Open Source

โปรแกรมกราฟฟิคบนลินิกซ์นั้นมักจะเป็นคำถามยอดนิยมอยู่เสมอ ผู้ใช้ที่ต้องใช้งานกราฟฟิคหนักๆ อยากจะรู้ว่า ถ้าต้องย้ายมาทำงานบนลินิกซ์แล้ว มี Photoshop ให้ใช้หรือไม่ อันนี้ชาวโอเพ่นซอร์สก็มักจะตอบแบบไม่ต้องคิดเลยครับ ว่ามีโปรแกรม The GIMP ที่ทำงานได้ในระดับเดียวกันให้ใช้ เมื่อ Photoshop มีตัวตายตัวแทนไปแล้ว คำถามถัดๆ มาก็มักจะเป็นมี Illustrator ให้ใช้มั้ย หรือมี Dream Weaver หรือเปล่า ถ้าเป็นโปรแกรมตระกูลวาดเส้นแบบเดียวกับ Adobe Illustrator หรือ Corel Draw! นั้น บนลินิกซ์นั้นมี Sodipodi เป็นโปรแกรมวาดเส้นแบบเวคเตอร์ (เจ้า Sodipodi นี่ติดไว้ก่อนนะครับ จะเขียนถึงคราวหลัง)



ถ้าเป็นโปรแกรมออกแบบเว็บเพจแบบ Dream Weaver ผมก็ยังไม่เคยเห็นที่มีความสามารถขนาดนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าใครสร้างเว็บแล้วชอบเขียนโค้ด HTML โดยตรงมากกว่า (แบบผม) วันนี้มีโปรแกรม Quanta Plus มาแนะนำครับ



ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า โปรแกรมสร้างและออกแบบเว็บเพจแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ แบบแรกเรียกว่า HTML Editor คือเราต้องเขียนโค้ด HTML เองโดยตรง โดยโปรแกรมจะคอยอำนวยความสะดวกให้ เช่น ตรวจว่าแทก HTML ที่ใส่ไปนั้นถูกต้องรึเปล่า อีกแบบหนึ่งเรียกว่า WYSIWYG (What You See Is What You Get) คือ โปรแกรมที่เราเหมือนกับวาดตัวเว็บเพจขึ้นมา ลากตารางมาใส่ ลากรูปมาแปะ โปรแกรมออกแบบเว็บดังๆ เช่น Macromedia Dream Weaver, Frontpage, NetObject Fusion ก็อยู่ในหมวดนี้ครับ



ส่วน Quanta Plus นั้นเป็น HTML Editor ถ้าใครเคยใช้โปรแกรม Home Site ซึ่งเป็น HTML Editor ชื่อดังบนวินโดว์ จะพบว่าหน้าตาเหมือนกันเปี๊ยบเลย ใช้งานได้ไม่ยาก (Home Site เดิมเป็นของบริษัท Allaire ปัจจุบันโดน Macromedia ซื้อไปแล้ว)



เมื่อเปิด Quanta Plus ขึ้นมา หน้าต่างจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกคือ ทูลบาร์หลัก มีปุ่มที่ใช้งานโปรแกรมทั่วๆ ไปเช่น New, Save ส่วนถัดมาคือส่วนเอกสาร HTML ที่เราจะสร้างขึ้น ในกรอบเอกสารนี้จะมีทูลบาร์รอง (ดูภาพประกอบ) ซึ่งประกอบด้วยปุ่มที่เกี่ยวกับแทก HTML แยกกันตามประเภทของแทก (คล้ายกับทูลบาร์ของ Delphi) ส่วนแถบทางด้านซ้ายมือนั้นเรียกว่า Tree ครับ อันนี้ถือเป็นฟีเจอร์ของ Quanta Plus ได้เลย



Tree นี้แบ่งย่อยเป็นอีก 5 ชนิด อย่างแรกคือบอกโครงสร้างไฟล์และไดเรคทอรีเหมือนกับ Windows Explorer ยังไงยังงั้น อย่างที่สองคือ Project เอาไว้รวบรวมไฟล์ของเว็บไซท์เราให้เป็นหมวดหมู่ อย่างที่สามคือ Template หรือเอกสารต้นแบบ เราสามารถสร้างขึ้นมาและเก็บไว้ในนี้ได้ อันที่สี่อาจจะแปลกนิดหน่อยครับ มันเรียกว่า Structure Viewer หรือ DOM Viewer ถ้าใครเคยพัฒนางานเกี่ยวกับ XML นั้นอาจจะคุ้นกับคำว่า DOM (Document Object Model) มาบ้าง ภาษาตระกูล Markup อย่าง HTML หรือ XML นั้นใช้แทกเป็นหลัก และจะมีแทกย่อยๆ ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ลงไปเรื่อยๆ เช่น ใน HTML แทก นั้นเป็นแทกลูกของแทก แต่ถ้าเอกสารยาวและซับซ้อนมาก การที่แสดงโค้ดขึ้นมาเพียงหน้าเดียวที่มองเห็นบนหน้าจอนั้น อาจมองไม่เห็นภาพรวมของเอกสาร แถบ Structure View เลยมีไว้ให้เรามองโครงสร้างของแทกต่างๆ ที่เรียงซ้อนกันอยู่ได้ง่ายขึ้นครับ



Tree แบบสุดท้ายนั้นคือ Help ครับ ที่ไม่ธรรมดาคือ Help นี้ไม่เพียงสอนการใช้งานโปรแกรมเท่านั้น แต่ยังได้ให้คู่มืออ้างอิง (Reference)ของภาษาที่ใช้บ่อยๆ มาถึง 4 ภาษา คือ HTML, PHP, Java Script และ CSS จากประสบการณ์ในการพัฒนาเว็บเพจของผมเองนั้นพบว่า ต้องหา Reference มาอยู่ใกล้มือเสมอ เพราะบางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่าโค้ดพวกนี้เขียนอย่างไร ดังนั้นการที่ Quanta Plus มี Reference มาให้ในตัวและยังใช้งานได้สะดวก ถือเป็นฟีเจอร์ที่ผมชอบมากใน Quanta Plus เลยทีเดียว



Quanta Plus นั้นมีฟีเจอร์มาตรฐานครบครัน เช่น การคาดเดาแทกที่เราพิมพ์ลงไป ถ้าเราพิมพ์ <b โปรแกรมจะขึ้นเมนูมาให้เลือกว่าต้องการพิมพ์แทกอะไร เช่น <b> หรือ <body> แถมยังเติมแทกปิดให้อัตโนมัติอีกด้วย เช่น <u> จะเติม </u> ให้ทันที ตัว Editor ของ Quanta Plus นี้ใช้ตัวเดียวกับ Text Editor ของ KDE ครับ เลยทำให้มันสามารถแสดงสีแทกของภาษาต่างๆ ได้เยอะมาก ตั้งแต่ภาษาโปรแกรมมิ่งพวก C, C++, Java ภาษาสคริปต์อย่าง JavaScript, Perl จนไปถึงภาษาที่ใช้ออกแบบเลเวลในเกม Unreal ส่วนข้อเสียก็มีบ้างตามสมควร เช่น หน้าตาในหน้าต่าง Option นั้นยังรกไปหน่อย และ Template ที่ควรจะมีมาให้บ้างนั้นแทบไม่มีเลย



การลงโปรแกรม Quanta Plus ถ้าใช้ลินิกซ์ทะเล 5.0 หรือ RedHat 9 นั้นก็ลงได้สะดวกมาก เลือกไปที่เมนู ปรับแต่งระบบ และ Packages ตัว Quanta Plus จะอยู่ในหมวด Graphical Internet ครับ ติ๊กถูกที่เครื่องหมายหน้าชื่อ Quanta แล้วกดปุ่ม Update ตัวจัดการโปรแกรมจะเรียกหาแผ่นซีดีที่ต้องการ แค่นี้ก็เรียบร้อยแล้ว เมื่อติดตั้งเสร็จ โปรแกรมจะอยู่ในเมนู การพัฒนาโปรแกรม และเมนูย่อย เพิ่มเติมครับ เว็บไซท์ของ Quanta Plus นั้นอยู่ที่ http://quanta.sourceforge.net 

Ximian XD2

เคยเล่าเรื่องบริษัท Ximian ที่เพิ่งจะถูกบริษัท Novell ซื้อไปบ้างแล้วเมื่อคราวก่อนๆ อาจจะสงสัยกันว่าบริษัทนี้มีอะไรน่าสนใจ Novell ถึงต้องซื้อ Ximian เดิมชื่อว่า Helix Code ครับ ก่อตั้งโดยนาย Miguel De Icaza ชาวเม็กซิโก ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งโครงการ Gnome ด้วย Ximian เลยทำอะไรหลายๆ อย่างสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับลินิกซ์และ Gnome เช่น Evolution ซึ่งเป็นโปรแกรมอีเมล์/กรุปแวร์ ที่เรียกได้ว่าดีที่สุดบนลินิกซ์ ลินิกซ์เกือบทุกตัวนั้นมี Evolution ให้มาด้วยเสมอ นอกจาก Evolution แล้ว Ximian มีโปรแกรม Red Carpet ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยอัพเดตซอพท์แวร์ในเครื่องโดยอัตโนมัติ (คือดาวน์โหลดและติดตั้งให้เสร็จเรียบร้อย) ไว้ขายลูกค้าที่เป็นองค์กร เพราะผู้ดูแลระบบสามารถอัพเดตซอพท์แวร์ได้สะดวกขึ้น อีกอย่างหนึ่งที่ Ximian ทำ คือ นำ Gnome ซึ่งเป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สมาปรับแต่งให้สวยงาม และใช้งานได้สะดวกขึ้น ภายใต้ชื่อว่า Ximian Desktop



วันนี้เรามาลองเล่น Ximian Desktop ตัวใหม่กันครับ Ximian Desktop เวอร์ชัน 2 หรือเรียกชื่อย่อว่า XD2 นั้นเพิ่งออกมาไม่นาน โดย XD2 นำ Gnome 2.2 มาพัฒนาต่อให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น (ปัจจุบัน Gnome ออกถึงรุ่น 2.4) ก่อนอื่นก็เข้าไปที่เว็บไซท์ของบริษัท Ximian ที่ www.ximian.com/products/desktop จะพบกับรายละเอียดต่างๆ ของ XD2 ดาวน์โหลดและติดตั้ง



ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า XD2 ตัวนี้มีขนาดใหญ่มาก ที่ดาวน์โหลดมาแบบปกติไม่ได้ปรับแต่งอะไร มีขนาดถึง 360 เมกะไบต์เลย ดังนั้นแนะนำว่าควรใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงดาวน์โหลดมาเป็นอย่างยิ่งนะครับ เครื่องที่ผมใช้ทดสอบเป็น AthlonXP 2600 พร้อมระบบปฏิบัติการ RedHat Linux 9 ในเว็บไซท์ระบุว่าสนับสนุนระบบปฏิบัติการ RedHat 7.3, 8.0, 9 และ SuSE 8.2 เมื่อเตรียมเครื่องพร้อมแล้ว ก็รันเป็น root แล้วเปิดหน้าต่าง terminal ขึ้นมา พิมพ์คำสั่ง

wget -q -O - http://go.ximian.com |sh

จะเริ่มทำการดาวน์โหลดตัวติดตั้ง XD2 เข้ามาในเครื่องของเรา กด Enter 2-3 ที จะเห็นตัวติดตั้ง XD2 โผล่ขึ้นมาครับ เราก็ตอบคำถามเล็กน้อย เช่น ต้องการติดตั้ง XD2 และเลือกซอพท์แวร์ที่ต้องการ ตรงนี้ก็ไม่ต้องปรับอะไรมาก ซอพท์แวร์พิเศษอย่าง adobe acrobat หรือ real player นั้นต้องเป็นเวอร์ชันจ่ายเงิน ถึงจะใช้งานได้ ถัดมาเป็นการเลือก mirror site ที่จะทำการดาวน์โหลด (เลือกใกล้ๆ จะได้เร็วๆ ผมเลือกที่ออสเตรเลีย) แล้วก็รออย่างเดียวเลย เมื่อโปรแกรมทำการดาวน์โหลด XD2 ทั้งหมดแล้ว ก็จะเริ่มติดตั้ง XD2 ลงในเครื่องของเรา [Screenshot 1 Screenshot 2] เมื่อกระบวนการทั้งหมดเสร็จแล้ว ตัวติดตั้งจะทำการ restart X-Window เพื่อเริ่มทำงาน XD2


XD2





Ximian Desktop 2

พอ restart X-Window แล้ว เข้าสู่หน้าจอล็อกอินตามปกติ ให้ใส่ username และ password เหมือนเดิมครับ เพียงแต่คลิกที่ปุ่ม Session ด่านล่าง ควรจะเห็น Ximian Desktop 2 โผล่ขึ้นมาแล้ว ให้เลือกอันนี้ เมื่อกด Enter อีกที ก็จะเห็นหน้าตาของ XD2 เป็นเงารูปลิง ซึ่งเป็นโลโก้ของบริษัท Ximian โผล่ขึ้นมา การทำงานครั้งแรกนั้น XD2 จะถามว่า ต้องการให้ไอคอนบนเดสก์ทอปนั้นเป็นเหมือนเดิมที่เราเคยใช้บน Gnome/KDE หรือต้องการชุดไอคอนใหม่ที่ XD2 เตรียมไว้ให้ ถ้าเลือกอย่างหลัง ก็ไม่ต้องกลัวว่าไอคอนเก่าๆ จะหายไป เพราะ XD2 จะทำการแบ็คอัพไว้ให้แล้ว



หน้าจอเริ่มต้นของ XD2 ดูโล่งๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ ไอคอนมาตรฐานบนเดสก์ทอปมี 4 อัน คือ My Computer (เหมือนกับของวินโดว์ คือมีซีดีรอม ฟลอปปี้ดิสก์ และการปรับแต่งระบบ) ถัดมาเป็น Home ของเรา (เหมือนกับ My Document), ถังขยะ และแบ็คอัพของไอคอนเดิมที่เราสั่งให้เก็บไว้เมื่อกี้นี้ [Screenshot]



ส่วนที่แปลกออกไปคือทาสก์บาร์ครับ จากทาสก์บาร์ด้านล่างที่ใช้กันในวินโดว์ และลินิกซ์ยี่ห้อต่างๆ ใน XD2 นี้มีทาสก์บาร์มาให้ถึง 2 อันเลยทั้งขอบบนและล่าง ด้านบนจะเป็นเมนูในการเรียกโปรแกรม (เหมือนกับปุ่ม Start) และ System Tray Icon ส่วนด้านล่างนั้นจะเป็นโปรแกรมที่เปิดขึ้นมาในขณะนั้น, ปุ่มย่อหน้าต่างทั้งหมด และปุ่มเลือกเดสก์ทอป (ดูภาพประกอบ) เมนูในการเรียกโปรแกรมด้านบนจะมี 3 อัน อันแรกคือ Programs ประกอบด้วยโปรแกรมต่างๆ ทั้งจาก RedHat เดิม และโปรแกรมใหม่ๆ ที่มากับ XD2 เรียงเป็นหมวดหมู่ชัดเจน ใครที่เคยงงกับโปรแกรมชื่อแปลกๆ บนลินิกซ์นั้นก็ไม่ต้องงงอีกแล้ว เพราะว่า XD2 ได้เปลี่ยนชื่อเหล่านั้นเป็นคำอธิบายแทน เช่น Text Editor หรือ Web Browser ส่วนโปรแกรมอื่นๆ นั้นซ่อนอยู่ในเมนูย่อย More [Screenshot]



เมนูอันถัดมาคือ System ส่วนการปรับแต่งต่างๆ การค้นหาไฟล์, Run… และออกจากระบบอยู่ในหมวดนี้ ส่วนเมนูสุดท้ายคือ Help ครับ ด้านขวาของทาสก์บาร์อันบนเป็น Quick Launch เหมือนกับวินโดว์ เป็นการเอาไอคอนของโปรแกรมที่ใช้บ่อยๆ 3 อัน คือ Web Browser, E-Mail และ Office ออกมาไว้ให้ใช้ได้สะดวกๆ รูปร่างหน้าตาโดยรวมของ XD2 นั้นใช้ธีมเฉพาะของ XD2 เองชื่อว่า Industrial ที่ต้องบอกเลยว่า เป็นธีมที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นบนลินิกซ์ทุกตัว (เทียบกับธีมต่างๆ ที่มีให้ดาวน์โหลดทั่วไป และธีมเฉพาะตัวของลินิกซ์บางยี่ห้อ เช่น RedHat Bluecurve และ Mandrake Galaxy) ฟอนต์ที่ใช้นั้นเป็นฟอนต์ลิขสิทธิ์ของบริษัท BitStream เมื่อประกอบกับการทำ Anti Alias แล้ว ทำให้ฟอนต์ของ XD2 นั้นชัดเจน และอ่านง่ายมาก [Screenshot]



โปรแกรมต่างๆ

XD2 นั้นใช้โปรแกรม Galeon เป็นเว็บบราวเซอร์ แทนที่จะเป็น Mozilla เหมือนลินิกซ์ตัวอื่นๆ (Galeon เป็นลูกหลานของ Mozilla ครับ ใช้เอ็นจินเดียวกัน ดังนั้นหน้าเว็บที่ได้จะหน้าตาเหมือนกัน) โดย Galeon นี้คุณสมบัติไม่เป็นรอง Mozilla เลย สามารถใช้ Tab Browsing ได้เหมือนกัน ปุ่มลัดต่างๆ ก็เหมือนกัน ทำให้คนที่เคยใช้ Mozilla มานั้นสามารถใช้ได้สะดวก ที่น่าประทับใจกว่านั้นคือ Galeon ให้ทูลบาร์ Google ฒาด้วย ทำให้เราสามารถ Search Google ได้จากทูลบาร์โดยตรง เท่าที่ลองดูการใช้งานภาษาไทยบน Galeon ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ [Screenshot]



ส่วนของอีเมล์นั้นแน่นอนว่าต้องเป็น Evolution อีเมล์ตัวเก่งของ Ximian เอง Evolution นั้นหน้าตาเหมือน Outlook มาก ทำอะไรที่ Outlook ทำได้เกือบหมด สามารถทำตารางนัดหมายและปฏิทินได้ ในรุ่นที่ต้องซื้อนั้นได้เพิ่มความสามารถในการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ที่เป็น Microsoft Exchange ได้ด้วย (ในกรณีที่บริษัทนั้นซื้อ Exchange มาใช้งานแล้ว) เพียงแต่รุ่นนี้ยังใช้งานภาษาไทยไม่ได้ครับ [Screenshot] สำหรับโปรแกรมด้าน Office ใน XD2 นั้นก็เป็น OpenOffice.org (บรรพบุรุษของ OfficeTLE และปลาดาวบ้านเรา) เหมือนกับลินิกซ์ตัวอื่นๆ แต่สิ่งที่พิเศษไปกว่านั้นคือ OpenOffice.org ตัวนี้เป็นรุ่นพิเศษของ Ximian เอง ที่ได้ปรับไอคอนของ OpenOffice.org (ที่ไม่ค่อยสวยเท่าไรนัก) ให้มาใช้ไอคอนชุด Industrial ทำให้หน้าตาดูดีขึ้นเยอะ ผมลองอ่านเอกสาร Word ภาษาไทย ก็ไม่มีปัญหาอะไรเช่นกันครับ [Screenshot]



สรุป

อีกอย่างหนึ่งที่ ผมประทับใจมากคือความเร็วครับ XD2 นั้นได้ปรับแต่ง Gnome ที่เราเคยใช้ใน RedHat อย่างเต็มที่ ทำให้มันทำงานได้เร็วมากเลยทีเดียว การทำงานต่างๆ นั้นลื่นกว่า Gnome ของ RedHat จนรู้สึกได้ (ตอนแรกคิดว่าคิดไปเอง แต่อ่านรีวิว XD2 บนเว็บ เค้าก็ว่าอย่างนี้เหมือนกัน) เมื่อรวมกับหน้าตาที่ต้องบอกว่าสวยและใช้งานได้ง่ายแล้ว ทำให้ XD2 เป็นระบบเดสก์ทอปบนลินิกซ์ที่น่าประทับใจมาก ถ้าไม่ติดที่ Evolution นั้นไม่สามารถใช้ภาษาไทยได้ และขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ทำให้ลำบากในการดาวน์โหลด (เวอร์ชันซีดีขายราคา 99 ดอลล่าห์) ถ้าใครมีอินเทอร์เนตความเร็วสูงใช้อยู่ แนะนำอย่างยิ่งให้ลองเอา XD2 มาใช้ครับ

GNOME 2.4

จุดเด่นหนึ่งของลินิกซ์ในด้านเดสก์ทอป คือ เราสามารถเลือกใช้ระบบจัดการเดสก์ทอป (บนลินิกซ์เรียกว่า Desktop Environment) ที่ชอบได้อย่างอิสระ เนื่องจากว่า ส่วนติดต่อกับผู้ใช้ (ในที่นี้ก็คือ Desktop Environment) กับ ตัวระบบปฏิบัติการ (ตัวเคอร์เนลลินิกซ์) นั้นแยกจากกันโดยสถาปัตยกรรมอยู่แล้ว ต่างจากวินโดว์หรือแมคอินทอช ที่ทั้งสองส่วนนี้ผูกติดกันไว้ ระบบเดสก์ทอปดังๆ บนลินิกซ์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีอยู่ 2 ตัว คือ KDE (Kool Desktop Environment) กับ GNOME (Gnu Network Object Model Environment)



แรกเริ่มเดิมทีนั้น โครงการ KDE เกิดขึ้นก่อน โดยมีพื้นฐานมาจากไลบรารี Qt ของบริษัท Troll Tech ประเทศนอรเวย์ แต่ลิขสิทธิ์ของ Qt ในเวอร์ชันแรกๆ นั้นไม่ได้เป็นโอเพ่นซอร์ส (แต่ตัว KDE เอง นั้นโอเพ่นซอร์สตั้งแต่แรกนะครับ) เพราะบริษัท Troll Tech นั้นหวังจะหารายได้จากค่าลิขสิทธิ์ส่วนนี้ด้วย ทำให้มีนักพัฒนาบางส่วนที่ต้องการสิ่งที่เป็นโอเพ่นซอร์สจริงๆ จึงได้พัฒนา GNOME ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ในภายหลัง บริษัท Troll Tech ได้เปลี่ยนแปลงลิขสิทธิ์ของ Qt ให้เหมาะสมกับโอเพ่นซอร์สมากขึ้น แต่นักพัฒนาของทั้งโครงการ GNOME และ KDE ก็ยังพัฒนางานของตัวเองต่อไปเช่นเดิม โดยไม่มีแนวโน้มว่า ทั้งคู่จะรวมตัวกันได้ หรือตัวใดตัวหนึ่งจะเสื่อมความนิยมลงจนเลิกไป เวอร์ชันล่าสุด KDE คือ 3.1 ส่วน GNOME นั้นเพิ่งจะออกเวอร์ชันล่าสุดคือ 2.4 มาเมื่อเดือนที่แล้ว คงต้องใช้เวลาอีกซักพักที่ลินิกซ์ยี่ห้อต่างๆ จะนำไปใช้งาน วันนี้เราจะมาดูกันว่า มีอะไรใหม่บ้างใน GNOME 2.4 ครับ


gnome24about



GNOME Human Interface Guideline

ชื่อเต็มๆ ของ GNOME 2.4 คือ GNOME 2.4 Desktop & Development Platform ที่มีคำว่า Platform อยู่ในชื่อด้วย หมายความว่า GNOME นั้นเป็นระบบที่สมบูรณ์สำหรับการทำงานบนเดสก์ทอป ไม่ใช่มีแต่ตัวจัดการเดสก์ทอปเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีโปรแกรมต่างๆ ที่จำเป็นต่อการใช้งานทั่วๆ ไปบนเดสก์ทอปมาให้ด้วย เช่น เว็บบราวเซอร์ หรือ โปรแกรมจดบันทึกแบบโน้ตแพด สิ่งที่เป็นฟีเจอร์หลักๆ ของ GNOME 2.4 เลยคือหน้าตาโดยภาพรวมของมันนั้น “เป็นมิตร” กับผู้ใช้มากขึ้น เดิมทีนั้นอินเทอร์เฟซของโปรแกรมต่างๆ บน GNOME มักจะมั่วๆ โปรแกรมใครโปรแกรมมัน จุดที่ใช้ตั้งค่าโปรแกรมนั้นก็แล้วแต่ผู้เขียนโปรแกรมจะกำหนดให้อยู่ที่ไหน ทำให้เรามักจะเกิดอาการหาฟีเจอร์บางอย่างไม่เจออยู่เสมอ ในเวอร์ชัน 2.4 นี้โปรแกรมต่างๆ ได้ถูกจัดระเบียบเสียใหม่ ให้มีหน้าตาสม่ำเสมอขึ้น โดยอิงจากมาตรฐาน GNOME Human Interface Guideline (HIG) ซึ่งสนับสนุนโดยบริษัทซันไมโครซิสเต็ม เพื่อให้อินเทอร์เฟซของ GNOME ดูดีและใช้งานง่าย แถมยังมีคุณสมบัติพิเศษสำหรับผู้พิการ เช่น คีย์บอร์ดบนหน้าจอ หรือแว่นขยายหน้าจอ แบบเดียวกับของวินโดว์



ไอคอนแบบ SVG

คุณสมบัติใหม่อีกอย่างหนึ่งของ 2.4 คือ ไอคอนบนเดสก์ทอป เปลี่ยนมาใช้ไฟล์แบบ SVG (Scalable Vector Graphic) จากที่เคยใช้เป็น PNG ไฟล์ SVG นั้นเป็นการเก็บข้อมูลภาพเป็นแบบเวคเตอร์แทนที่จะเป็นบิทแมปเหมือนกับ GIF หรือ PNG ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติว่าเรามีสี่เหลี่ยมอยู่หนึ่งภาพ ถ้าเก็บภาพนี้เป็นบิทแมป เราจะเก็บข้อมูลสีจุดต่อจุดจนครบทุกจุดที่ต่อกันเป็นรูป แต่ถ้าเป็นเวคเตอร์นั้น เราจะเก็บเป็นสมการว่า สี่เหลี่ยมเกิดจากเส้นสี่เส้น ลากจากจุดนี้ไปยังจุดอื่นๆ เมื่อทำการแสดงผลบนจอภาพ ภาพแบบ SVG นั้นจะถูกคำนวณแล้ววาดลงหน้าจอใหม่ทุกครั้ง ทำให้ความคมชัดของภาพนั้นจะคงเดิม ไม่ว่าภาพจะถูกย่อหรือขยาย แต่ถ้าเป็นบิทแมปนั้นเราจะเห็นภาพแตกเป็นเม็ดๆ แทน ไฟล์ SVG นั้นเก็บข้อมูลแบบ XML และเป็นมาตรฐานของ W3C


gnome24about



เว็บบราวเซอร์ Epiphany

อีกอย่างหนึ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดคือ โปรแกรมใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในเวอร์ชันนี้ ปกติแล้วลินิกซ์เกือบทุกค่ายเลือกใช้เว็บบราวเซอร์ Mozilla แต่ว่า Mozilla นั้นพัฒนาขึ้นมาจากไลบรารี XPFE ของตัวเอง ส่วนโปรแกรมต่างๆของ GNOME ใช้ไลบรารี GTK+ ทำให้ยากต่อการปรับแต่งให้หน้าตาของโปรแกรมนั้นเป็นแนวทางเดียวกัน เลยมีความพยายามที่จะนำเอาเอ็นจินแสดงผลเว็บเพจ Gecko ของ Mozilla มาใช้กับ GTK+ และผลของความพยายามนี้คือ เว็บบราวเซอร์อย่างเป็นทางการของ GNOME ชื่อ Epiphany ที่มีฟีเจอร์ต่างๆ เหมือนกับ Mozilla เช่น แท็บ หรือตัวจัดการคุกกี้ แถมยังใช้งานง่ายและเข้ากับโปรแกรมอื่นๆ ของ GNOME ได้



ฟีเจอร์อื่นๆ

ในวินโดว์เวอร์ชันหลังๆ เราสามารถจะเล่นไฟล์เพลง หรือวิดีโอจากตัว Explorer ได้โดยตรงโดยไม่ต้องมีโปรแกรมช่วย บน GNOME 2.4 นั้นมีการพัฒนาในส่วนนี้เช่นกัน หัวใจหลักอยู่ที่ระบบ Gstreamer ที่สนับสนุนให้เล่นไฟล์มัลติมีเดียนานาชนิดผ่าน File Manager ของ GNOME ที่ชื่อว่า Nautilus ตัว Nautilus เองในเวอร์ชันใหม่นี้ได้เพิ่มฟีเจอร์การเขียนแผ่นซีดีในตัว โดยไม่ต้องลงโปรแกรมเพิ่ม คุณสมบัติใหม่ที่สำคัญอีกอย่างคือ GNOME 2.4 ได้เพิ่มการแสดงผลภาษาต่างๆ อีกมากผ่านระบบแสดงภาษาชื่อ Pango ทำให้เราสามารถแสดงตัวอักษรหลายภาษา เช่น ไทย กับ ญี่ปุ่น ได้ในหน้าจอเดียวกัน แถมยังแสดงภาษาตระกูลฮีบรูว์ที่อ่านจากขวามาซ้ายได้อีกด้วย

อาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ขนาดช็อควงการลินิกซ์อยู่ 2 ข่าวครับ อย่างแรกเลย คือ บริษัท Red Hat ซึ่งเป็นผู้ผลิตลินิกซ์ดิสทริบิวชันอันดับ 1 ของโลก ประกาศเลิกทำ Red Hat Linux เสียแล้ว ส่วนอีกข่าวหนึ่งที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือ บริษัท Novell เข้าซื้อกิจการบริษัท SuSE จากเยอรมันเจ้าของ SuSE LINUX ที่ถือได้ว่าเป็นลินิกซ์อันดับ 2 ของโลก วันนี้ว่ากันที่ข่าวแรกก่อนครับ ส่วนเรื่อง Novell ซื้อ SuSE ไว้อาทิตย์หน้าครับ



Red Hat ประกาศเลิกทำ Red Hat Linux



อ่านพาดหัวแล้วอย่าเพิ่งตกใจไปครับ บริษัท Red Hat ไม่ได้ออกจากธุรกิจลินิกซ์แต่อย่างใด เพียงแต่หยุดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Red Hat Linux (RHL) ซึ่งเป็นลินิกซ์ตัวที่ชาวบ้านทั่วไปอย่างเราๆ ใช้กัน ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Red Hat 8 หรือ Red Hat 9 นั่นล่ะครับ โดย Red Hat หันไปทุ่มให้กับผลิตภัณฑ์ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) แทน สังเกตชื่อผลิตภัณฑ์ดีๆ นะครับว่า RHL กับ RHEL มันเป็นคนละตัวกัน จากชื่อของ Red Hat Enterprise Linux นั้นบอกชัดเจนว่า Red Hat หันมาจับกลุ่มลูกค้าบริษัทและองค์กรแทน



อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมถึงทำอย่างนี้? แล้วเราจะไปใช้ลินิกซ์ตัวไหนแทนดีล่ะ? อันนี้ต้องตอบทีละคำถามครับ สาเหตุที่ Red Hat หยุดการพัฒนา Red Hat Linux จะว่าไปแล้วก็มีเพียงสาเหตุเดียวคือเรื่องเงินครับ



จากเดิมนั้นลินิกซ์เป็นซอพท์แวร์เสรีที่ใครจะไปดาวน์โหลดมาใช้ก็ได้ (แต่ไม่สะดวกนัก) เลยมีบริษัทที่เรียกว่าลินิกซ์ดิสทริบิวชันอย่าง Red Hat หรือว่า SuSE หากินจากความสะดวกตรงนี้ โดยรวมตัวระบบปฏิบัติการลินิกซ์กับซอพท์แวร์ที่จำเป็น เรียกว่า ลินิกซ์ดิสทริบัวชัน อัดลงซีดี แล้วขายโดยคิดค่าซีดี ค่าคู่มือ และบริการสนับสนุน กำไรจากดิสทริบิวชันนั้น Red Hat ก็นำมาจ้างพนักงานให้พัฒนาลินิกซ์และซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งบริษัทอย่าง Red Hat ก็ใจสปอร์ทพอที่จะเปิดให้ใครก็ได้ดาวน์โหลด Red Hat Linux ไปใช้งานได้ฟรีๆ (โดยไม่มีบริการสนับสนุนหรือคู่มือให้ สำหรับคนที่ดาวน์โหลด) โมเดลทางธุรกิจดิสทริบิวชันลินิกซ์แบบนี้มีมานานพอสมควร และเป็นแบบอย่างให้ดิสทริบิวชันหลายยี่ห้อทำตามอย่าง



ปัญหาอยู่ที่ว่า การแจกตัวลินิกซ์ดิสทริบิวชัน ทำให้รายได้ของบริษัทในส่วนนี้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร ในขณะที่บริษัทไอทียุคดอทคอมเริ่มล่มสลาย งบประมาณทางด้านไอทีก็เริ่มถูกจำกัดลง ทำให้ลินิกซ์ดิสทริบิวชันต่างๆ เริ่มหาทางอยู่รอด อย่าง Mandrake ต้องเสียเงินสมัครเป็นสมาชิก Mandrake User Club ก่อน ถึงจะสามารถดาวน์โหลด Mandrake Linux ได้ หรือ SuSE นั้นหันมาขายเป็นซีดีอย่างเดียว โดยไม่เปิดให้ดาวน์โหลดเลย



สองบริษัทนี้เปลี่ยนนโยบายมาเป็นแบบนี้มานานพอสมควร พอมาคราวนี้ถึงคิวของ Red Hat เอง จึงไม่น่าแปลกใจมากนักครับ



ประกาศอย่างเป็นทางการของ Red Hat คือ จะหยุดให้บริการสนับสนุน Red Hat Linux 7.x และ 8.x ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ส่วน Red Hat Linux 9 นั้นจะเป็นเดือนเมษายนปีหน้า และหยุดการพัฒนา RHL นั่นหมายความว่าเราจะไม่เห็น Red Hat 10 อีกต่อไป ถ้าลองเปิดเว็บไซท์ของ Red Hat ดูจะเห็นว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ Red Hat Linux 9 ในหน้าเว็บแล้ว ในหน้าแรกของเว็บไซท์ยังมีประกาศให้ผู้ใช้ Red Hat Linux นั้นเตรียมตัวย้ายไปใช้ลินิกซ์อีกตัวของบริษัท คือ Red Hat Enterprise Linux แทนด้วย



Red Hat Enterprise Linux



สิ่งที่ Red Hat อยากให้พวกเราเปลี่ยนไปใช้นั้นเป็นผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า Red Hat Enterprise Linux ที่เดิมทีออกมาจับตลาดเซิร์ฟเวอร์ โดย RHEL นี้มีอยู่ 3 รุ่นครับ



รุ่นเล็กสุดคือ WS (Work Station) สำหรับงานทั่วๆ ไปในบริษัท ถัดมาคือ ES (Enterprise Server) ไว้ทำงานเซิร์ฟเวอร์ทั่วๆ ไป เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือเมล์เซิร์ฟเวอร์ ส่วนตัวบนสุดคือ AS (Advance Server) จับลูกค้าเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ เช่น เซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล เจ้า RHEL นี้ทำเงินให้ Red Hat มากทีเดียว มาดูราคาของมันบ้าง ราคาของ RHEL นี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา รุ่น WS ที่เราน่าจะมีโอกาสใช้กันมากที่สุดราคา 179 เหรียญ จากเดิมที่ RHL9 นั้นราคาเพียง 40 เหรียญ ทาง Red Hat เองได้คลอด RHEL v.3 มารับการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้โดยเฉพาะ



เราจะเห็นว่า Red Hat หันมาทุ่มตลาดองค์กร (Enterprise Server/Enterprise Desktop) เต็มตัว โดยไม่เหลียวแลตลาดผู้ใช้ตามบ้าน (Consumer Desktop) อีกต่อไป เพราะบริษัทหันไปมุ่งที่จะขายการสนับสนุน ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อ มากกว่าจะขายตัวผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าปลีกเหมือนที่เคยทำมา แต่ว่าจริงๆแล้ว มรดกของ Red Hat Linux ยังคงอยู่ครับ แต่ว่ามันกลายไปเป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มตัวใต้ชื่อ Fedora



Fedora Project



ในเว็บไซท์ของ Red Hat นั้นมีทางเลือกให้กับลูกค้าเก่าของ RHL อยู่สองทางเลือก อย่างแรกคือ ยอมเสียเงินเพิ่มหันไปใช้ RHEL หรือ อย่างที่สอง ไปใช้ Fedora แทน



เดิมทีถึง Red Hat Linux จะเป็นซอพท์แวร์เสรี แต่การพัฒนา RHL นั้นทำโดยพนักงานของ Red Hat เองเท่านั้น (Open Source แต่ไม่ Open Development) ทำไปทำมา มีอาสาสมัครอยู่กลุ่มหนึ่งอาสาดูแลโปรแกรมใน RHL ในชื่อโครงการ Fedora โดยเหมือนเป็นการพัฒนาคู่ขนานไปกับทีมงานจาก Red Hat แต่เมื่อนโยบายเปลี่ยน บริษัทไม่สนับสนุน RHL อีกต่อไป งานเดิมใน RHL ที่ทำโดยพนักงาน Red Hat ก็ถูกโอนย้ายมารวมกับโครงการ Fedora ที่เป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มตัว ดูแลโดยอาสาสมัคร และแน่นอนว่าไม่มีบริการหลังขาย หรือคู่มือ



ผู้ใช้เดิมของ RHL ที่ไม่ต้องการบริการหลังขายมากนัก สามารถมาใช้ Fedora แทนได้ทันที (เหมือนกับเป็น Red Hat 10 กลายๆ) จากที่ผมได้ลองใช้ Fedora 0.95 มา (ส่วน Fedora 1.0 เพิ่งออกมาไม่กี่วันนี้เอง) ก็พบว่าทำงานได้ดี และหน้าตาไม่ต่างจาก RHL9 มาก โปรแกรมต่างๆ ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นหลายส่วน ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า ลินิกซ์ทะเลตัวหน้า (5.5) นั้นจะพัฒนาต่อจาก Fedora 1.0 นี้เช่นกัน



ความเห็นของผมคือ การเปลี่ยนนโยบายของ Red Hat คราวนี้ ส่งผลกระทบต่อวงการลินิกซ์ (ต่างประเทศ) ค่อนข้างมาก ผู้ใช้ระดับล่างๆ และคนที่มีความรู้เรื่อง Linux บ้างจะย้ายมาใช้ Fedora ส่วนลูกค้าองค์กรนั้นจะไปใช้ RHEL ตามที่ Red Hat หวังจะให้เป็น แต่กลุ่มที่ตัดสินใจค่อนข้างลำบาก คือบริษัทขนาดเล็ก ที่เคยใช้ RHL (ไม่ใช่ RHEL) ในการทำเซิร์ฟเวอร์หรือใช้ในกิจการของบริษัท อาจต้องคิดมาก ว่าจะเลือกจ่ายเพิ่มแล้วไปใช้ RHEL แทน หรือเปลี่ยนยี่ห้อไปใช้ SuSE หรือ Mandrake ที่ยังมีผลิตภัณฑ์ระดับเดียวกันขายอยู่ หรือถ้าพนักงานด้านไอทีมีความรู้ทางลินิกซ์หน่อย อาจจะเลือกใช้ Fedora ก็ย่อมได้



แต่ถ้าเป็นบริษัทในเมืองไทยนั้น ผมคิดว่าไม่มีปัญหามากนักครับ โดยทั่วๆ ไปคนไทยเราก็แทบไม่ได้อาศัยบริการสนับสนุนของซอพท์แวร์อยู่แล้ว เนื่องจากเราใช้ซอพท์แวร์เถื่อนกันจนชิน ถึงจะใช้ลินิกซ์ ก็ใช้ลินิกซ์เวอร์ชันดาวน์โหลด (ซึ่งไม่ผิดกฏหมาย เพียงแต่ไม่มีบริการสนับสนุน) และบริษัทที่ใช้ลินิกซ์ส่วนมากก็มักจะมีผู้ดูแลระบบที่มีความรู้ด้านลินิกซ์อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปนั้น ถ้าใจร้อนก็ไปดาวน์โหลด Fedora 1.0 มาใช้กันได้เลยที่ fedora.redhat.com แต่ถ้ายังรอได้ แนะนำให้รอลินิกซ์ทะเลตัวใหม่ ต้นปีหน้าคงจะได้ใช้กันครับ

มื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เกริ่นเรื่อง บริษัทยักษ์ใหญ่ Novell ได้เข้าซื้อบริษัท SuSE ผู้ผลิตลินิกซ์รายใหญ่สัญชาติเยอรมัน คราวนี้มาเจาะรายละเอียดข่าวใหญ่คับวงการลินิกซ์นี้กันครับ



จริงๆ ตัวเนื้อข่าวก็มีนิดเดียว Novell ซื้อ SuSE ในราคา 210 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการรวมบริษัทจะยังไม่ทำทันทีในช่วงนี้ คงเริ่มประมาณต้นปีหน้า มีรายละเอียดเพิ่มเติมเล็กน้อยตรงที่บริษัท IBM ได้ร่วมควักเงินลงขันซื้อหุ้นใน Novell อีก 50 ล้านเหรียญ ก็เหมือน IBM มีเอี่ยวในแผนด้านลินิกซ์ของ Novell ครั้งนี้กลายๆ ประเด็นสำคัญมีอยู่ดังนี้ครับ ก่อนอื่นเลย Novell เพิ่งเข้าซื้อบริษัทที่ทำซอพท์แวร์ด้านลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สที่ชื่อ Ximian มาก่อนหน้านี้ประมาณสองสามเดือน (ผมเคยเขียนเรื่อง Novell ซื้อ Ximian ไปทีนึงแล้ว สนใจอ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ http://linux.thai.net/~markpeak นะครับ) การซื้อบริษัท SuSE ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับตัวระบบปฏิบัติการลินิกซ์โดยตรงจึงแสดงถึงความมุ่งมั่นของ Novell ที่หันทิศทางของตัวเองมาที่ลินิกซ์อย่างชัดเจน



คุณผู้อ่านบางคนอาจไม่รู้จักบริษัท Novell ลองเปิดเว็บไซท์ของบริษัทดูก็ได้นะครับ ที่ www.novell.com Novell นี้ทำเกี่ยวกับซอพท์แวร์ทางด้านเนตเวิร์คครับ ระบบปฏิบัติการเครือข่าย NetWare เคยสร้างชื่อเอาไว้มากในสมัยที่วินโดว์ยังไม่ครองตลาดเหมือนทุกวันนี้ นอกจากนี้ Novell ยังมีซอพท์แวร์อื่นๆ อีกเยอะ ส่วนมากเกี่ยวกับระบบเครือข่ายภายในองค์กร เช่น ระบบอินทราเนต กรุปแวร์ หรือไดเรคทอรี ตัวอย่างซอพท์แวร์พวกนี้ เช่น GroupWise, ZENWork และ Novell eDirectory อาจจะคุ้นๆ กันบ้างนะครับ



สมัยที่วินโดว์ออกมาใหม่ๆ และยังไม่สนับสนุนการใช้งานเครือข่ายเท่าที่ควร ใครๆ ก็ใช้ NetWare กัน ต่อมาเมื่อไมโครซอพท์ขยายตลาดมากขึ้น ก็เริ่มเข้าตีตลาดของ NetWare ซึ่งเป็นตลาดระบบปฏิบัติการในระดับองค์กรด้วย Windows สายตระกูล NT (ที่เปลี่ยนมาเป็น Windows 2000 และ 2003 ในช่วงหลังนี้) ทำให้ Novell ต้องตกเป็นรองในตลาดนี้เรื่อยมา มาถึงทุกวันนี้สถานการณ์ของ Novell ก็ยังไม่ดีขึ้นนัก หลังจากเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับไมโครซอพท์แล้ว พอลินิกซ์บูม ลูกค้าของ NetWare ที่เหลืออยู่ก็ทยอยเปลี่ยนไปใช้ลินิกซ์ด้วยสาเหตุด้านราคาที่ถูกกว่า ประสิทธิภาพที่ดีกว่า และอีกสาเหตุที่ไม่น่าจะเกี่ยวแต่มีส่วนมากคือ ลินิกซ์กำลังอินเทรนด์



นั่นเป็นสาเหตุให้ Novell ต้องหันมาปรับตัวครับ บริษัทขาดทุนมาหลายไตรมาสตั้งแต่ปี 2001 แล้วแม้ว่า NetWare จะซบเซาลงจนเรียกได้กว่า ใกล้ตาย แต่ซอพท์แวร์ต่างๆ ที่รันอยู่บน NetWare เช่น ระบบแชร์ไฟล์หรือแชร์เครื่องพิมพ์นั้นยังใช้งานได้ดี และผู้ใช้จำนวนมากบอกว่าซอพท์แวร์ด้านนี้ของ Novell นั้นดีกว่าของเจ้าอื่นเยอะ เมื่อปัญหาอยู่ที่ตัวระบบปฏิบัติการ NetWare ก็ต้องแก้ที่ตัวระบบปฏิบัติการ ทำให้เมื่อต้นปี Novell ออกมาแถลงว่า จะมุ่งเน้นมาที่ตลาดลินิกซ์มากขึ้น จนมาเป็นข่าวดังเมื่อเข้าซื้อสองบริษัทใหญ่ด้านลินิกซ์ในครั้งนี้


Novell-SuSE



การควบกิจการคราวนี้ นักวิเคราะห์มองว่าได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าครับ



บริษัท SuSE นั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้ผลิตลินิกซ์อันดับสองของโลก (รองจาก Red Hat) แต่ขนาดบริษัทนั้นคนละเรื่องกันเลย Red Hat มีส่วนแบ่งตลาดถึง 1.8 พันล้านเหรียญ ในขณะที่ SuSE ถูกซื้อไปในราคา 210 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ดังนั้น สิ่งที่ SuSE ซึ่งครองตลาดยุโรปอยู่ต้องการก็คือ เงินทุนจากยักษ์ใหญ่ (กว่า), ฐานลูกค้าเก่าที่ Novell มีอยู่ และลู่ทางในฝั่งอเมริกาที่ SuSE หาเองลำบาก การควบกิจการครั้งนี้ถือว่า SuSE ได้ไปครบตามต้องการเลยครับ



ส่วนฝ่าย Novell เอง SuSE ถือได้ว่าเป็นจิ๊กซอชิ้นสุดท้ายในการบุกตลาดลินิกซ์ เพราะ Novell เองมีซอพท์แวร์ระดับเซิร์ฟเวอร์ในองค์กรอยู่แล้ว สามารถย้ายไปทำงานบนลินิกซ์ได้ไม่ยากนัก (กำลังจะวางตลาด ในชื่อ Novell Nterprise) เมื่อซื้อบริษัท Ximian ก็ได้ Evolution และ Red Carpet ซึ่งเป็นซอพท์แวร์ระดับไคลเอ็นต์ในองค์กรมา รวมถึงได้ความชำนาญด้านลินิกซ์ของ Ximian มา (ผู้ก่อตั้ง Ximian คือนาย Miguel De Icaza เป็นผู้ก่อตั้ง Gnome ตอนนี้กำลังทำโครงการ Mono ซึ่งเหมือนกับ Microsoft .NET บนลินิกซ์) เมื่อซื้อ SuSE อีกบริษัทหนึ่ง ทำให้ Novell มีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับลินิกซ์ครบทุกระดับตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ ซอพท์แวร์ทั้งไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์ เลยทีเดียว



นอกจากสองบริษัทนี้ที่ได้รับผลดีจากการควบกิจการทั้งคู้แล้ว บริษัทแรก ที่ได้รับผลกระทบคือ Red Hat ครับ ตอนนี้กลายเป็นบริษัทลินิกซ์อันดับสองไปซะแล้วหลังจาก Novell ซื้อควบ Ximian/SuSE ทำให้ต่อไปเราจะได้เห็นการฟาดฟันกันของสองคู่นี้อย่างชัดเจนขึ้น



อีกบริษัทที่ได้รับผลเหมือนกันก็คือไมโครซอพท์เจ้าเก่า ถึงตลาดเดสก์ทอปทั่วไปของ WindowsXP จะไม่ค่อยกระทบเท่าไรนัก แต่ถ้าดูจากแนวสินค้าของ Novell นั้นท้าชนตลาดเดสก์ทอปในองค์กร (ของ Windows 2003) อย่างจัง เดิมทีลูกค้าอาจสนใจ Windows มากกว่า NetWare เพราะว่าใหม่กว่า ใช้ง่ายกว่า แต่เมื่อ Novell เปลี่ยนมาขายลินิกซ์ที่สดกว่า แข็งแกร่งกว่าและขายถูกกว่า ก็ต้องรอดูกันต่อ หลังการควบกิจการของบริษัทคู่นี้ครับ