพท์แวร์เฮ้าส์ชื่อดังของเมืองไทยพัฒนาซอพท์แวร์ OpenOffice.org ให้ใช้งานภาษาไทยได้สมบูรณ์ และออกมาในชื่อ ปลาดาว ออฟฟิศ 1.0 ปรากฏการณ์ในครั้งนั้นยิ่งใหญ่มาก ปลาดาวออฟฟิศได้กลายมาเป็นตัวจุดกระแสซอพท์แวร์เสรีในบ้านเรา และผลักดันให้หลายๆ องค์กรหันมาใช้ปลาดาวออฟฟิศเป็นทางเลือกแทนไมโครซอพท์ออฟฟิศ เนื่องจากเหตุผลด้านลิขสิทธิ์และราคา แถมส่งผลให้ลินิกซ์ทะเล 5.0 ที่ออกตามมาในปีนั้นดังตามไปด้วย แนวคิดลินิกซ์ทะเลคู่ปลาดาว กลายเป็นโปรแกรมขวัญใจร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ที่กำลังโดน BSA ไล่จับลิขสิทธิ์ซอพท์แวร์อยู่



แต่ถ้าถามว่า ในปี 2546 ที่ผ่านมา และปี 2547 มานี้ มีใครเคยได้ยินคนพูดถึงปลาดาวบ้างรึเปล่า?



หลังจากปลาดาว 1.0 ที่ดังเปรี้ยงปร้าง แม้ยังมีบั้กอยู่เยอะทำให้หลายคนที่ลองใช้ ต้องกลับไปใช้ไมโครซอพท์ออฟฟิศเหมือนเดิม ปลาดาว 2.0 ออกตามมาในปี 2546 อย่างเงียบๆ แล้วก็หายไปเลย ผมตามไปอ่านดูในเว็บไซท์ของปลาดาว (www.pladao.org) เพื่อเตรียมเขียนบทความ ในเว็บไซท์บอกว่าปลาดาว 3.0 จะออกในเดือนมีนาคมนี้ แต่จนถึงวันนี้แล้วก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ส่วนอีกฝ่ายคือออฟฟิศทะเล ที่ถึงแม้จะไม่ดังเท่า แต่ก็ออกรุ่นใหม่ๆ มากับลินิกซ์ทะเลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ยังรู้ว่าออฟฟิศทะเลยังพัฒนาอยู่ โปรแกรมในตระกูลทะเลค่อนข้างจะดังกว่าปลาดาวอยู่บ้าง อาจเป็นเพราะว่ากระแสลินิกซ์ยังแรง และทีมงานเองมีการเขียนบทความลงนิตยสารคอมพิวเตอร์อยู่บ่อยๆ ทำให้เห็นว่าการพัฒนายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง



แน่นอนครับว่าในแนวคิดการพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์ส เราไม่สามารถหาความเคลื่อนไหวจากหน้าเว็บไซท์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูจากช่องทางที่นักพัฒนาใช้ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน เช่น Mailing List หรือเว็บบอร์ด ผมเลยเปิดหาความเคลื่อนไหวในการพัฒนาปลาดาว 3.0 จากบอร์ดของปลาดาว แต่ไม่พบข้อมูลใดๆ เลย ที่สำคัญคือ แทบไม่มีการพูดคุยกันเกี่ยวกับการพัฒนาโปรแกรมปลาดาวจากทีมงานอัลกอริทึม ที่ซันจ้างมาดูแลปลาดาวแม้แต่น้อย



นี่คือสาเหตุที่ทำให้การพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์สในเมืองไทย ไม่เกิดจริงจังเสียที ถึงแม้โอเพ่นซอร์สจะเป็นนโยบายข้อสำคัญในแผนแม่บทไอทีของประเทศ คำตอบที่ผมสามารถตอบให้ได้ คือ ซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สบ้านเรานั้น Open Source (เปิดเผยซอร์สโค้ด) จริง แต่ไม่ Open Development (มีการพัฒนาโปรแกรมแบบเปิด)



สิ่งที่ทำให้ลินิกซ์เติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้ ไม่ใช่การเปิดเผยซอร์สโค้ดของโปรแกรมเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเปิดเผยลินัส ทอร์วัลด์เปิดซอร์สโค้ดแล้ว เขายังยอมรับการมีส่วนร่วมพัฒนาลินิกซ์ของบุคคลอื่นที่สนใจลินิกส์ (เนื่องจากการเปิดซอร์สโค้ดของเขา) เมื่อโปรแกรมเมอร์คนอื่นๆ ที่เชี่ยวชาญในด้านที่ต่างกันไป สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาลินิกซ์กับลินัสได้ (เป็นการพัฒนาโปรแกรมแบบเปิด) ลินิกซ์ถึงโตแบบก้าวกระโดดอย่างที่เห็น สิ่งสำคัญของการพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์ส ไม่ใช่ว่าเราจะเปิดเผยซอร์สโค้ดหรือไม่ แต่เป็นการสร้างชุมชนนักพัฒนาโปรแกรม (Community) ที่สนใจในโปรแกรมนั้นได้หรือเปล่า



สิ่งที่บ้านเราพลาดไป คือ การพัฒนาซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สโครงการใหญ่ ทั้งปลาดาว และทะเล ต่างเป็นโครงการแบบ Top-Down คือ ผู้มีอำนาจ (รัฐ และซัน ไมโครซิสเต็ม) ได้จ้างหรือสั่งการให้ผู้เชี่ยวชาญทางคอมพิวเตอร์ (ในที่นี้คือ เนคเทค และบริษัทอัลกอริทึม) พัฒนาตัวซอพท์แวร์ที่มีอยู่แล้ว (ลินิกซ์ทะเลพัฒนาต่อมาจากเรดแฮท ลินิกซ์ ส่วนปลาดาวมาจาก OpenOffice.org) ให้เหมาะกับการใช้งานในประเทศ ซึ่งขัดกับธรรมชาติของโอเพ่นซอร์ส ที่เป็นแบบ Bottom-Up เริ่มจากผู้สนใจในโครงการนั้นไม่กี่คนมาช่วยกันทำในช่วงแรก ทุกคนต่างก็เป็นนักพัฒนาอิสระที่ใจรักและใช้เวลาว่างส่วนตัวมาพัฒนา และสร้างชุมชนให้เติบโตไปกับตัวโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ



แนวคิดแบบ Top-Down ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เนื่องจากว่า ถ้าเราต้องรอการสร้างชุมชนแบบ Bottom-Up ตั้งแต่ศูนย์ ย่อมต้องเสียเวลาอีกนานกว่าจะได้โปรแกรมที่ใช้งานได้เหมือนกับลินิกส์ทะเลและปลาดาวในทุกวันนี้ แต่สิ่งที่พลาดไปคือ ทีมงานที่พัฒนาเฉพาะตัวโปรแกรม ไม่ได้สร้างบรรยากาศในการพัฒนากับบุคคลผู้สนใจจากภายนอกทีมงานเหล่านั้นขึ้นมาด้วย กลุ่มคนเหล่านี้ทำได้แต่เพียงแจ้งบั้กที่พบให้กับทีมงาน (ซึ่งไม่รู้สนใจบั้กที่แจ้งไปหรือเปล่า) หรือพูดคุยกันถึงวิธีใช้โปรแกรมบนเว็บบอร์ด แต่ไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินใจว่าโปรแกรมรุ่นหน้าควรจะเป็นอย่างไรบ้าง (เพราะทีมงานตัดสินใจกันเองภายใน) การพัฒนาซอพท์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สในเมืองไทย จึงเป็นแค่การพัฒนาซอพท์แวร์ที่เปิดเผยซอร์สโค้ด (ด้วยเหตุผลด้านราคา, การตลาด หรือนโยบายจากทางรัฐ) ด้วยการพัฒนาแบบปิด (จ้างบริษัท) เหมือนกับที่เคยๆ ทำมาหลายสิบปี



ผมอยากจะเสนอให้ผู้มีส่วนร่วมในวงการโอเพ่นซอร์สบ้านเรา "เปิด" ตัวเองออกมาให้มากกว่านี้ครับ ผมเชื่อว่ายังมีผู้สนใจอีกจำนวนมาก ที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาซอพท์แวร์ของประเทศเราเอง เพียงแต่ยังไม่มีช่องทางที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาได้ ถึงแม้ว่าผมจะเห็นสัญญาณดีๆ หลายอย่างจากฝั่งทีมทะเลที่เปิดตัวและเปิดใจมากขึ้น เช่น ระบบแจ้งบั้ก และเว็บบอร์ดที่ค่อนข้างจะคึกคัก แต่นั่นยังไม่พอครับ โครงการโอเพ่นซอร์สที่โด่งดังและเปิดเผยการพัฒนามากที่สุดในโลกอย่าง Debian ไปถึงขั้นเลือกตั้งผู้นำโครงการกันใหม่ทุกปีจากนักพัฒนาอิสระนับพันทั่วโลกกันแล้ว ส่งผลให้ Debian เป็นลินิกซ์ที่เข้มแข็งมากในเรื่องชุมชนนักพัฒนา เราไม่จำเป็นต้องทำได้ขนาดนั้นก็ได้ เพียงแต่"เปิด"ตัวเองให้มากกว่านี้อีกหน่อยก็เพียงพอแล้ว



หมายเหตุ : ผมยินดีรับคำชี้แจงจากบุคคลหรือองค์กรที่พาดพิงถึงในบทความนี้เป็นอย่างยิ่ง (ทั้งจากซัน อัลกอริทึม กระทรวงไอซีที และเนคเทค) เผื่อว่าการค้นข้อมูลของผมเองจะตกหล่นอะไรไป ยิ่งคำชี้แจงจากบุคคลที่มีบทบาท ในการพัฒนาโดยตรง และผู้กำหนดนโยบายยิ่งต้องการมาก มาร่วมสร้างชุมชนโอเพ่นซอร์สในบ้านเรากันเถอะครับ

ทดสอบระบบ Gmail กรุงเทพธุรกิจ SciTech สัปดาห์ที่แล้วมีเรื่อง Gmail ฟรีอีเมล์จาก Google ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วอินเทอร์เน็ต เนื่องจากว่าให้เนื้อที่เก็บอีเมล์ถึง 1 GB และนโยบายการโฆษณาที่”เปิด”อ่านอีเมล์ของผู้ใช้ก่อน เพื่อลงโฆษณาที่เนื้อหาเกี่ยวกับเมล์ฉบับนั้น ทำให้เกิดกระทู้สนทนามากมายบนอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ Gmail แต่ผมเชื่อว่าแค่เนื้อที่ให้เก็บเมล์มหาศาล ไม่ว่าใครก็สนใจ Gmail กันแน่นอน



ตอนนี้ Gmail ยังไม่เปิดให้บริการกับคนทั่วไปครับ แต่ผมไปหาแอคเคาท์ของ Gmail มาใช้งานได้แล้ว อิอิ เลยมาเขียนให้อ่านกันว่า Gmail Beta ตอนนี้มีอะไรให้ใช้บ้าง



สาเหตุผมได้แอคเคาท์ Gmail มา เพราะผมเป็นผู้ใช้งาน Weblog (คล้ายๆ กับไดอารี่ออนไลน์) ของ Blogger.com ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Google และเมื่อ Gmail ทดสอบระบบ ลูกค้าของ Blogger เลยมีสิทธิ์ขอ Gmail ได้ก่อนคนอื่น แน่ล่ะ เมื่อมีโอกาสสมัครก่อน โอกาสที่จะได้ชื่อที่เราต้องการก็สูงตาม ผมเลยสมัครแอคเคาท์ Gmail ทันที เมื่อ Blogger ถามว่าสนใจหรือเปล่า ขั้นตอนการสมัครไม่มีอะไรเป็นพิเศษแค่ใส่ข้อมูลเล็กน้อย เมื่อล็อกอินเข้ามาแล้ว มาดูหน้าตาของ Gmail ดีกว่าครับ




figure 1


จากรูปแรก หน้าตาของ Gmail คล้ายกับ Yahoo Mail พอสมควร ค่อนข้างจะเรียบง่าย ในรูปที่สอง ด้านล่างของหน้าจอจะบอกปริมาณเนื้อที่ที่เราใช้ไป คิดเป็นเปอร์เซนต์จาก 1000 MB (เน้นว่า ลูกค้า Gmail ได้ 1GB จริงๆ นะ ไม่ได้โกหก) ลองใช้งานดูพบว่ามีลูกเล่นเยอะทีเดียวครับ อย่างแรกที่มีคือ ช็อทคัต เหมือนกับปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดของโปรแกรมอื่นๆ เพียงแต่อันนี้เป็นปุ่มลัดจากหน้าเว็บ (ต้องไปตั้งค่าในหน้า Settings ก่อน) สมมติว่าอยู่ในหน้าแรกต้องการจะเขียนเมล์ เราไม่ต้องเอามือไปจับเมาส์เพื่อกดปุ่ม Compose Mail แต่กดปุ่ม c บนคีย์บอร์ดแทน หน้าจอเขียนเมลก็จะปรากฎขึ้นมาแทน อาจจะสงสัยว่าทำได้ยังไงใช่มั้ยครับ เป็นการใส่สคริปต์ดักจับการเปลี่ยนแปลงของปุ่มคีย์บอร์ดไว้ในเว็บเพจ ใน Gmail จะมีสคริปต์อย่างนี้เยอะมากๆ เลย



ลูกเล่นอย่างที่สองคือจะจำอีเมล์แอดเดรสของเจ้าของจดหมายทุกคน และขึ้นเป็นกรอบมาให้เลือกเวลาพิมพ์แอดเดรสผู้รับจดหมาย ต่างกับ Hotmail ที่ต้องเลือกเอาจากสมุดที่อยู่เอาเอง แต่ Gmail ขึ้นมาให้อัตโนมัติ



ลูกเล่นอย่างที่สาม เรียกว่า Snippets ครับ ความหมายของมันก็คือ จะแสดงเนื้อหาบางส่วนของจดหมายต่อจาก Subject ให้ด้วย เพื่อที่จะได้นึกออกว่าจดหมายฉบับนี้เขียนเรื่องอะไรมา ดูจากในรูปที่สอง จะเห็น Snippets เป็นตัวสีเทาๆ ต่อจาก Subject ครับ



ลูกเล่นอย่างที่สี่ คือ การต่อ Thread ของเมล์ จากเดิมถ้าเราตอบเมล์กับคนอื่นกลับไปกลับมาเรื่อยๆ เราจะเห็นเมล์แต่ละฉบับแยกจากกัน และอาจจะมีเส้นแสดงความสัมพันธ์ว่าฉบับนี้ตอบกลับฉบับไหน แต่ใน Gmail จะเปลี่ยนไปเป็นเมล์ที่ตอบกลับไปมานั้น จะรวมเป็นฉบับเดียวกัน ให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังคุยกับผู้ส่งเมล์มาหาเราอยู่มากกว่า (รูปที่ 3)




figure 2


นอกจากลูกเล่นแล้ว Gmail ยังนำเสนอแนวคิดใหม่หมดในการใช้งานอีเมล์มา คือ ให้เรา”ค้นหา”เมล์ แทนที่จะเป็น “จัดเรียง”เมล์แบบที่เคยทำมา (Search, don’t Sort)



เดิมทีถ้าใช้เมล์จากโปรแกรมอย่าง Outlook หรือเวบเมลทั่วไป เมื่อได้รับเมล์เข้ามา เราจะทำการจัดเก็บเมล์แต่ละฉบับแยกเข้าแต่ละโฟลเดอร์ย่อย ต้องการกลับมาอ่านทีหลัง ก็เปิดดูในโฟลเดอร์นั้นๆ แต่ Gmail ปฏิวัติแนวคิดนี้ใหม่ครับ



เมล์ทุกฉบับจะเข้ามาใน Inbox และจะเรียงตามวันที่เท่านั้น แถมยังไม่มีโฟลเดอร์ย่อยให้เก็บ แต่จะใช้สิ่งที่เรียกว่า Label มันเหมือนกับเป็นป้ายแปะไว้ที่เมล์ว่า เมล์ฉบับนี้เกี่ยวกับเรื่องอะไร เช่น จากเพื่อนเก่า หรือจากเพื่อนที่ทำงาน แทน Label จะคล้ายกับโฟลเดอร์แต่ยืดหยุ่นกว่าตรงที่ เมล์หนึ่งฉบับสามารถมี Label ได้หลายอันครับ ส่วนการค้นหาเมล์นั้น Google นำมาเป็นจุดขายของ Gmail อยู่แล้ว ว่าไม่ต้องลบเมล์ เพราะว่ามีที่ให้เก็บตั้ง 1GB ถ้าเมล์เราเยอะมากๆ วิธีที่ใช้ก็คือค้นหาเมล์นั่นเอง ซึ่งมีช่องให้หาเมล์ และสร้าง Filter เพื่อกรองเมล์ได้สะดวกจากหน้าแรก คุณสมบัติทั้งหมดของ Gmail เหล่านี้คงต้องใช้ไปซักพักกับเมล์เยอะๆ ถึงจะรู้ว่าดีสมราคาคุยรึเปล่า




figure 3


แต่ว่าผมเจอปัญหาครับ ถึง Gmail จะเจ๋งแค่ไหน มันส่งภาษาไทยไม่ได้ครับ Gmail บังคับให้เมล์ทุกฉบับที่รับและส่งนั้นใช้รหัสภาษาสากลคือ Unicode ในขณะที่เมล์ภาษาไทยนั้นเข้ารหัสแบบ TIS-620 เมื่อเปิดเมล์ที่ส่งจาก Gmail ใน Outlook หรือ Hotmail จะอ่านออก แต่ต้องเปลี่ยนรหัสเป็น Unicode ก่อน ทำให้ไม่สะดวกเป็นอย่างมาก เพราะต้องเปลี่ยนกลับไปกลับมา แต่ถ้าเป็นเมล์ภาษาไทยจากที่อื่น ส่งเข้ามาที่ Gmail นั้นจะอ่านไม่ออกเลยครับ กำลังหาวิธีแก้ไขอยู่เหมือนกัน คาดว่า Gmail รุ่นที่เปิดให้บริการจริงคงจะแก้ไขปัญหานี้เรียบร้อย เพราะคงมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักและมีปัญหาเหมือนกับผม ส่วนเรื่องโฆษณาที่เป็นปัญหานั้น ช่วงนี้ยังไม่มีโฆษณาขึ้นมา เลยยังทดสอบไม่ได้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง



สรุปว่า Gmail น่าสนใจมาก เมื่อเปิดใช้จริงๆ ไม่ว่าดีไม่ดีอย่างไร ทุกคนคงไปสมัครเพื่อเอาเนื้อที่ 1GB กันอยู่แล้วล่ะครับ ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่มีปัญหา คงต้องรอรุ่นเปิดใช้จริงดูว่าจะแก้ไขอย่างไรครับ

หลายคนอาจจะเคยทำเว็บมากันบ้างนะครับ อาจจะทำเว็บส่วนตัว หรือที่ทำงานสั่งให้ทำเว็บขององค์กร เมื่อพูดถึงเว็บ สิ่งแรกที่ทุกคนต้องนึกถึงภาษา HTML ที่ใช้สร้างเว็บ แต่ถ้าต้องการให้เว็บของเรามีลูกเล่น ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ เป็นเว็บขนาดใหญ่ ที่มีผู้เข้าชมจำนวนมาก ก็จะเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา อย่างเช่น พวกภาษา PHP, ASP หรือ JSP ที่ช่วยให้เว็บนั้นมีความ”อัตโนมัติ”มากขึ้น ทำให้หน้าตาเว็บเพจทุกหน้าไปในโทนเดียวกัน แถมยังสะดวกในการดูแลรักษา



ถ้าต้องการให้คนทั่วไปเข้าถึงเว็บไซท์ของเราได้ นอกจาก”เขียน”เว็บแล้ว เราต้อง”ตั้ง”เว็บอีกด้วย โดยการไปจดโดเมนเนมที่ต้องการ แล้วตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อให้บริการเว็บไซท์ (หรือเช่าที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ถ้าเกิดไม่มีเงิน) การตั้งเว็บเซิร์ฟเวอร์เองก็ลำบากและต้องลงทุนพอสมควรครับ นอกจากจะต้องมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาแล้ว ยังต้องเสียเงินซื้อระบบปฏิบัติการ ซื้อโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซื้อระบบฐานข้อมูล จ้างผู้ดูแล เสียเงินเสียทองกันเยอะอยู่เหมือนกัน



แต่โลกเราตอนนี้กำลังอยู่ในกระแสซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส ในเมื่อสามารถลดค่าซอพท์แวร์ได้ ทำไมจะไม่เอาล่ะครับ เอาเงินไปจ้างผู้ดูแลเก่งๆ แทนดีกว่า ชุดซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สสำหรับการทำเว็บเซิร์ฟเวอร์ มีชื่อเรียกเล่นๆ ว่า LAMP



LAMP ย่อมาจากอักษรตัวแรกของซอพท์แวร์เสรี 4 ตัวที่ทำหน้าที่ต่างๆ สำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ นอกจากทุกตัวจะฟรีแล้ว ความสามารถก็ยังล้นเหลือ และได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเว็บไซท์ทั่วโลกที่สร้างด้วยชุด LAMP นี้ มีมากกว่า Windows Server ที่ลง Internet Information Server และรัน ASP หลายช่วงตัวทีเดียว ...อะแฮ่ม...อย่าหาว่าคุย



L ตัวแรกมาจากคำว่า Linux ระบบปฏิบัติการยูนิกซ์สายพันธุ์หนึ่งที่ฟรี ฟรี และฟรี ปัจจุบันข่าวสารเกี่ยวกับลินิกซ์ได้เผยแพร่ผ่านสื่อจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ดังนั้นไม่ต้องแนะนำอะไรกันมากนะครับ ประสิทธิภาพของมันแทบไม่เป็นรองระบบปฏิบัติการใดๆ ในโลกแล้ว (ยกเว้นแต่เว็บไซท์ที่คนเข้าเยอะมาก อย่างCNN.com อาจต้องใช้โซลาริสของซัน ที่ยอมรับกันประสิทธิภาพดีกว่า แต่จะมีเว็บระดับนั้นสักกี่แห่งกันเชียว) สนับสนุนหน่วยประมวลผลแบบหลายตัว ประมวลผลแบบขนานได้สารพัดระบบ ตัวลินิกซ์เองหาดาวน์โหลดได้ผ่านอินเทอร์เน็ต หรือซื้อเอาจากร้านซีดีในอินเทอร์เน็ต ที่พันธุ์ทิพย์ก็มีขายครับ



A ตัวที่สอง มาจากคำว่า Apache สุดยอดเว็บเซิร์ฟเวอร์อีกตัว ที่เคยแนะนำในคอลัมน์นี้ไปแล้ว จากการสำรวจของ Netcraft ประมาณ 60% ของเว็บไซท์ทั่วโลกรันอยู่บน Apache นอกจากประสิทธิภาพจะดี รับโหลดได้เยอะ Apache ยังพัฒนาเตรียมรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังจะมาในอนาคต เช่น เว็บแอพพลิเคชั่นหรือเว็บเซอร์วิส มีโครงการย่อยมากมายกำลังถูกพัฒนาอยู่ใต้ร่มเงาของ Apache โดยเฉพาะด้านจาวา และ XML เช่น โครงการ Tomcat, Ant, Jarkata, Xerces แถมยังหาได้ง่ายเพราะมากับลินิกซ์แทบทุกตัวอยู่แล้ว



M มาจาก MySQL โปรแกรมฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์ส มีความสามารถในด้านฐานข้อมูลครบครัน เพียงพอกับเว็บไซท์ทั่วๆ ไป ที่เก็บข้อมูลไม่เยอะมาก (ยกเว้นต้องการความสามารถในระดับสูงมากๆ หรือมีข้อมูลเยอะสุดๆ ต้องยอมเสียเงินใช้ Oracle หรือ DB2 แล้วล่ะครับ มีให้ใช้บนลินิกซ์เช่นกัน) MySQL ได้รับความนิยมสุดๆ และมากับลินิกซ์เกือบทุกตัว ติดตั้งง่าย ดูแลสะดวก มีโปรแกรมช่วยจัดการฐานข้อมูลมากมาย ทั้งเป็นโปรแกรมปกติ และเว็บเบส (แนะนำ phpMyAdmin ครับ) เมื่อก่อนพูดถึงฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์ส ต้องนึกถึง MySQL เพียงตัวเดียว แต่ตอนนี้มีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นมาแล้วครับ ชื่อว่า PostgreSQL (อ่านว่า โพส-เกรส-คิว-แอล) เริ่มพัฒนาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียเบิร์กเลย์ ความสามารถในเชิงฐานข้อมูลเยอะกว่า MySQL ด้วย เลือกใช้ได้ทั้งคู่แล้วแต่ถนัดครับ



P ตัวสุดท้าย มาจาก Perl/PHP/Python หมายถึงภาษาที่ใช้พัฒนาเว็บไซท์นั่นเอง ทั้งสามตัวเป็นภาษาสคริปต์ เขียนง่าย โค้ดจะสั้นๆ ไม่ซับซ้อน ส่วนมากใช้เรียกข้อมูลจากฐานข้อมูล MySQL หรือ PostgreSQL แล้วนำมาแสดงผลเป็น HTML เพื่อให้ได้เว็บไซท์แบบไดนามิก เดิมที Perl ได้รับความนิยมมาก่อน ปัจจุบันตลาดหันมาใช้ PHP เพราะเขียนง่ายกว่า และออกแบบมาสำหรับการทำเว็บโดยเฉพาะ (PHP ย่อมาจาก Personal Home Page) ส่วน Python เป็นภาษาใหม่ที่กำลังรุ่ง เพราะเขียนง่าย มีประสิทธิภาพสูง ทั้งสามตัวมากับลินิกซ์แทบทุกยี่ห้อเหมือนกัน ถ้าใครใช้วินโดว์ก็สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีๆ มีหนังสือภาษาไทยสอนการเขียน Perl/PHP เพื่อทำเว็บหลายสิบเล่มในท้องตลาด เลือกใช้งานได้ตามถนัดเช่นกันครับ (ถ้าไม่รู้ว่าจะเลือกอะไร ก็แนะนำ PHP ครับ ง่ายดี)



รู้จัก LAMP ครบทั้ง 4 ตัวไปแล้ว เมื่อมีตัวซอพท์แวร์แล้ว เว็บไซท์จะไปรุ่งหรือเปล่า อันนี้ต้องขึ้นกับ”คนดูแล”เว็บไซท์แล้ว ว่าจะทำงานกับโปรแกรมพวกนี้ได้ดีขนาดไหน ซึ่งก็ต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่บ้าง ในอินเทอร์เน็ตมีคู่มือสอนการใช้งาน LAMP มากมาย (สามารถค้นหาด้วยคำว่า LAMP ได้เลย เพราะกลายเป็นคำสามัญไปแล้ว) หนังสือภาษาไทยมีหลายเล่มเช่นกัน ที่สอนใช้โปรแกรมในตระกูลนี้ ถ้ามีปัญหาก็มีชุมชนนักพัฒนาเว็บไซท์ด้วย LAMP อีกมากที่คอยให้ความช่วยเหลือเราได้ ขอให้ประสบความสำเร็จในการตั้งเว็บครับ

ตอนที่แล้วเขียนเรื่อง LAMP ตะเกียงวิเศษของนักพัฒนาเวบไซต์ มีผู้อ่านหลายท่านแนะนำมาครับ ว่าถ้าจะให้ครบเครื่องจริงๆ ต้องเพิ่มตัว S เข้ามาอีกตัวหนึ่ง โดยมาจาก SSL (Secure Socket Layer) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านการเข้ารหัส จะได้เป็น LAMPS ชุดเครื่องมือที่เหมาะกับเวบไซต์เชิงพาณิชย์ (เช่น อีคอมเมิร์ซ เป็นต้น) แต่นอกจาก SSL แล้วยังมีแนะนำมาอีกหลายตัวครับ แต่ละตัวเป็นโปรแกรมที่ได้ยินบ่อยในวงการโอเพ่นซอร์ส ผมเลยถือโอกาสแนะนำโปรแกรมที่ขึ้นต้นด้วยตัว S ซะคราวนี้เลย



SSL อันนี้คือเจ้าของตัว S ในคำว่า LAMPS (Linux, Apache, MySQL, Perl/PHP/Python และ SSL) SSL ย่อมาจากคำว่า Secure Socket Layer เป็นโปรโตคอลด้านการเข้ารหัสข้อมูลที่เริ่มโดยบริษัท Netscape Communications ผู้สร้างเวบบราวเซอร์ Netscape Navigator สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้งานเวบที่ต้องการความปลอดภัยของข้อมูลค่อนข้างสูง เช่น ซื้อของผ่านเวบไซต์ ได้มีหลักประกันว่า ถ้าเกิดแฮคเกอร์ดักข้อมูลสำคัญๆ อย่าง หมายเลขบัตรเครดิตไปได้ ก็จะไม่สามารถอ่านหมายเลขนั้นได้เพราะมีการเข้ารหัสไว้



ปัจจุบัน SSL กลายเป็นมาตรฐานของการเข้ารหัสข้อมูลผ่านเวบแล้ว เวบไซต์อีคอมเมิร์ซจำนวนมากต่างเข้ารหัสข้อมูลการสั่งซื้อเป็น SSL รวมถึงเวบไซต์ดังๆ อย่าง Amazon หรือ eBay วิธีการสังเกตว่าเวบไซต์ไหนมีการเข้ารหัสแบบ SSL ให้ดูที่ Statusbar ของบราวเซอร์ครับ ถ้าเป็นรูปแม่กุญแจล็อกอยู่ หรือดู URL ว่าขึ้นต้นด้วย https:// แทนที่จะเป็น http:// (s มาจาก secure) แสดงว่าตอนนั้นคุณใช้งาน SSL อยู่นั่นเอง



Squid โปรแกรม Squid ที่แปลว่าปลาหมึกตัวนี้ เป็นพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ครับ ต้องอธิบายคำว่า พร็อกซี่ (proxy) ก่อน ตามปกติแล้ว ถ้าเราเรียกข้อมูลจากเวบไซต์สักแห่ง เวบไซต์นั้นจะส่งข้อมูลมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราโดยตรง ซึ่งจะเกิดปัญหาว่า ถ้าเราต้องการเรียกดูเวบไซต์เดิมอีกครั้ง เราจำเป็นต้องขอข้อมูลจากเวบไซต์นั้นใหม่ ทำให้เปลืองแบนด์วิธขององค์กร ด้วยเหตุนี้จึงเกิดแนวคิดเรื่องพร็อกซี่ขึ้น โดยพร็อกซี่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างเครื่องของเรากับเวบไซต์นั้น เมื่อเราเรียกอ่านเวบไซต์ครั้งหนึ่งแล้ว ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ พอเรียกดูครั้งที่สอง จะเป็นการเรียกข้อมูลจากพร็อกซี่เซิร์ฟเวอร์ ทำให้ประหยัดเวลาและแบนด์วิธไม่ต้องเรียกไปถึงตัวเวบไซต์จริงครับ ปัจจุบันเกือบทุกองค์กรและทุก ISP มีการทำพร็อกซี่เพื่อเก็บข้อมูล ซึ่งโปรแกรมพร็อกซี่โอเพ่นซอร์สที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็คือ Squid นั่นเอง (http://www.squid-cache.org)



Samba เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการแชร์ไฟล์หรือพรินเตอร์ผ่านเครือข่าย ชื่อ Samba มาจากการอ่านตัวย่อโปรโตคอลในการแชร์ไฟล์ของไมโครซอฟท์ที่เรียกว่า SMB (Server Message Block) เดิมที Samba มีชื่อว่า smbserver แต่โดนปัญหาเรื่องชื่อทางการค้าไปซ้ำกับคนอื่น เลยเปลี่ยนเป็น Samba นี่ล่ะครับ ลินิกซ์เครื่องที่ติดตั้ง Samba ไว้ เราสามารถมองเห็นได้ผ่าน Network Neighborhood ของวินโดว์สได้เหมือนกับแชร์เครื่องวินโดว์สเลย ปัจจุบัน Samba กำลังจะออกรุ่น 3.0 อยู่รอมร่อแล้ว เวบไซต์อยู่ที่ www.samba.org



SSH ชื่อคล้ายกับ SSL เลยนะครับ SSH ย่อมาจาก Secure Shell เป็นโปรโตคอลอีกตัวหนึ่งเหมือนกัน เอาไว้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ที่อื่น โดยเราสามารถใส่คำสั่งให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ผ่านคอมมานด์ไลน์ หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า telnet ที่เป็นหน้าจอสีดำตัวหนังสือสีขาวและมีแต่ตัวหนังสือ อันนั้นเป็นต้นตระกูลของ SSH ล่ะครับ เพียงแต่ telnet นั้นไม่สนับสนุนความปลอดภัยของข้อมูล ถ้าเกิดเราป้อนรหัสผ่านทาง telnet มีโอกาสที่จะถูกดักรหัสไปได้ง่าย telnet จึงพัฒนามาเป็น SSH ที่มีการเข้ารหัสของข้อมูล โปรแกรม SSH ปรากฏในหนังเกี่ยวกับแฮคเกอร์หลายเรื่อง อย่างเช่น Matrix Reloaded ครับ