Open Source

ซัน ไมโครซิสเต็มถือว่าเป็นบริษัทระดับยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมไฮเทคของโลก และเป็นไม่กี่บริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอพท์แวร์ โดยด้านฮาร์ดแวร์นั้น ซันผลิตคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ระดับสูง ซึ่งแบ่งเป็นรุ่นที่ใช้สถาปัตยกรรม x86 ของอินเทลและ SPARC ของซันเอง ส่วนซอพท์แวร์ ซันมีระบบปฏิบัติการโซลาริส ซึ่งนับเป็นยูนิกซ์อีกระบบหนึ่งที่มีความสามารถในการประมวลผลเหมาะกับงานใหญ่ๆ มากกว่าลินิกซ์ แต่คนทั่วไปมักจะคุ้นกับซันในฐานะผู้คิดค้นภาษาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่อย่างจาวามากกว่า



ทว่า ซันทุกวันนี้กำลังแย่ครับ ทุกตลาดที่เคยเป็นเจ้าของกำลังถูกคู่แข่งโจมตีอย่างหนัก



จากเดิมที่เราต้องยอมลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์แบบ SPARC รันระบบปฏิบัติการโซลาริสในราคาแพง เพื่อแลกกับประสิทธิภาพและเสถียรภาพ แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเปลี่ยนไป เนื่องจากคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลธรรมดาที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ x86 จากอินเทลและเอเอ็มดี พัฒนาขึ้นจนมีความสามารถใกล้เคียงกับ SPARC แถมยังหาซื้อได้ในราคาที่เรียกได้ว่าถูกมาก เมื่อรวมกับระบบปฏิบัติการยุคใหม่อย่างวินโดว์ 2003 หรือลินิกซ์ที่มีความสามารถพอฟัดเหวี่ยง ทำให้แนวโน้มของตลาดคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์มุ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์แบบ x86 ที่รันลินิกซ์มากกว่า SPARC อย่างชัดเขน



ส่วนจาวานั้น เรียกได้ว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์เชิงวัตถุ ที่มีความสามารถในตัวภาษามาให้พร้อมเพรียง ทำให้สะดวกต่อการเขียนกว่าภาษายุคเก่าๆ อย่างภาษาซี และมีจุดเด่นที่เขียนครั้งเดียว แล้วรันที่ไหนก็ได้ กำลังโดนภาษา C# ที่ไมโครซอพท์ทุ่มสุดตัวใต้นโยบาย .NET ตีตลาดอยู่เช่นกัน โดย C# นั้นมีแนวคิดคล้ายกับจาวา แต่ทำงานได้เร็วกว่าจาวาเยอะ แถมยังมีภาษายุคใหม่ Python ที่นิยมในโลกโอเพ่นซอร์ส เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอีกราย



ซันประสบปัญหาด้านการเงินพอสมควรจากยอดขายเซิร์ฟเวอร์ที่ตกลงมาก ซึ่งซันเองได้แก้เกมในฐานะผู้ผลิตซอพท์แวร์ โดยหันมาจับซอพท์แวร์ดาวรุ่งอย่างลินิกซ์แทน เพราะรู้ดีว่าไม่สามารถนำโซลาริสมาสู้กับลินิกซ์ในเรื่องราคาได้ ซันเปลี่ยนนโยบายให้เซิร์ฟเวอร์ระดับล่างและกลางซึ่งราคาเป็นปัจจัยสำคัญ ให้มาใช้ซีพียู Opteron จากเอเอ็มดีและระบบปฏิบัติการลินิกซ์ แล้ววางให้เซิร์ฟเวอร์ SPARC ที่ใช้โซลาริสอยู่ในระดับบนซึ่งลินิกซ์ยังไม่สามารถสู้ได้ในด้านประสิทธิภาพ



สำหรับซอพท์แวร์ระดับผู้ใช้ทั่วไป ซันเพิ่งออกระบบปฏิบัติการ Java Desktop System ที่เรียกได้กลายๆว่าเป็น Sun Linux ออกมาเพื่อจับตลาดเดสก์ทอปในองค์กร และโปรแกรมชุดออฟฟิศ StarOffice ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการโอเพ่นซอร์ส OpenOffice.org ออกมาตีตลาดไมโครซอพท์ออฟฟิศโดยตรง ด้วยราคาที่ถูกกว่าค่อนข้างเยอะ (โครงการปลาดาวของบ้านเรา ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูล OpenOffice.org ได้รับการสนับสนุนจากซันประเทศไทยด้วยเหมือนกัน)



ส่วนจาวานั้น ถึงจะได้รับการยอมรับจากผู้ใช้ทั่วโลกอย่างกว้างขวางว่าเป็นภาษายุคใหม่ที่มีความสามารถ และใช้งานสะดวก แต่ซันกลับมีปัญหากับผู้ผลิตซอพท์แวร์เกี่ยวกับภาษาจาวา โดยบริษัทที่ลงทุนไปในด้านจาวามหาศาลอย่างบอร์แลนด์ ไอบีเอ็ม และออราเคิล ออกมาให้ความเห็นว่า ซันนั้นหวงอำนาจในการควบคุมและพัฒนาตัวภาษาจาวาไว้กับตัวมากเกินไป ทำให้ผู้ผลิตเหล่านี้แทบจะไม่มีโอกาสเลยที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาความสามารถใหม่ๆ ที่ตนเองต้องการให้กับจาวา และส่งผลให้เราเห็นตัวแปลภาษาจาวารุ่นใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ของซันเริ่มออกมามีบทบาทในตลาดมากขึ้น ตัวพัฒนาภาษาจาวาที่โดดเด่นที่สุดในตลาดตอนนี้ กลับกลายเป็น Eclipse ซึ่งเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สจากไอบีเอ็มและพันธมิตร แทนที่จะเป็น Netbeans ซึ่งเป็นโครงการโอเพ่นซอร์สของซันเอง (ซันนำ Netbeans มาพัฒนาต่อและขายในชื่อ Sun ONE Studio)



สก็อต แมคนีลลีย์ ซีอีโอของซันออกมาแถลงกับสื่อมวลชนเมื่อไม่นานนี้ว่า โอเพ่นซอร์สเป็นนโยบายสำคัญของบริษัท โดยจะเห็นจากการเอาใจใส่ในลินิกซ์ และโครงการด้านโอเพ่นซอร์สใหญ่ๆ อย่าง OpenOffice.org และ Netbeans วันถัดมา อีริค เรย์มอนด์ คีย์แมนคนสำคัญของวงการโอเพ่นซอร์ส ซึ่งเป็นผู้เขียนบทความเรื่อง The Cathedral and The Bazaar ที่ส่งผลให้เน็ตสเคปโอเพ่นซอร์สเว็บบราวเซอร์จนกลายมาเป็น Mozilla ในทุกวันนี้ เขียนจดหมายเปิดผนึกให้ซันนั้นโอเพ่นซอร์สภาษาจาวาเสีย และกลายเป็นประเด็นร้อนบนอินเทอร์เน็ต เมื่อประธานฝ่ายเทคนิคของซันออกมาตอบโต้ว่า การเปิดเสรีจาวา อาจจะทำให้จุดเด่นของจาวาที่เขียนครั้งเดียวแล้วใช้ที่ไหนก็ได้นั้นเสียไปได้ โดยซันเองได้เปลี่ยนวิธีการพัฒนาจาวาให้เปิดเผยมากกว่าเดิมแล้ว (แต่ก็ยังค่อนข้างปิดอยู่ดี) โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Java Community Process และหวังว่าจะช่วยให้จาวาพัฒนาได้เร็วขึ้น



ความเห็นส่วนตัวของผมนั้น ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ซันมีแต่ทรงกับทรุดเพียงอย่างเดียว เพราะ SPARC กับโซลาริสเป็นเทคโนโลยีที่อยู่ในภาวะขาลง ถึงแม้ซันจะเกาะกระแสลินิกซ์ได้ทัน แต่คงทำรายได้ได้ไม่เต็มที่เหมือนก่อน ส่วน StarOffice และ OpenOffice.org ก็จะยังเป็นแค่ซอพท์แวร์ทางเลือกของไมโครซอพท์ออฟฟิศต่อไป ยังไม่เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ ถึงแม้จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการสนับสนุนโอเพ่นซอร์สของซันก็ตาม อาวุธสุดท้ายที่ซันยังเหลืออยู่คือ จาวา ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะอยู่กับเราไปอีกนาน เพราะติดตลาดไปแล้ว แต่อุปสรรคในเรื่องทำงานได้ช้า และกระบวนการพัฒนาที่ยังค่อนข้างปิดตัวก็ยังเป็นปัญหาสำคัญ



ซันอาจต้องเดิมพันอนาคตบริษัทไว้กับจาวาเวอร์ชันใหม่ 1.5 รหัส Tiger ที่กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ ว่าจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้ขนาดไหน และยังครองใจผู้ใช้ไม่ให้เปลี่ยนไปใช้ C# ได้หรือเปล่า

เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สำหรับวงการซอพท์แวร์เสรีแล้ว เป็นเดือนแห่งความขัดแย้งเรื่องชื่อครับ บรรดาโครงการโอเพ่นซอร์สที่มีปัญหาเรื่องชื่อเรียก ซึ่งอาจไปซ้ำกับชื่อของโครงการหรือบริษัทอื่น ต่างทยอยเปลี่ยนชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายไปหลายโครงการ



Firefox



รายแรกเริ่มจากโครงการ Mozilla.org เจ้าของ Mozilla เว็บบราวเซอร์ที่นิยมที่สุดบนลินิกซ์ซึ่งเคยแนะนำไปแล้ว ช่วงหลังมานี้ Mozilla.org ได้เปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเว็บบราวเซอร์ จากเดิมที่ Mozilla เป็นโปรแกรมชุด โดยมีบราวเซอร์ โปรแกรมอีเมล์ และโปรแกรมแก้ไขเว็บเพจรวมมาอยู่ในชุดเดียวกัน กลายมาโปรแกรมย่อยแต่ละตัวแยกกันชัดเจน ตัวเว็บบราวเซอร์ที่แยกออกมามีชื่อเรียกในตอนแรกว่า Mozilla Phoenix แต่กลับมีปัญหาขัดแย้งกับบริษัทเจ้าของชื่อ Phoenix จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นชื่อ Mozilla Firebird ซึ่งก็ไปซ้ำกับโครงการฐานข้อมูลโอเพ่นซอร์สอีกโครงการที่ชื่อว่า Firebird SQL ทำให้ทางทีม Firebird SQL ระดมอีเมล์ไปยัง Mozilla.org เพื่อเป็นการประท้วง เป็นเรื่องเป็นราวกันไปพักใหญ่ สุดท้าย Mozilla.org ก็ทนไม่ได้ ต้องยอมเปลี่ยนชื่อเป็นครั้งที่สาม มีชื่อว่า Mozilla Firefox 0.8 ที่เพิ่งจะออกมาสดๆร้อนๆ แถมยังเปลี่ยนโลโก้ใหม่อีกด้วย ผมลองใช้งานดูแล้ว Firefox แล้วรู้สึกดีทีเดียว ความเร็วในการโหลดเว็บเพจนั้นเร็วกว่า Mozilla 1.6 แบบรู้สึกได้เลยครับ



แนวโน้มในอนาคต เว็บบราวเซอร์จะแบ่งเป็น 4 ค่ายใหญ่ๆ คือ ตระกูล Mozilla ที่มีเว็บบราวเซอร์มากมายใช้งานเอ็นจิน Gecko อย่างเช่น ตัว Mozilla เอง, Galeon, Epiphany, Camino (สำหรับ MacOSX) และเจ้า Firefox ตัวนี้ที่จะเป็นหัวหอกในอนาคตของค่ายนี้ ส่วนค่ายที่สองคือ Opera ที่ยังมาแรง และมีกลุ่มแฟนๆ เหนียวแน่น ค่ายที่สามคือ ตระกูล KHTML (ใช้ WebCore Engine) ที่เว็บบราวเซอร์ของ KDE คือ Konqueror นำไปใช้ และแอปเปิลก็นำตัวนี้ไปใช้ในเว็บบราวเซอร์ Safari ของ MacOS X ด้วย สุดท้ายคือ Internet Explorer เจ้าเก่า ถึงแม้ไมโครซอพท์จะหมดความสนใจในตลาดนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ IE ที่แถมไปกับวินโดว์ ก็ยังมีปริมาณมหาศาลอยู่ครับ ใครทำธุรกิจเกี่ยวกับเว็บไซท์คงต้องตื่นตัวทำเว็บให้บราวเซอร์ทั้ง 4 ตระกูลนี้อ่านได้ทุกตัวครับ ไม่งั้นเสียลูกค้าแย่



Lindows



ข่าวการเปลี่ยนชื่อข่าวที่สองคือ บริษัท Lindows.com ครับ Lindows.com เป็นบริษัทที่ทำลินิกซ์ตัวหนึ่งเรียกว่า Lindows ฟังชื่อดูก็รู้ว่ามาจากคำว่า Linux กับ Windows ซึ่งก็ตรงตามเป้าหมายของบริษัทที่จะทำลินิกซ์ให้คนที่ย้ายมาจากวินโดว์ไม่รู้ถึงความแตกต่าง Lindows.com โดนไมโครซอพท์ฟ้องในข้อกล่าวหาว่า จงใจตั้งชื่อเลียนแบบวินโดว์ เป็นคดีเกรียวกราวเมื่อสองปีที่แล้ว และศาลในสหรัฐก็ได้ยกฟ้องไป เรื่องน่าจะจบลง แต่ศาลในยุโรปกลับมีความเห็นที่ต่างออกไป โดยศาลในกลุ่มประเทศเบเนลักซ์ (เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และลักเซมเบิร์ก) ตัดสินให้ไมโครซอพท์ชนะ และลินโดว์จึงต้องเปลี่ยนชื่อ โดยชื่อใหม่ที่ลินโดว์เลือกคือ Lin---s (อ่านว่า ลินแดช) ซึ่งหมายถึง Lindows ที่ตัดเอาตัว D, O กับ W ออกไปนั่นเอง






wxWidgets



ข่าวที่สามคือ ระบบทูลคิท wxWindows ซึ่งเป็นระบบทูลคิทที่ทำให้เราเขียนส่วนติดต่อกับผู้ใช้ได้ข้ามระบบปฏิบัติการกัน (ตัวอย่างของระบบทูลคิท อย่างเช่น GTK+ ที่ใช้ใน GNOME, Qt ที่ใช้ใน KDE หรือ Swing ของจาวา) ซึ่ง wxWindows เป็นทูลคิทที่ค่อนข้างมีชื่อเสียง และทำงานได้หลายแพลทฟอร์ม ทั้ง วินโดว์ แมค และลินิกซ์ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า wxWindows มีคำว่า Windows นี่สิครับ เลยโดนไมโครซอพท์ฟ้องไปอีกราย และต้องเปลี่ยนชื่อเป็น wxWidgets และรายสุดท้ายที่โดนหางเลขไปคือ บริษัท Mandrake ผู้ผลิตลินิกซ์ชื่อดังอีกราย โดยชื่อไปซ้ำกับเจ้าอื่นเหมือนกัน ซึ่งเรื่องกำลังดำเนินการอยู่ในชั้นศาลครับ



ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ น่าจะทำให้คุณผู้อ่านมองเห็นปัญหาที่เรียกได้ว่าสำคัญมากๆ ในโลกยุคปัจจุบัน คือ ปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และสิทธิบัตร เพราะว่าชื่อดีๆ ดังๆ สื่อความหมายมักจะถูกจดทะเบียนไปเสียเกือยหมดแล้ว ต่อไปใครที่มีแผนจะตั้งบริษัททำธุรกิจต้องลำบากมากขึ้นเรื่อยๆ ในการคิดชื่อ ถึงแม้ในเมืองไทยชื่อจะยังไม่ถูกจดไปก็ตาม แต่ถ้าหากว่าบริษัทเกิดดังขึ้นมา ส่งสินค้าขายต่างประเทศ และชื่อเกิดไปซ้ำกับบริษัทของชาตินั้นๆ ก็ต้องยอมเปลี่ยนชื่อทำให้มีปัญหาในการสร้างแบรนด์ตามมา ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญากับซอพทแวร์เป็นที่ถกเถียงกันเสมอ (ดูตัวอย่างจากการจับลิขสิทธิ์ของ BSA ในบ้านเราก็ได้ครับ) ยิ่งซอพท์แวร์ที่แนวคิดแหวกรูปแบบเดิมอย่างโอเพ่นซอร์ส ย่อมมีประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงตัวซอพท์แวร์มากกว่าซอพท์แวร์ปกติเข้าไปอีก ไว้มีโอกาสจะนำปัญหาเรื่องทรัพย์สินปัญญากับซอพท์แวร์เสรีมาให้อ่านกันครับ

ผมเคยได้รับคำถามว่า วันหนึ่งๆ ผมอ่านเว็บไซท์ข่าวสารทางไอทีที่ไหนบ้าง เว็บไซท์ประจำที่ผมต้องเปิดอ่านทุกครั้งเมื่อใช้งานอินเทอร์เน็ตคือ Slashdot ครับ (www.slashdot.org) Slashdot เป็นเว็บไซท์ข่าวสารทางด้านไอที โอเพ่นซอร์ส และวิทยาศาสตร์อันดับต้นๆ ของโลก โดยมีอาสาสมัครเป็นผู้โพสต์ข่าวที่ไปเจอมาจากเว็บไซท์อื่น สิ่งที่น่าสนใจคือ จำนวนผู้ใช้ที่เข้ามาเขียนแสดงความคิดเห็นในข่าวนั้นๆ มีมหาศาลประมาณหลักร้อยถึงหลักพันต่อหนึ่งข่าวเลยทีเดียว อีกเว็บหนึ่งที่ไว้อ่านข่าวเกี่ยวกับลินิกซ์โดยเฉพาะคือ Linuxtoday (linuxtoday.com) ที่รวมข่าวพาดหัวจากเว็บไซท์ต่างๆ มีจุดเด่นที่ข่าวอัพเดตเร็วมาก และเว็บสุดท้ายที่จะมาแนะนำในวันนี้คือ OSNews (www.osnews.com)



OSNews เป็นเว็บไซท์ข่าวสารเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นวินโดว์ แมค ลินิกซ์ หรือ ระบบปฏิบัติการแปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ข่าวที่ลงใน OSNews นั้นใช้ระบบอาสาสมัครเหมือนกับ Slashdot และมีบทความพิเศษของ OSNews เอง ทั้งรีวิวระบบปฏิบัติการ และสัมภาษณ์คีย์แมนในวงการเป็นจุดขายเพิ่มเข้ามา เท่าที่ผมสังเกตข่าวส่วนมากโพสต์โดยคนๆ เดียว ที่ชื่อ Eugenia Loli-Queru ซึ่งอ่านประวัติไปมา เธอเป็นผู้หญิงครับ ยูจิเนียเป็นสาวชาวกรีกที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ในซิลิคอน วัลเลย์ เผอิญว่าไม่ได้ทำงานประจำ (สามีทำงานคนเดียว) เลยมีเวลาว่างมาทำเว็บ OSNews ด้วยเหตุผลว่า Just For Fun เช่นเดียวกับนักพัฒนาซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สหลายๆ คน ผมทึ่งในความสามารถในการเขียนบทความและข่าวใน OSNews ของเธอพอสมควร เลยเมล์ไปสัมภาษณ์เธอมาให้อ่านกันครับ







อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้คุณทำ OSNews ขึ้นมา คุณบอกว่าทำเพื่อความสนุกส่วนตัว แต่ผมคิดว่าต้องมีอะไรมากกว่านั้นในการสร้างเว็บที่อัพเดตขนาดนี้ได้ ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้รึเปล่า

ยูจีเนีย : ก่อนหน้านี้ฉันเคยทำเว็บเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ BeOS ชื่อว่า BeNews มาก่อน ทีนี้ BeOS ถูกซื้อไป (โดยบริษัทปาล์ม) BeNews ก็ต้องปิดตัวตาม ฉันเลยเกิดความคิดที่ว่า ทำไมเราไม่ทำเว็บที่เสนอข่าวของระบบปฏิบัติการตัวไหนก็ได้ล่ะ ถ้าเกิดตัวไหนเลิกทำไป เรายังนำเสนอข่าวของระบบอื่นๆ ได้อยู่ OSNews เกิดขึ้นมาในปี 1997 แต่ฉันมารับช่วงต่อในปี 2001 ฉันมีเวลาว่างเยอะ และสนุกกับการมีส่วนร่วมกับผู้อ่านของ OSNews มันโตเร็วมากทีเดียว



ข่าวของ OSNews ค่อนข้างทันสมัยแถมยังครอบคลุมหลายระบบปฏิบัติการ และส่วนมากคุณเป็นคนเขียน ผมอยากรู้ว่าคุณต้องอ่านเว็บไซท์ข่าวมากแค่ไหนสำหรับการเขียนข่าวในแต่ละวัน

ยูจีเนีย : เรามีทีมงาน 5 คนในการเขียนข่าว แต่ส่วนมากนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของฉันเองนั่นแหละ ฉันมีเว็บไซท์ประมาณ 45 แห่งไว้ในบุคมาร์คที่ต้องเปิดอ่านทุกวัน ตอนนี้เรากำลังพยายามให้มีเนื้อหาเป็นของตัวเองมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่ข่าวพาดหัวและลิงค์ไปยังเว็บอื่นเพียงอย่างเดียว



คุณชอบระบบปฏิบัติการตัวไหนมากที่สุดครับ

Mac OS X เป็นระบบปฏิบัติการที่ดี แต่มันก็ยังมีจุดอ่อนบ้าง OS X เน้นการใช้งานผ่านคีย์บอร์ดเป็นส่วนมาก แต่ตัวฉันชอบใช้เมาส์เพียงอย่างเดียวในการทำงาน เลยยังไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก นอกจากนี้ฉันใช้ Windows XP Pro มาสองปีแล้ว และแครชเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเอง จากที่เคยแครชทุกวันใน 98 หรือ ME ส่วน Windows 2003 ลองแล้วคิดว่าไมโครซอพท์ยังต้องปรับปรุงในเรื่องความปลอดภัยอีกมาก ฉันใช้งานระบบปฏิบัติการมาเยอะมากจนไล่ไม่หมด แต่ถ้าให้เลือกที่ชอบก็มีสามตัว คือ Windows 2003, Mac OS X และ Slackware







คุณคิดว่าลินิกซ์พร้อมสำหรับงานด้านเดสก์ทอปหรือยัง ตลาดนี้จะโตขึ้นอีกมั้ยใน 2-3 ปีข้างหน้า

ฉันคิดว่า ลินิกซ์จะพร้อมจริงๆ สำหรับงานเดสก์ทอปของผู้ใช้ตามบ้านภายใน 2 ปี (แต่เดสก์ทอปธุรกิจ ตอนนี้พร้อมแล้ว) วิศวกรของเรดแฮทก็เห็นด้วยกับฉันว่า 2 ปีเป็นเวลาที่น่าจะเป็นไปได้ ฉันชอบใช้งาน Gnome มากกว่าเพราะดูเรียบง่าย แต่ KDE ก็มีความสามารถเยอะกว่า และโปรแกรมก็เยอะกว่าด้วย ยังไงเราคงต้องลงทั้งคู่และใช้งานร่วมกันอยู่ดี ลินิกซ์น่าจะมีส่วนแบ่งตลาดเดสก์ทอปสัก 10% ในปี 2010



ผมเห็นผู้หญิงจำนวนน้อยมากในสายงานด้านเทคโนโลยี ในฐานะที่คุณเป็นผู้หญิงที่สนใจด้านนี้เยอะ คุณพอจะทราบมั้ยว่าทำไม

ถึงฉันจะเป็นผู้หญิงเต็มตัวก็ตาม แต่ฉันก็คิดว่าตัวเองไม่ค่อยเข้าใจผู้หญิงเท่าไรเลย เพื่อนส่วนมากของฉันก็เป็นผู้ชาย ฉันแทบไม่รู้จักผู้หญิงที่สนใจเทคโนโลยีเลย บางทีธรรมชาติอาจสร้างมาให้ผู้หญิงสนใจเรื่องอื่นมากกว่าก็ได้นะ



คุณมีปัญหาบ้างรึเปล่าในการทำงานสายนี้ ที่มีแต่ผู้ชายเป็นส่วนใหญ่

ไม่นะ ตราบใดที่คุณมีความสามารถ ก็ไม่เกี่ยงหรอกว่าเป็นเพศอะไร



ตอนนี้ไมโครซอพท์ได้เปลี่ยนนโยบายในด้านราคา จากราคาเดียวทั่วโลก มาเป็นราคาตามกลยุทธในแต่ละประเทศ โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรก สาเหตุหนึ่งก็คือ โครงการคอมพิวเตอร์ของรัฐที่ใช้ลินิกซ์เป็นหลัก คุณมีความเห็นยังไงบ้าง

มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกธุรกิจ ที่บริษัท A ขายของถูกกว่าบริษัท B เลยมีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า บริษัท B ก็ต้องแก้เกมกลับด้วยราคาที่ถูกกว่าบริษัท A มันก็เป็นอย่างงี้แหละ



ปัจจุบัน OSNews กลายเป็นเว็บไซท์ดังที่มีเพจวิวเกิน 5 ล้านเพจวิวต่อเดือน และมีผู้เข้าชมเฉลี่ยหกหมื่นคนต่อวัน ต้องเอาใจช่วยยูจีเนียและทีมงานให้เขียนข่าวและบทความมาให้เราอ่านกันต่อไป ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ของเธอ สามารถอ่านได้จากเว็บไซท์ของเธอเองครับ www.eugenia.co.uk

คิดว่าช่วงหลังมานี้ ไม่ว่าใครคงจะเคยได้ยินชื่อยุทธการ .NET ของไมโครซอพท์ เพียงแต่ผมคิดว่าฝ่ายการตลาดของไมโครซอพท์เองคิดผิดไปหน่อยที่เติมคำว่า .NET ให้กับผลิตภัณฑ์ทุกอย่างที่ออกมาในช่วงหลังนี้ ทำให้ชาวบ้านสับสนว่า จริงๆ แล้ว .NET มันคืออะไรกันแน่ ผมเองก็สงสัยครับ เมื่อค้นข้อมูลดูแล้ว ได้คำตอบว่า ตอนนี้ .NET ของไมโครซอพท์มีอะไรบ้าง ดังนี้

  • การพัฒนาโปรแกรมแนวใหม่ที่เรียกว่า .NET Framework
  • .NET ที่ใช้กับ Web Service ซึ่งคาดว่าจะเป็นอนาคตของโปรแกรมยุคต่อไป
  • ซอพท์แวร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ เช่น Windows Server 2003 ก็เคยมีชื่อว่า Windows .NET Server
  • ซอพท์แวร์พัฒนาโปรแกรม Visual Studio .NET ซึ่งก็คือ Visual Studio รุ่นใหม่นั่นเอง
  • โครงการ Hailstorm ที่ต่อไปผู้ใช้จะล็อกอินเข้าบริการของไมโครซอพท์ ด้วย username ชุดเดียว คือ Microsoft Passport (ตัวอย่างง่ายๆ คือ ผู้ใช้ HotMail สามารถใช้ MSN ได้ทันที)

วันนี้เราจะสนใจแค่ .NET Framework เพียงอย่างเดียวครับ อธิบายอย่างง่ายๆ .NET Framework คือ รูปแบบการพัฒนาโปรแกรมแบบใหม่ ที่ไมโครซอพท์ออกมาแข่งกับจาวา แนวคิดของ .NET นี้จะคล้ายกับจาวาจนเกือบเรียกได้ว่าลอกแบบกันมาเลย ตามปกติแล้ว การพัฒนาซอพท์แวร์ใหญ่ ปัญหาหลักอยู่ 2 อย่าง คือ ปัญหาฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกัน เช่น ในบริษัทมีทั้งเครื่องพีซีกับเครื่องแมค ถ้าต้องการให้โปรแกรมที่เขียนใช้งานได้ทั้งสองระบบ การพัฒนาโปรแกรมจะซับซ้อนขึ้นมาก ส่วนปัญหาที่สอง คือ ความเข้ากันได้ระหว่างภาษา สมมติว่าโครงการหนึ่งต้องใช้งานภาษาคอมพิวเตอร์หลายภาษาร่วมกัน เช่น C กับ Java ซึ่งตามปกติทำงานด้วยกันไม่ได้ ก็ต้องเสียเวลาและแรงงานอีกมหาศาล



ภาษาจาวานำเสนอวิธีการแก้ปัญหาข้อแรก ด้วยการแบ่งการคอมไพล์โปรแกรมเป็นสองครั้ง ครั้งแรกจะคอมไพล์จากจาวาเป็นภาษากลางก่อน เมื่อนำไปรันจริง จะแปลภาษากลางนั้นให้เข้ากับเครื่องที่นำไปรันอีกครั้งหนึ่ง ทำให้จาวามีจุดขายที่ 'เขียนเพียงครั้งเดียว นำไปรันที่ไหนก็ได้' (Write Once Run Everywhere) โครงการ .NET Framework ของไมโครซอพท์ลอกวิธีการแปลเป็นภาษากลางของจาวามา และเพิ่มวิธีการแก้ไขปัญหาข้อที่สองเข้ามา โดยสร้างชุดไลบรารีกลางขึ้นมาใหม่ที่ทุกภาษาสามารถใช้งานร่วมกันได้ (จากเดิมที่ต่างภาษาต่างมีชุดไลบรารีของตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกันเลย) ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเขียนโปรแกรมที่ประกอบด้วยภาษาต่างชนิดกัน โปรแกรมจะสามารถทำงานได้ ภาษาที่ .NET Framework สนับสนุนมีมากมาย ตั้งแต่ C/C++, Basic, Pascal จนถึงภาษาเก่าแก่อย่าง Cobol แต่ไม่มีจาวาเพราะเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ไม้ตายของไมโครซอพท์ คือ สร้างภาษาใหม่ที่คุณสมบัติคล้ายกับจาวาขึ้นมาเป็นคู่แข่งโดยตรง เรียกว่า C# (อ่านว่า ซีชาร์ป)



จาวาการันตีว่า เขียนโปรแกรมภาษาจาวาเพียงครั้งเดียว แล้วเอาไปรันที่ไหนก็ได้ ระบบที่จาวารองรับตอนนี้มีมากมาย ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ (เห็นโฆษณาเกมจาวา ตามเว็บโหลดริงโทนมั้ยครับ) จนไปถึงเมนเฟรมขนาดใหญ่ของไอบีเอ็ม ไมโครซอพท์ก็ออกมาการันตีเหมือนกันว่า แนวคิด .NET สามารถทำงานบนระบบใดก็ได้ แต่ตอนนี้ไมโครซอพท์ยังทำไม่ได้จริงตามที่ว่า เพราะ .NET ทำงานได้บนพีซีที่รันวินโดว์เท่านั้น



โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่า .NET เป็นแนวคิดที่ดี และจะทำให้การพัฒนาโปรแกรมในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างจะผูกติดกับไมโครซอพท์ไม่น้อย ในอนาคต โปรแกรมที่สร้างจาก .NET จะมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากแรงผลักดันทางการตลาดของไมโครซอพท์ ทำให้ชาวโอเพ่นซอร์สบางส่วนเริ่มหาวิธีที่จะรองรับโปรแกรม .NET ให้ทำงานบนลินิกซ์ได้ เป็นที่มาให้บริษัท Ximian (ตอนนี้เป็นบริษัทลูกของ Novell) ผู้พัฒนาซอพท์แวร์บนลินิกซ์ชื่อดังที่เคยแนะนำผ่านคอลัมน์นี้ไปหลายรอบแล้ว เริ่มโครงการ Mono


Mono





Mono เป็นการเลียนแบบชุดเครื่องมือ .NET ที่ไมโครซอพท์ขายหรือแจกฟรีบนวินโดว์ มาสู่ลินิกซ์ ซึ่งไม่ต้องกลัวปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะว่าไมโครซอพท์เสนอบางส่วนของ .NET ให้เป็นมาตรฐานกลางผ่านองค์กรที่ชื่อ ECMA ซึ่ง Mono พัฒนาจากมาตรฐานของ ECMA เราจึงการันตีว่า Mono จะฟรีตลอดไป แต่อย่าลืมว่าไมโครซอพท์เสนอเพียงบางส่วนของ .NET เท่านั้นนะครับ ส่วนที่เหลือเช่นชุดไลบรารี ยังเป็นลิขสิทธิ์ของไมโครซอพท์อยู่ จึงเป็นไปได้ที่ไมโครซอพท์จะเก็บเงินจากชุดไลบรารีเหล่านี้ในอนาคต ทางโครงการ Mono จึงต้องเตรียมทางหนีทีไล่ด้วยการสร้างไลบรารีของตนเองขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง ถ้าไมโครซอพท์เก็บเงินขึ้นมาจริงๆ (ยังไม่มีแนวโน้มจะเก็บ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าอนาคตจะไม่เก็บ) เราจะได้ยังมีชุดไลบรารีที่ใช้งานได้ฟรีต่อไป ตอนนี้ Mono รุ่นล่าสุดคือ 0.32 โดยมีแผนจะออกรุ่น 1.0 กลางปีนี้ และในปีหน้า ทีมงาน Mono หวังว่า รุ่น 1.2 และ 1.4 จะทำงานเข้ากันได้กับ .NET Framework อย่างสมบูรณ์



ชื่อ Mono แปลว่า ลิง ในภาษาสเปนครับ สาเหตุที่ใช้ชื่อนี้ เพราะว่าโลโก้ของ Ximian เป็นรูปลิง และนาย Migel De Icaza ผู้ก่อตั้งเป็นชาวเม็กซิโก ซึ่งพูดภาษาสเปนนั่นเอง รายละเอียดของโครงการ Mono สามารถหาอ่านได้ที่ www.go-mono.com ผมไม่ลงรายละเอียดทางเทคนิคมาก เดี๋ยวจะเบื่อกันไปก่อน ส่วนเรื่อง .NET หาอ่านข้อมูลเชิงลึกได้จากเว็บไซท์ www.twoguru.com เป็นภาษาไทยครับ อธิบายดีมากและค่อนข้างละเอียด

ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก MP3 นะครับ เทคโนโลยีการบีบอัดเพลงดิจิทัลแบบ MP3 และอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมดนตรีครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเราสามารถนำเพลงจากซีดีมาบีบอัดให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ขนาดเล็ก และแลกเปลี่ยนผ่านอินเทอร์เน็ตได้สะดวก ใครจะยอมจ่ายเงินซื้อซีดีจริงมั้ยครับ นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ค่ายเพลงทั่วโลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ ค่ายเพลงเมืองไทยก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน จนต้องจัดคอนเสิร์ตทรัพย์สินทางปัญญาที่สนามหลวงไปเมื่อปีสองปีก่อน



อย่างที่ผมเคยเขียนไปหลายครั้ง ปัญหาความขัดแย้งเรื่องลิขสิทธิ์ (Copyright) และสิทธิบัตร (Patent) ซึ่งฝรั่งเค้ามีศัพท์เฉพาะว่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) เป็นปัญหาที่รุนแรงสุดๆ บนโลกดิจิทัลในตอนนี้ และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความแพร่หลายของ MP3 ก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyright) ของตัวเนื้อหาซึ่งก็คือเพลง กับบรรดาเจ้าของค่ายเพลงซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ปัญหานี้แก้ยากครับ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครแก้ได้ เนื่องจากว่าเป็นปัญหาเทคโนโลยีใหม่ก้าวข้ามเทคโนโลยียุคเดิม และทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้ต้องเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการคิดค้นเครื่องทอผ้า หรือเครื่องจักรไอน้ำยังไงยังงั้น



แต่เรื่องวันนี้เราจะไม่ยุ่งกับปัญหาลิขสิทธิ์ เรามาดูเรื่องสิทธิบัตร (Patent) แทน สิทธิบัตร คือ ความเป็นเจ้าของในวิธีการหรือกรรมวิธีต่างๆ เช่น วิธีสร้างเครื่องบิน เป็นต้น ปัญหาสิทธิบัตรมาเกี่ยวกับ MP3 ตรงที่ กรรมวิธีการบีบอัดเพลงจากซีดีมาเป็น MP3 นั้น เป็นสิทธิบัตรของสถาบัน Fraunhofer ในเยอรมนี และ MPEG Consortuim ซึ่งสององค์กรนี้มีสิทธิ์ในตัวเทคโนโลยี MP3 อย่างเต็มที่ (เน้นว่าเฉพาะวิธีการบีบอัดเพลง ไม่เกี่ยวกับตัวเพลงที่อยู่ในรูป MP3) สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้งานเทคโนโลยีนี้จากผู้ใช้และผู้ขายทั่วโลกได้ ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเรียกเก็บเงินขึ้น แต่สถาบัน Fraunhofer เคยส่งจดหมายเตือนอ้างความเป็นเจ้าของ และสั่งให้นักพัฒนาอิสระที่เคยสร้างตัวเข้ารหัส MP3 แจกฟรีนั้นหยุดการพัฒนาในปี 1998



นี่จึงเป็นความเสี่ยง ถ้าเกิดว่าเจ้าของสิทธิบัตรเกิดเรียกเก็บเงินขึ้นมาจริงๆ ก็จะทำให้ต้นทุนในการขายเพลงแบบที่เป็น MP3 นั้นเพิ่มขึ้น ส่งผลเสียต่อทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ (เพราะว่าผู้ที่ได้เงินส่วนนี้ไป คือ คนกลางที่เหมือนเป็นเสือนอนกิน) เลยเกิดความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีการบีบอัดแบบใหม่ขึ้นมาแทน MP3 แต่เป็นของสาธารณะ (public domain) ไม่มีใครสามารถอ้างเป็นเจ้าของได้ และนี่เป็นที่มาของการบีบอัดเพลงแบบ Ogg Vorbis



Ogg Vorbis เริ่มพัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Xiph.Org Foundation ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะสร้างเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดียบนอินเทอร์เนตที่เป็นของส่วนรวมอย่างแท้จริง โครงการ Ogg ก่อตั้งขึ้น โดยมีโครงการย่อย 4 โครงการ คือ

  • Vorbis สำหรับเพลงที่ถูกบีบอัดขนาด เหมือนกับ MP3
  • Theora สำหรับวิดีโอ
  • FLAC สำหรับเพลงที่ไม่ถูกบีบอัด เหมือนกับเพลงในซีดี
  • Speex สำหรับเสียงพูด

ตอนนี้โครงการ Vorbis พัฒนาเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว Ogg Vorbis ปัจจุบันอยู่ที่รุ่น 1.01 เราเริ่มจะเห็นเพลงแบบ Ogg Vorbis (นามสกุล .ogg) มากขึ้น ส่วน FLAC ก็เริ่มได้รับการยอมรับจากนักพัฒนา เหลือแต่ Theora กับ Speex ที่ยังอยุ่ในช่วงตั้งไข่ ข้อดีของ Ogg Vorbis ที่ดีกว่า MP3 นอกไปจากราคาและลิขสิทธิ์คือขนาดไฟล์เพลงเดียวกัน ถ้าแปลงเป็น Ogg จะมีขนาดเล็กกว่า MP3 และเสียงดีกว่า สนับสนุนการทำ Streaming (ฟังเพลงออนไลน์ เหมือนกับ Real Player) ด้วยโปรแกรม IceCast



MP3 เป็นเทคโนโลยีที่ถือว่าเก่าแล้วในโลกคอมพิวเตอร์ มีฟอร์แมตเพลงดิจิทัลอีกหลายชนิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ MP3 ที่ค่อนข้างดังมี Ogg Vorbis ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส, Windows Media Audio ของไมโครซอพท์ (นามสกุล .wma) และ AAC จากแอปเปิลที่ใช้ใน iPod ทำให้ตอนนี้ เพลงบนอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 4 ฟอร์แมตหลักๆ คือ MP3, Ogg, WMA และ AAC แน่นอนว่า MP3 ที่กลายเป็นมาตรฐานของอินเทอร์เน็ต สามารถฟังได้จากโปรแกรมฟังเพลงทุกโปรแกรม และเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลพกพาทุกตัว แต่อีก 3 ตัวที่เหลือนั้นไม่สามารถเล่นข้ามค่ายกันได้



สำหรับโปรแกรมฟังเพลงที่สนับสนุน Ogg ถือว่ามีเยอะ โปรแกรมที่ใช้กันเยอะๆ อย่าง WinAmp นั้นเล่น Ogg ได้มานานแล้ว โปรแกรมบนลินิกซ์อย่าง XMMS, Xine, Mplayer ใช้งาน Ogg ได้ทุกตัว แต่ถ้าต้องการฟัง Ogg บน Windows Media Player นั้นจำเป็นต้องติดตั้งตัวถอดรหัสเพิ่มครับ หาได้จากเว็บไซท์ของโครงการ OggDS (http://tobias.everwicked.com/oggds.htm) ส่วนบน Apple iTunes นั้นยังไม่สามารถทำได้



แต่บนเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลพกพานั้น Ogg แทบไม่เป็นที่รู้จัก อาจเป็นเพราะว่าเป็นสมบัติของสาธารณะ เลยไม่มีแรงผลักดันทางการตลาดกับผู้ผลิตเครื่อง แต่อย่าลืมว่าไม่ว่า MP3, WMA หรือ AAC ต่างก็เป็นฟอร์แมทที่มีเจ้าของ มีโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บเงินค่าใช้งาน ส่วน Ogg นั้นรับประกันได้ว่าจะยังฟรีตลอดไป แต่อนาคตฟอร์แมตใดจะครองความเป็นเจ้านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เรื่องสิทธิบัตรอย่างเดียว ต้องรอดูกันต่อไปครับ