Open Source

10 ปี Debian

วันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ เป็นวันเกิดครบรอบ 10 ปี ของ Debian ซึ่งเป็นลินิกซ์อีกดิสทริบิวชันหนึ่ง ที่ผู้ใช้หน้าใหม่อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนัก แต่ถ้าไปถามผู้ใช้ลินิกซ์ระดับเซียนแล้วล่ะก็ หลายๆ คนอาจจะเปิดโน้ตบุคขึ้นมาโชว์ แล้วบอกว่า เนี่ยครับ ผมใช้ Debian อยู่ก็ได้

Debian เป็นลินิกซ์ดิสทริบิวชัน เหมือนกับ RedHat, Mandrake, Slackware หรือ TLE เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ Debian แตกต่างไปจากดิสทริบิวชันทั่วๆ ไปอย่าง RedHat นั่นคือ Debian เป็นดิสทริบิวชันที่ไม่หวังผลกำไร

ยกตัวอย่างน่าจะพอเห็นภาพกว่านะครับ RedHat Linux นั้นคือการนำเอาซอพท์แวร์ต่างๆ ทั้งโอเพ่นซอร์ส และไม่โอเพ่นซอร์ส มารวมกันเป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งขั้นตอนการรวมซอพท์แวร์ จนกระทั่งทำเป็นตัวติดตั้ง และวางขายนี้ ทำโดยพนักงานของบริษัท RedHat

แต่สำหรับ Debian ขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ทำตัวติดตั้ง ปรับแต่งซอพท์แวร์ให้เหมาะสม รวมไปถึงดูแลรักษาเว็บไซท์ ทำด้วยอาสาสมัครล้วนๆ ภายใต้อุดมการณ์ที่เรียกกันภายในว่า Debian Social Contract โดยมีเนื้อความง่ายๆว่า Debian จะฟรีตลอดไป และการพัฒนาจะเป็นไปอย่างเปิดเผยผ่านกระบวนการโอเพ่นซอร์ส การพัฒนา Debian นั้นกระทำผ่านอินเทอร์เนตเช่นเดียวกับเคอร์เนลของลินิกซ์ นักพัฒนอาสาสมัครจากทั่วโลก ใช้เว็บไซท์ Debian.org เป็นฐาน พูดคุยกันผ่าน Mailing List เขียนโปรแกรม แก้บั้ก ทดสอบ และแจกจ่าย Debian ให้ดาวน์โหลดกันฟรีๆ

นอกจากจะฟรีแล้ว Debian ยัง"ดี"อีกด้วย ระบบการลงซอพท์แวร์ที่เรียกว่า apt-get ของ Debian นั้น ได้รับการยอมรับว่าดีกว่าระบบ RPM ที่ใช้กันใน RedHat หรือ Mandrake เมื่อมีซอพท์แวร์ใหม่ๆ ออกมา ผู้ใช้งานระบบ apt ของ Debian แทบจะได้ใช้ซอพท์แวร์ตัวนั้นก่อนผู้ใช้ระบบ RPM อย่าง RedHat เพราะอาสาสมัครผู้ดูแลแพกเกจ apt ของ Debian ที่เรียกว่า maintainer นั้น มีจำนวนเป็นหลักพัน และช่วยกันหาโปรแกรมเวอร์ชันใหม่ๆ มาเพิ่มให้ Debian ตลอดเวลา นอกจากนี้ชุมชนนักพัฒนา Debian ได้รับการยอมรับว่า เป็นชุมชนโอเพ่นซอร์สที่แข็งแกร่งมากแห่งหนึ่ง ปัญหาที่พบใน Debian จะถูกแก้ไขไปอย่างรวดเร็ว ส่วนถ้าใช้งานไปแล้วเกิดคำถาม ในห้อง Chat ของ Debian ก็มีคนออนไลน์อยู่จำนวนมากตลอดเวลาเช่นกัน (อันนี้เคยลองมาแล้วครับ เยอะจริงๆ)

ส่วนข้อเสียสำคัญของ Debian นั้นคือ มันเป็นลินิกซ์สำหรับเซียนครับ เซียนคอมพิวเตอร์ที่คิดอะไรไม่เหมือนผู้ใช้ธรรมดาเท่าไร แถมไม่ค่อยง้อให้คนธรรมดาใช้ด้วย เซียนเหล่านี้ชอบมองว่า ระบบติดตั้งสวยงาม ใช้งานง่าย สำคัญไม่เท่าความสามารถในการปรับแต่งได้เยอะๆ ทำให้การลง Debian สำหรับมือใหม่ เรียกได้ว่าเป็นยาขมเลยทีเดียว

การปรับแต่งเดสก์ทอปให้เหมาะสมกับการใช้งาน ก็ไม่ได้ปรับมาให้แล้วเหมือน RedHat หรือ Mandrake เกือบทุกอย่างต้องทำด้วยมือ ต้องมานั่งแก้ไฟล์คอนฟิกเอาเอง จากจุดอ่อนพวกนี้ เลยมีบริษัทหัวใสหลายราย เช่น Xandros หรือ Lindows นำ Debian มาปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ใช้หน้าใหม่ เมื่อแก้จุดอ่อนตรงใช้งานยากออกไปแล้ว และรวมกับความสามารถเด่นๆ หลายอย่างของ Debian ทำให้ลินิกซ์จาก Xandros และ Lindows มีคุณภาพดีพอสมควรเลย

โครงการ Debian นั้นเริ่มเมื่อปี 1993 โดยนายเอียน เมอร์ดอค คำว่า Debian ก็มาจากชื่อของเค้า เอียน ( -ian ) กับชื่อแฟนของเค้า เด็บบาร่า (deb-) เอามารวมกันก็เป็น Debian ครับ โรแมนติกน่าดู

ส่วนการออกเสียงนั้นในเวบไซท์ของ Debian นั้น นายเอียนอยากให้อ่านว่า Deb -ee-n (น่าจะออกเสียงเป็น เด็บ-บี้น แต่ส่วนมากผมเห็นออกเสียงกันเป็น เดบเบียน หรือ เดเบียน มากกว่า

โครงการ Debian เปลี่ยนผู้นำโครงการมาแล้วหลายคน แสดงให้เห็นถึงข้อดีของโอเพ่นซอร์ส คือ ถึงแม้ว่าผู้ก่อตั้งหรือผู้นำเกิดเบื่อ และไม่อยากทำโครงการนั้นต่อ โครงการนั้นจะยังมีชิวิตรอดอยู่ต่อไปได้

ปัจจุบัน Debian ออกถึงรุ่น 3.0 โดยมีโค้ดเนมว่า Woody (โค้ดเนมของ Debian นี้จะใช้ตามตัวละครจากการ์ตูนเรื่องทอย สตอรี่ครับ เช่น Woody ก็คือตุ๊กตาคาวบอยพระเอก Buz คือ ตุ๊กตามนุษย์อวกาศ น่ารักดีครับ) Debian ยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และไม่มีแนวโน้มที่โครงการนี้จะซบเซาลงจนล้มไปเลย

ถ้าอยากหาความท้าทายกับลินิกซ์ ลองมาใช้ Debian ดู อาจทำให้คุณเก่งระดับเซียนได้ครับ หาข้อมูลได้จากเว็บไซท์ www.debian.org

จุดอ่อนจุดหนึ่งที่ลินิกซ์มักโดนโจมตีอยู่เสมอ นั่นคือ ความสามารถในด้านบันเทิงครับ ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ตามบ้าน นั้นต่างจากผู้ใช้ในออฟฟิศ เพราะว่าคอมพิวเตอร์ในบ้านทุกวันนี้เปรียบเสมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อความบันเทิงอย่างหนึ่ง คอมพิวเตอร์ทำงานบันเทิงได้เกือบทุกชนิดตั้งแต่ง่ายๆ อย่าง ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ร้องคาราโอเกะ ไปจนถึงตัดต่อวิดีโอ และทำสตูดิโออัดเสียง สำหรับงานง่ายๆ ข้างต้น ผู้ใช้บนระบบปฏิบัติการวินโดว์สามารถทำทุกอย่างได้แทบจะทันที (เพียงลงโปรแกรมเล็กน้อย) ในขณะที่ลินิกซ์มักจะมีปัญหาว่า แค่ทำให้เสียงออกได้ ก็ยากแล้ว

ปัจจุบันลินิกซ์ก้าวหน้าไปมากในการใช้งานบนเดสก์ทอป สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน ตัวผมเองเคยมีประสบการณ์เลวร้ายกับการติดตั้งไดรเวอร์การ์ดเสียงมาเหมือนกัน (เพราะลินิกซ์เมื่อ 2-3ปีก่อน แทบจะไม่รู้จักการ์เสียงออนบอร์ดแบบ AC97 ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์เกือบทุกเครื่องในตอนนี้มีอยู่) แต่เดี๋ยวนี้เค้าพัฒนาแล้วครับ ลินิกซ์ทะเล 5.0 รวมไปถึงลินิกซ์ตัวใหม่ๆ รู้จักการ์ดเสียงออนบอร์ด ลงปุ๊บเล่นเพลงได้ปั๊บ เมื่อปัญหาด้านฮาร์ดแวร์หมดไป ปัญหาที่เหลือคือซอพท์แวร์ครับ ลองมาไล่กันว่าบนวินโดว์ เราใช้โปรแกรมด้านบันเทิงอะไรกันบ้าง และถ้าเป็นลินิกซ์ จะใช้โปรแกรมอะไรแทน

เริ่มจากฟังเพลงก่อน ผมเชื่อว่าเกือบทุกเครื่องจะต้องมีโปรแกรม WinAmp ไว้สำหรับฟังเพลง (ที่เป็น MP3) จะว่าไปไม่ค่อยอยากจะแตะเรื่องลิขสิทธิ์เท่าไร แต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่า น้อยคนนักที่จะนำคอมพิวเตอร์มาฟังเพลงในรูปแบบซีดีหรือไฟล์ WAV (ซึ่งตัว WinAmp เองก็สามารถฟังได้) ในลินิกซ์นั้นมี XMMS (ย่อมาจาก X Multi Media System) ที่หน้าตาเหมือน WinAmp เปี๊ยบชนิดเอาสกินมาใช้ด้วยกันได้ เมนูก็เรียงเหมือนกัน ปัญหาด้านความคุ้นเคยในการฟังเพลงก็หมดไปครับ

ซอพท์แวร์ประเภทถัดไปคือ ดูหนัง การดูหนังบนคอมพิวเตอร์นั้นเราแยกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ดูหนังจากสื่อที่เป็นแผ่นดิสก์ เช่น VCD หรือ DVD กับ ดูหนังจากไฟล์วิดีโอ การดูหนังจากแผ่นนั้น บนวินโดว์ที่เราเห็นกันบ่อยๆ มักจะใช้โปรแกรม PowerDVD เป็นหลัก ส่วนการดูหนังจากไฟล์วิดีโอ ซึ่งมีมากมายหลายประเภทเหลือเกิน ไฟล์บางชนิดก็ต้องใช้โปรแกรมเฉพาะเปิด เช่น ไฟล์ของ QuickTime หรือ Real แต่ทั่วๆ ไปแล้ว Windows Media Player ก็สามารถดูได้ สำหรับบนลินิกซ์ การดูหนังจากแผ่น เท่าที่เห็นหนังสือลินิกซ์หลายๆ เล่มแนะนำกัน มักจะใช้โปรแกรม Xine เพราะว่าหน้าตาและการทำงานคล้ายๆ กับ PowerDVD แต่ถ้าเป็นการดูหนังที่เป็นไฟล์วิดีโอ อาจจะเป็นคลิปวิดีโอ เทรลเลอร์หนัง หรือมิวสิควิดีโอนั้น ลินิกซ์ได้เปรียบวินโดว์ตรงที่มีโปรแกรมดูหนังสุดเก่ง ที่อ่านไฟล์ได้ครอบจักรวาล นั่นคือ MPlayer นั่นเอง

MPlayer เป็นโปรแกรมโอเพ่นซอร์ส มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฮังการีครับ หน้าตาของมันก็งั้นๆ ตามแบบโปรแกรมบันเทิงทั่วไป ที่มีปุ่ม Play, Stop, Pause เหมือนๆ กัน สามารถเปลี่ยนสกินได้ถ้าเบื่อหน้าตาเดิมๆ แต่จุดที่ทำให้ MPLayer เด่นมาก คือ มันสามารถอ่านไฟล์วิดีโอ และออดิโอได้หลายชนิดมาก ไล่ตั้งแต่ไฟล์วิดีโอก่อนเลย เริ่มจากแผ่น VCD กับ DVD ดูได้ไม่มีปัญหา ไฟล์หนังมาตรฐานอย่าง MPEG1 (ใช้กับ VCD), MPEG2 (ใช้กับ DVD), ไฟล์ .ASF เท่าที่ลองเปิดไฟล์มิวสิควิดีโอดู ก็ลื่นดีครับ ไฟล์ .WMV (Windows Media Video) สามารถเล่นได้ ที่ประทับใจมากคือสามารถเล่นไฟล์ .MOV ของ QuickTime ได้ด้วย (วินโดว์ต้องหา QuickTime มาลงเองนะเนี่ย) เพราะเทรลเลอร์หนังส่วนมากมักจะมาในรูปไฟล์ QuickTime สำหรับไฟล์ฟอร์แมตใหม่ๆ อย่าง DivX (เป็นการเข้ารหัสไฟล์ที่แปลงมาจาก DVD) ที่มักจะมีให้โหลดจากโปรแกรมแชร์ไฟล์อย่าง Kazaa หรือ iMesh ก็เล่นได้เช่นกัน เสียดายที่เครื่องที่ทดสอบไม่ได้ต่อกับอินเทอร์เนต เลยไม่ได้ลองเล่นไฟล์ Real ที่ใช้กับ RealOne ครับ

ในกรณีที่เล่นไฟล์ AUDIO นั้น ปกติเราไม่ค่อยใช้ MPlayer เล่นกันเท่าไร เพราะการ Playlist ยังไม่ค่อยสะดวกนัก แต่ MPLayer ก็มีความสามารถในการเล่นไฟล์เพลง MP3 และ OGG Vorbit ได้ ในเว็บไซท์ของโปรแกรมระบุว่าสามารถเล่น WMA (Windows Media Audio ไฟล์ที่แปลงมาจากซีดี โดยใช้ Windows Media) ได้ด้วย แต่เท่าที่ลองดูยังเล่นไม่ได้ครับ สามารถเปิดไฟล์ได้แต่เสียงไม่ออก โปรแกรมความสามารถเยอะขนาดนี้ คิดว่าหลายๆ คนคงสนใจจะลองใช้กันแล้ว ในลินิกซ์ทะเล 5.0 นั้นมีมาให้เรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ในเมนู “โปรแกรมมัลติมีเดีย” เลือก “เพิ่มเติม” และ MPlayer ครับ สำหรับผู้ใช้ลินิกซ์เรดแฮท 9.0 นั้นต้องไปดาวน์โหลดเอาเอง เพราะไม่มีมาให้ด้วย เว็บไซท์ของ MPlayer นั้นอยู่ที่ www.mplayerhq.hu ครับผม

ถ้าเคยเปิดเว็บไซท์ของโปรแกรมโอเพ่นซอร์สดูซักหน่อย จะเห็นว่า เว็บไซท์ของโปรแกรมหลายๆ ตัว อย่างที่เคยแนะนำไปแล้ว ก็คือ gaim, kmess และ sim นั้น URL ของมันจะอยู่ในรูปแบบ http://gaim.sourceforge.net หรือ http://kmess.sourceforge.net หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า SourceForge คืออะไร เราจะมาแนะนำ SourceForge กันในวันนี้ครับ



SourceForge เป็นเว็บไซท์ภายใต้เครือข่าย OSDN (Open Source Development Network) ซึ่งเป็นกลุ่มเว็บไซท์ที่มุ่งเน้น การพัฒนาซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส OSDN นั้นเป็นของบริษัท VA Software ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับลินิกซ์เช่นกัน (เดิมชื่อ VA Linux) เว็บไซท์ในเครือข่าย OSDN นี้มีเว็บดังๆ หลายเว็บทีเดียว อย่างเว็บข่าว/ชุมชนคนโอเพ่นซอร์สอย่าง SlashDot เว็บดาวน์โหลดไฟล์ FreshMeat ที่เคยแนะนำไปในตอนรวมแหล่งดาวน์โหลด หรือแม้แต่เว็บลินิกซ์ Linux.com ก็เป็นสมาชิกของ OSDN เช่นกัน จำนวนเพจวิวของเว็บไซท์ใน OSDN รวมกันนั้น VA Software อ้างว่ามีสูงถึง 185 ล้านเพจวิวต่อเดือนทีเดียว



ในวันนี้เราว่ากันเฉพาะ SourceForge ก่อนนะครับ SourceForge ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งรวมการพัฒนาซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส โดยนักพัฒนาที่กำลังพัฒนา โครงการโอเพ่นซอร์สอยู่นั้น สามารถนำโครงการมาฝากไว้ที่ SourceForge ได้ โดยนักพัฒนานั้น สามารถใช้เครื่องมืออำนวย ความสะดวกในการพัฒนาที่ SourceForge เตรียมไว้ให้ ตัวอย่างเครื่องมือพวกนี้ ก็คือ เว็บไซท์ของซอพท์แวร์ตัวนั้นๆ ในชื่อ http://project.sourceforge.net (อาจเขียนย่อได้เป็น project.sf.net ก็ได้) ที่มาของชื่อ SourceForge ก็ตรงตามคำแปลเลยครับ คำว่า Forge หมายถึงโรงตีเหล็ก SourceForge เลยหมายถึง แหล่งที่หล่อหลอม Source หรือตัวซอพท์แวร์ขึ้นมานั่นเอง



มีโครงการด้านโอเพ่นซอร์สดังๆ หลายตัวที่ฝากโครงการไว้กับ SourceForge ไม่ว่าจะเป็น Gaim ซึ่งเป็นโปรแกรม Instant Messenger ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกโอเพ่นซอร์ส Compiere โปรแกรมด้าน ERP, BitTorrent โปรแกรมแชร์การดาวน์โหลดยอดนิยม, เว็บบอร์ดสำเร็จรูป phpBB ก็อยู่ใน SourceForge เช่นกัน



สิ่งอำนวยความสะดวกที่ SourceForge มีให้นั้นมีเกือบครบทุกอย่างที่การพัฒนาโปรแกรมผ่านอินเทอร์เน็ต จำเป็นต้องใช้งาน รูปแบบการพัฒนาซอพท์แวร์แบบโอเพ่นซอร์ส เปิดกว้างให้กับนักพัฒนาทั่วโลกเข้าถึงโค้ดได้อย่างเสรี และโอเพ่นซอร์สจะไม่เกิดประโยชน์เลยถ้าเราพัฒนาโปรแกรมอยู่คนเดียว ดังนั้นการติดต่อสื่อสารระหว่างนักพัฒนาซอพท์แวร์ตัวนั้นๆ จึงจำเป็นมาก



SourceForge ได้ให้เครื่องมือในการสื่อสารหลายชนิด ตั้งแต่อีเมล์ @sourceforge.net สำหรับสมาชิก มี Mailing List สำหรับนักพัฒนาในได้พูดคุยกัน เมื่อเขียนซอพท์แวร์ไปได้บางส่วน สามารถฝากไฟล์ไว้บน SourceForge ได้ และเมื่อซอพท์แวร์เสร็จ ออกรุ่นต่างๆ ออกมา เราสามารถนำไฟล์ของเราไปไว้บน FTP ของ SourceForge เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้ามาดาวน์โหลดได้อีกด้วย



ถ้าเกิดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไม่แรงพอในการคอมไพล์โปรแกรม หรือว่า เราจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ชนิดอื่นที่เราไม่มีใช้ (ในกรณีที่อยากให้โปรแกรมของเราทำงานได้หลายแพลทฟอร์ม เช่น เขียนโปรแกรมให้รันบนเครื่องแมคได้ แต่เราไม่มีเครื่องแมคให้ทดสอบ) SourceForge นั้นมีบริการ Compile Farm ไว้ให้เรานำโค้ดไปคอมไพล์บนเครื่องของ SourceForge ได้ โดยมีคอมพิวเตอร์แปลกๆ หลายตระกูล ตั้งแต่ Alpha ของ DEC จนถึงใหม่ล่าสุดอย่าง Opteon ของ AMD สำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสำคัญๆ นั้น SourceForge มีระบบ Foundries (โรงหล่อ) รวมโครงการที่ทำในเรื่องใกล้เคียงกันอย่างเช่น ด้าน 3D, การทำคลัสเตอร์, จาวา, ลินิกซ์, Gnome, Perl, PHP, Python ไว้อย่างเป็นระบบ



อาจจะสงสัยใช่มั้ยครับว่า SourceForge นั้นใหญ่ขนาดไหน บน SourceForge นั้นมีซอพท์แวร์มาฝากเนื้อที่ไว้เกือบ 8 หมื่นโครงการ (แน่นอนว่าในจำนวน 8 หมื่นนี้ มีโครงการที่มีการพัฒนากันจริงจังไม่ถึงครึ่ง แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังเยอะอยู่ดี) ดังนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่รองรับโครงการจำนวนมากขนาดนี้จึงต้องใช้เป็นคลัสเตอร์ โดยมีเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์รวมไว้ให้ฝากไฟล์ถึง 7.8 TB (7800 GB เชียว!!)



หลายๆ คนอาจจะยังสงสัยอีกว่า SourceForge และบริษัท VA Software นั้น หารายได้มาจากไหนเพื่อมาจ่ายค่าดูแลรักษา ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ขนาดนี้



นอกจากค่าโฆษณาซึ่งมีบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับโอเพ่นซอร์สมาจ่ายให้แล้ว VA Software นั้นยังนำเอาซอพท์แวร์ที่ใช้ในการรันเว็บไซท์ SourceForge มาขายให้กับองค์กรที่ต้องพัฒนาซอพท์แวร์ขนาดใหญ่ ลูกค้าของ VA Software นั้นก็มีแต่บริษัทรายใหญ่ๆ อย่าง IBM, Lockheed Martin, Fujitsu รวมไปถึงหน่วยงานรัฐและภาคการศึกษา อย่าง กองทัพสหรัฐ, ศูนย์วิจัยแห่งชาติ Los Alamos ที่ทำวิจัยเรื่องนิวเคลียร์และมหาวิทยาลัยคอร์เนลด้วย ดังนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องฐานะทางการเงินของ VA Software ที่จะคอยสนับสนุน SourceForge ต่อไป



นอกจากนี้ยังมีเว็บไซท์อื่นๆ ที่เจริญรอยตามความสำเร็จของ SourceForge ทาง GNU ซึ่งเป็นองค์กรที่สนับสนุนการพัฒนาแบบโอเพ่นซอร์ส ได้เปิดเว็บไซท์ savannah.gnu.org ไว้สำหรับฝากโครงการแบบเดียวกับ SourceForge เช่นกัน

ผมไปอ่านเจอบทความชิ้นหนึ่งบนเว็บไซท์ของ Asia Computer Weekly (http://www.asiacomputerweekly.com) เกี่ยวกับเรื่องการใช้งานลินิกซ์ในบ้านเรา ชื่อเรื่องว่า Linux demand in Thailand ls artificial น่าสนใจมากเลยครับ เลยนำมาเล่าให้ฟัง

ก่อนอื่นต้องเท้าความไปถึงปรากฎการณ์การตื่นตัวในการใช้งานซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส จากทางฝั่งรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐ ทางฝั่งยุโรปนั้นความนิยมในโอเพ่นซอร์สมากกว่าฝั่งอเมริกามาก อาจเป็นเพราะผู้ผลิตลินิกซ์รายใหญ่ของโลก อย่าง Mandrake และ SuSE นั้นอยู่ในยุโรป (Mandrake อยู่ในฝรั่งเศส ส่วน SuSE อยู่ที่เยอรมนี) ประกอบกับความกลัวที่จะต้องเป็นทาสซอพท์แวร์ของฝั่งอเมริกา (ในที่นี้ก็หมายถึงไมโครซอพท์เป็นหลัก) ดังนั้นรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในยุโรปนั้น ต่างส่งเสริมการใช้งานโอเพ่นซอร์สในคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลเองเป็นการใหญ่



ตัวอย่างที่เด่นๆ ที่สื่อต่างประเทศมักจะยกขึ้นมา คือ ประเทศเยอรมนี โดยเทศบาลเมืองมิวนิคได้เปลี่ยนคอมพิวเตอร์จำนวนหลักพันไปใช้ลินิกซ์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

อีกภูมิภาคหนึ่งที่โอเพ่นซอร์สได้รับความนิยมเช่นกันคือ เอเชียครับ ในญี่ปุ่นมีผู้ผลิตลินิกซ์ชื่อดังอีกเจ้าหนึ่งคือ TurboLinux ในเกาหลีนั้นมีบริษัท Hancom ที่ทำระบบปฏิบัติการ Hancom Linux และชุดออฟฟิศ Hancom Office เป็นภาษาเกาหลีใช้เองในประเทศ และได้รับความนิยมพอสมควร

สาเหตุที่โอเพ่นซอร์สเกิดในเอเชีย อาจเป็นเพราะตัวซอพท์แวร์ใช้ภาษาตะวันออก ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากถ้าเกิดว่าแปลงมาจากซอพท์แวร์ที่สนับสนุนเฉพาะภาษาอังกฤษ การพัฒนาขึ้นมาเองด้วยกระบวนการโอเพ่นซอร์สนั้นจึงอาจจะดีกว่ารอบริษัทซอพท์แวร์ตะวันตกทำให้



ส่วนเมืองจีนนั้น ถ้าติดตามข่าวไอทีบ่อยๆ จะพบว่ารัฐบาลจีนนั้นค่อนข้างจะกลัว ซอพท์แวร์จากค่ายตะวันตกมากทีเดียว ทั้งกลัวที่อเมริกาอาจจะเอาอะไรแปลกปลอมใส่ระบบปฏิบัติการ (ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงไมโครซอพท์เช่นกัน) ไปล้วงความลับทางความมั่นคงของจีนออกมา และกลัวที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ รัฐบาลจีนเลยส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของตัวเองเป็นการใหญ่ โดยการประกาศ Red Flag Linux เป็นระบบปฏิบัติการแห่งชาติ และพัฒนาซีพียู Dragon ของตัวเองเพื่อจะได้ไม่ต้องง้ออินเทลหรือเอเอ็มดีอีกต่างหาก

อีกที่หนึ่งที่เป็นข่าวพอสมควรก็คือบ้านเรานี่เองครับ คอมพิวเตอร์ ICT ที่ลงลินิกซ์มาจากโรงงานก็เป็นข่าวดังบนเว็บไซท์ข่าวมากมาย รัฐบาลบ้านเราได้รับการมองว่าสนับสนุนโอเพ่นซอร์สอย่างเต็มตัว เพียงแต่ทาง Asia Computer Weekly นั้นตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ใช้บ้านเราต้องการใช้ลินิกซ์กันจริงๆ รึเปล่า หรือว่าเป็นแค่ภาพลวงตา



หลังจากกระแสลินิกซ์บูมรอบแรกเมื่อปีที่แล้ว จากที่ BSA ไล่จับซอพท์แวร์เถื่อนตามอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ร้านเน็ตจำนวนมากทั่วประเทศต่างมุ่งความสนใจมาที่ลินิกซ์ แต่ด้วยสาเหตุที่ลินิกซ์ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีความสามารถเหมาะกับงานด้านเดสก์ทอปเท่าไรนัก กับร้านเน็ตบ้านเรามักจะเป็นร้านเกมด้วยอีกสาเหตุหนึ่ง (ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ด้วย เพราะรายได้ของร้านเน็ตนั้นมาจากเกมเป็นหลัก ซึ่งเป็นส่วนที่ลินิกซ์ไม่สามารถตอบสนองได้) ทำให้ลินิกซ์ไม่ประสบความสำเร็จในเมืองไทยมากนัก และเงียบๆ ไปซักพัก จนกลับมาเป็นข่าวอีกรอบหนึ่งเมื่อต้นปีนี้ โครงการคอมพิวเตอร์ ICT ทำให้ลินิกซ์กลับเข้ามาเป็นจุดสนใจของคนทั่วไปอีกครั้ง



กระแสลินิกซ์แรงมากจนไมโครซอพท์ต้องเข้ามามีส่วนร่วมโดยยอมกลืนน้ำลายตัวเอง จากเดิมที่ประกาศนโยบายราคาเดียวทั่วโลก กลับต้องมาลดราคาเป็นครั้งแรกในเมืองไทยนี่เอง โดยขายชุด WindowsXP รวมกับ OfficeXP เหลือเพียง 1500 บาทสำหรับคนที่ซื้อคอม ICT (จากราคาเต็ม 2 ตัวนี้รวมกันก็หลักหมื่นอยู่) ประเด็นนี้สื่อต่างประเทศสนใจกันมาก และมีการพูดคุยกันกว้างขวางว่า นี่เป็นชัยชนะของซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สที่มีต่อไมโครซอพท์รึเปล่า และเป็นการส่งเสริมซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สครั้งยิ่งใหญ่จากภาครัฐ (คิดจากปริมาณคอมพิวเตอร์ 1 ล้านเครื่องที่มากับลินิกซ์) แต่เรื่องจริงๆ แล้วมันไม่สวยงามอย่างนั้นสิครับ ผมคิดว่าหลายๆ คนก็รู้ดีอยู่ และเป็นประเด็นที่พูดกันมานานแล้วตามเว็บบอร์ดต่างๆ อย่างที่เรารู้กันว่า ถึงคอมพิวเตอร์ ICT จะลงลินิกซ์มาให้เสร็จจากโรงงานเลย

แต่เครื่องส่วนมาก เมื่อเจ้าของได้เครื่องแล้ว มันจะเปลี่ยนไปเป็น Windows (ไม่มีลิขสิทธิ์) ทันที โดย Asia Computer Weekly อ้างตัวเลขจาก Gartner Group บริษัทวิเคราะห์ชื่อดังว่า จำนวนนั้นมีถึง 90% ทีเดียว

มาคิดกันดีกว่าว่าสาเหตุเกิดจากอะไร?

อันแรกเลยต้องยอมรับว่าลินิกซ์ยังไม่พร้อมเต็มที่ในการทำงานด้านเดสก์ทอป รวมกับความไม่พร้อมของรัฐบาลในการเตรียมให้ประชาชนได้ใช้งานลินิกซ์ด้วย เพราะอยากจะประกาศใช้ลินิกซ์ก็ใช้ทันที โดยไม่ได้คำนึงเรื่องคู่มือ และการอบรมให้ผู้ซื้อคอมพิวเตอร์ไปใช้เรียนรู้วิธีใช้งานลินิกซ์ด้วย

อีกสาเหตุหนึ่งนั้นคือ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์บ้านเราก็ยังขาดความตระหนักในเรื่องลิขสิทธิ์อยู่ ทำให้การนำเครื่องไปลง Windows ที่ไม่มีลิขสิทธิ์ทับกลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ ไปในบ้านเรา ในขณะที่เป็นไปไม่ได้เลยในประเทศที่เข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์

ในบทความนี้บอกว่า Windows ฉบับผีนั้นราคาแค่ 8 เหรียญ หรือ สามร้อยกว่าบาท (นี่แสดงว่าผู้เขียนบทความโดนคนไทยหลอกฟันเอานะครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนรู้ๆ กันอยู่ว่าแผ่นโปรแกรมราคาเท่าไร)

แทนที่สมรภูมิคอมพิวเตอร์ ICT จะเป็นชัยชนะของลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สที่ทำให้ไมโครซอพท์ต้องยอมลดราคาได้ หรือจะเป็นชัยชนะของไมโครซอพท์ที่ล็อบบี้เข้ามาจนมีส่วนร่วมในโครงการนี้ได้ก็ตาม แต่ผู้ชนะตัวจริงกลับกลายเป็นซอพท์แวร์ผีเจ้าเก่า ที่เจ้าของเครื่อง ICT นำมาลงและใช้ในชีวิตประจำวัน อย่างที่ทุกคนคาดกันไว้ตั้งแต่ต้น จริงมั้ยล่ะครับ?

Sun Java Desktop System

หลังๆ มานี้ผมเขียนเกี่ยวกับบริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ ที่นำลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สเข้ามาใช้งาน และนำมาประยุกต์เข้ากับผลิตภัณฑ์ของตัวเอง เช่น Novell, Oracle, IBM บริษัทเหล่านี้มีความคล้ายกันตรงที่ขายของให้กับลูกค้าระดับองค์กร (เช่น ขายเครื่องให้ทั้งแผนก หรือ ให้บริการปรึกษา) และไม่มีระบบปฏิบัติการเป็นของตัวเอง เมื่อโอเพ่นซอร์สแรงขึ้นมา ก็เลยเป็นโอกาสทองให้ยักษ์พวกนี้ ลดความเสี่ยงในการพึ่งระบบปฏิบัติการของไมโครซอพท์ไปในตัว



ที่ผ่านๆ มา การนำโอเพ่นซอร์สไปประยุกต์ใช้มักจะเป็นผลิตภัณฑ์ ในระดับเซิร์ฟเวอร์เป็นส่วนมาก เช่น IBM นำเอาเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache ไปใช้ใน WebSphere ซึ่งเป็นแอพพลิเคชันเซิร์ฟเวอร์ของตัวเอง แต่คราวนี้ Sun ทำสิ่งที่ต่างออกไปครับ Sun Java Desktop System ถูกวางตัวให้ออกมาแข่งกับ Windows XP โดยตรงเลย



กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา Sun ได้ปรับหมวดหมู่สินค้าของตัวเองยกใหญ่ และเปิดตัวในงาน Sun Network 2003 ที่ซานฟรานซิสโก โดยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Java System จับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าองค์กรครบทุกระดับ เริ่มจาก เรือธงคือ Java Enterprise System ซึ่งเป็นการรวมเอาชุดเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ ในตระกูล Sun ONE Server ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างที่สองคือ Java Desktop System เป็นชุดลินิกซ์เดสก์ทอปที่เป็นเรื่องหลักของวันนี้ อย่างที่สามคือ Java Studio เป็นทูลส์ในการพัฒนาภาษาจาวา โดยจะรวม Sun ONE Studio (ชื่อเก่าคือ Forte) และทูลส์อื่นๆ เข้ากันเป็นชุด นอกจากนี้ยังมีซอพท์แวร์อื่นๆ เช่น Java Card หรือการใช้การ์ดฝังชิปที่สามารถรันจาวาได้



Java Enterprise System กับ Java Studio นั้นไม่ใช่ของใหม่ เพราะมันคือการนำเอาผลิตภัณฑ์เก่าๆ มาจัดหมวดหมู่ใหม่เพื่อลดความสับสนและหวังผลในการตลาด แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Java Desktop System ครับ Java Desktop System คือ ชุดซอพท์แวร์สำหรับพนักงานองค์กรทั่วๆ ไปที่ไม่ต้องการอะไรมากกว่าพิมพ์เอกสาร ส่งอีเมล์ ใช้งานเว็บ (พูดเข้าใจง่ายๆ หน่อย ก็ประมาณคอมพิวเตอร์สำหรับสาวออฟฟิศ อะไรประมาณๆ นี้)



โดย JDS นี้ครอบคลุมตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ และซอพท์แวร์ที่จำเป็นในการใช้งานทั่วๆ ไป พร้อมทั้งลดความซับซ้อนในการบำรุงรักษาลง เพื่อที่ฝ่ายไอทีของบริษัทจะได้ประหยัดเงินและประหยัดแรงในการซ่อมบำรุงคอมพิวเตอร์เหล่านี้ Sun ออก JDS มาแข่งกับ WindowsXP + OfficeXP โดยเฉพาะ เพราะว่าเจาะตลาดเดียวกันแต่ขายในราคาที่ถูกกว่ามาก (100 ดอลล่าห์ต่อพนักงานหนึ่งคน ถ้าบริษัทใช้ Java Enterprise System อยู่แล้ว ก็ลดลงเหลือ 50 ดอลล่าห์ ในขณะที่ WindowsXP Professional ราคาขายปลีก 299 ดอลล่าห์และ OfficeXP Standard อยู่ที่ 399 ดอลล่าห์)



เรื่องราคาและคุณภาพรวมไปถึง JDS จะรุ่งหรือไม่นั้น ไว้รอ JDS ออกมาจริงๆ ปลายปีนี้แล้วค่อยมาว่ากันอีกทีครับ เรามาดูตัว JDS กันดีกว่า ส่วนระบบปฏิบัติการที่ JDS ใช้นั้นคือ ลินิกซ์ครับ จริงๆ ก็ลือกันมานานแล้วว่า Sun มีแผนจะทำลินิกซ์ของตัวเองภายใต้โค้ดเนม Project MadHatter ซึ่งเจ้า MadHatter (เป็นชื่อตัวละครในนิยายเรื่อง Alice in the Wonderland) นี้กลายมาเป็น JDS นั่นเอง แต่ Sun กลับไม่ได้ทำลินิกซ์ของตัวเองตามข่าวลือ โดย Sun ใช้ลินิกซ์จากค่ายพันธมิตรคือ SuSE Linux (ไม่ใช่ Red Hat อย่างที่หลายๆ คนเดากัน) รายละเอียดของ JDS มีดังต่อไปนี้

  • ระบบปฏิบัติการใช้ SuSE Linux 8.2
  • ระบบเดสก์ทอปใช้ Gnome 2.2 โดยมีฟีเจอร์บางส่วนนำจาก Gnome 2.4 ที่เพิ่งออกเข้ามาด้วย เพราะ Sun มีบทบาทค่อนข้างมากในการพัฒนา Gnome 2.4
  • เว็บบราวเซอร์ Mozilla
  • ชุดออฟฟิศ Sun Star Office 7 โดย Star Office คือเวอร์ชันที่เป็นการค้าของ OpenOffice.org ที่เป็นต้นแบบของ OfficeTLE และปลาดาวของบ้านเราอีกที
  • ชุดโปรแกรมอีเมล์และตารางนัดหมาย Evolution จาก Ximian ที่เพิ่งโดน Novell ซื้อไป ตัวนี้เอาไว้ใช้แทน Outlook ครับ
  • โปรแกรมเสริมอื่นๆ เช่น Real Player และแน่นอนว่าต้องมี Java Virtual Machine เพื่อให้รันโปรแกรมจาวาได้

Sun ได้ทำการรวมองค์ประกอบพวกนี้เหมือนกับที่ผู้จัดจำหน่ายลินิกซ์ทุกเจ้าทำกัน เราอาจจะมองว่า JDS เป็น “Sun Linux” ก็ว่าได้ เพียงแต่ขายลูกค้าองค์กรของซันโดยเฉพาะแทนที่จะขายปลีกแบบ Red Hat หรือ Mandrake



เจ้า JDS นี้ก็ได้รับการตกแต่งหน้าตาให้สวยงามเป็นอย่างดี โดยทุกโปรแกรมจะใช้อินเทอร์เฟซเดียวกันหมดเพื่อลดความสับสน โดย Sun ตั้งชื่อว่า BluePrint (เหมือนกับ RedHat 8-9 มีอินเทอร์เฟซชื่อ Bluecurve หรืออินเทอร์เฟซของ WindowsXP ชื่อ Luna) ไอคอนเดิมๆ ที่เราเคยเห็นบนวินโดว์อย่าง My Document, My Networks, My Computer ก็มีให้ใน JDS ด้วยเช่นกัน



เว็บไซท์ NewsForge ได้ลองเวอร์ชันทดสอบของ JDS (ยังเป็น Close Beta อยู่) และรายงานว่าทำงานได้ดีทีเดียว ต้อง รอดูครับว่าปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า JDS ตัวจริงออกมาแล้วจะทำงานได้ดีขนาดไหนครับ