Open Source

มื่อเอ่ยถึงเว็บบราวเซอร์ ส่วนมากคงนึกไปถึง Internet Explorer ของไมโครซอพท์ บางคนอาจจะใช้ Opera แต่ว่าถ้าเป็นเว็บบราวเซอร์แบบโอเพ่นซอร์สแล้ว ยังไงก็ต้องเป็น Mozilla แน่นอน



Mozilla มีประวัติความเป็นมายาวนานพอสมควร จริงๆ แล้ว Mozilla เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งของ Netscape ครับ ถ้าใครใช้อินเทอร์เน็ตมานานหน่อยตั้งแต่สมัยมีเว็บยุคแรกๆ คงจะจำชื่อ Netscape ได้นะครับ Netscape เป็นชื่อของเว็บบราวเซอร์ตัวแรกๆ ของโลก เป็นชื่อของบริษัทที่เป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดที่ไมโครซอพท์เคยเจอมา



ประวัติคร่าวๆ ของ Netscape คือ นายจิม คลาร์ค อดีตผู้ก่อตั้งบริษัท Silicon Graphic และนายมาร์ค แอนเดรสเซ่น ผู้คิดค้นเว็บบราวเซอร์ตัวแรกของโลกคือ โมเสค (Mosaic) ได้รวมตัวกันตั้งบริษัท Netscape ออกเว็บบราวเซอร์ที่ดีกว่า Mosaic คือ Netscape Navigator สมัยประมาณปี 1994



ตอนนั้น แทบทุกคนในโลกที่ใช้งานเว็บ ก็ต้องใช้ Netscape Navigator ส่งผลให้ไมโครซอพท์ต้องเต้นพอสมควร เพราะว่าเริ่มต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตช้าไป เลยทุ่มสุดตัวสร้าง Internet Explorer ขึ้นมาแข่ง และใช้กลยุทธยัดเยียด IE ไปกับวินโดว์ 95 ในตอนนั้น เพื่อตัดโอกาสของ Netscape เพราะว่า Netscape Navigator นั้นฟรีถ้าใช้เอง แต่ถ้าใช้ในบริษัทต้องซื้อ ทำให้เป็นคดีความกันใหญ่โต เพราะ Netscape ฟ้องไมโครซอพท์ในคดีผูกขาด ซึ่งตอนนี้คดีก็ยังไม่จบนะครับ แต่ว่า Netscape จบไปแล้ว พอโดนไมโครซอพท์ตีหนักๆ เข้า บริษัทเล็กๆ อย่าง Netscape ก็อยู่ไม่ไหว บริษัท America OnLine ซึ่งเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ก็เข้ามาซื้อบริษัท Netscape ไป



แต่ Netscape Navigator ยังไม่ตายครับ ช่วงปี 1997-1998 เมื่อ Netscape รู้ตัวว่าสู้ไม่ได้แน่ เลยตัดสินใจเปิดซอร์สโค้ดของ Navigator ไปเลย Netscape ตั้ง Mozilla.org ขึ้นมาเป็นทีมพัฒนาเว็บบราวเซอร์ตัวใหม่ชื่อ Mozilla คำว่า Mozilla นั้นเป็นชื่อเล่นของ Netscape Navigator ที่เรียกกันภายใน ตัว M หมายถึง Mosaic ซึ่งเป็นเว็บบราวเซอร์ตัวแรกที่ทีมงานเคยสร้าง ส่วน ozilla ก็มาจาก Godzilla สัตว์ประหลาดญี่ปุ่นที่เรารู้จักกันดี รวมกันกลายเป็น Mozilla นั่นเอง (แต่ถ้าหมายถึงทีมพัฒนา Mozilla ต้องมี .org ตามเสมอ)



ทีมงาน Mozilla.org และนักพัฒนาอิสระจากทั่วโลก ก็ได้ร่วมกันสร้าง Mozilla ขึ้นมาใหม่ ให้มีความสามารถมากกว่าเดิม ใช้เวลาหลายปี ตอนนี้ออกมาถึงรุ่น 1.4 แล้วครับ Netscape เอง (ที่ตอนนี้เป็นของ AOL ไปแล้ว) ก็ได้นำเอาซอร์สโค้ดของ Mozilla มาพัฒนาต่อบางส่วน จนกลายมาเป็น Netscape 6 และ Netscape 7 ในทุกวันนี้



ในโลกของโอเพ่นซอร์สนั้น การที่ลินิกซ์แทบทุกเจ้าในโลก เลือก Mozilla เป็นโปรแกรมเว็บบราวเซอร์หลักของลินิกซ์ยี่ห้อตัวเอง น่าจะพิสูจน์ความสามารถของ Mozilla ได้ดี (เท่าที่ทราบ มีแค่ Lindows เท่านั้น ที่เซ็นสัญญาใช้ Netscape 7) Mozilla มีความสามารถเจ๋งๆ หลายอย่าง นอกจากจะเป็นเว็บบราวเซอร์แล้ว ยังสามารถอ่านอีเมล์ เขียนเว็บเพจง่ายๆ แถมคุยกับเพื่อนใน IRC ได้อีกด้วย แต่ถ้าพูดถึงส่วนหลัก คือ บราวเซอร์ ความสามารถของ Mozilla ที่เด่นๆ มีดังนี้ครับ


  • บล็อคป็อบอัพอัตโนมัติ - ป็อบอัพ หรือหน้าต่างใหม่ที่เปิดขึ้นมาเองเวลาเราเข้าหน้าเว็บ เป็นอะไรที่น่ารำคาญมากใช่มั้ยครับ เพราะว่าเราจะต้องเอื้อมมือเอาเมาส์ไปปิดหน้าต่างนั้นก่อน Mozilla มีฟีเจอร์ที่สั่งให้ป็อบอัพพวกนี้ไม่ต้องเปิดขึ้นมาในตัว ไม่ต้องหาโปรแกรมต้านป็อบอัพมาลงเพิ่ม


  • Tab Browsing - เคยมั้ยครับ เวลาที่เปิดหน้าต่างบราวเซอร์ขึ้นมาเยอะๆ ซัก 10-20 หน้าต่าง แล้วงงว่าหน้าไหนเป็นหน้าไหน ต้องมานั่งเปิดดู บางทีเครื่องจะแฮงค์อีกต่างหาก เพราะว่ายิ่งเปิดเยอะ ส่วนของปุ่ม เมนู ทูลบาร์ ของแต่ละหน้าต่างก็จะกินหน่วยความจำของเครื่องเราไปอีก Mozilla ได้เพิ่มความสามารถที่เรียกว่า Tab Browsing อธิบายง่ายๆ เราสามารถเปิดเว็บหลายๆ หน้า ในหน้าต่างเดียวได้ โดยจะแสดงผลในรูปของ Tab แทนที่จะขึ้นเป็นหน้าต่างใหม่ วิธีนี้ไม่เปลืองหน่วยความจำ เพราะว่าหน้าเว็บหน้าใหม่ที่เปิดขึ้นมาใน Tab นั้น จะใช้หน้าต่าง Mozilla อันเดิม ไม่ต้องเสียพื้นที่ไปเก็บข้อมูลของหน้าต่างใหม่ครับ


  • Search Google ได้จาก URL Bar - ผมเห็นหลายคน เวลาใช้ IE จำเป็นต้องไปลง Google Toolbar เพิ่ม เพื่อที่จะสะดวกในการหาข้อมูลจาก Google ซึ่งถือเป็นเสิร์ชเอนจินอันดับหนึ่งของโลกในขณะนี้ แต่ Mozilla นั้นสามารถค้นหาใน Google ได้จาก URL Bar เลย แค่เราพิมพ์คำที่อยากหาลงไปในช่อง URL แล้วกดปุ่ม Search หรือเลือกเมนู Search Google ที่โผล่ขึ้นมาบน URL ก็ได้เหมือนกันครับ จะรู้ว่าชีวิตสะดวกขึ้นเยอะถ้าเราเข้าถึง Google ง่ายขึ้น (ต้องไปตั้งค่าใน Preference เปลี่ยนเสิร์ชเอนจินเป็น Google ก่อน)



  • อีกความสามารถของ Mozilla ที่ไม่มีใครพูดถึงเท่าไร แต่ผมชอบมาก คือ การขยายขนาดตัวหนังสือครับ บ่อยครั้งที่เราเจอเว็บแย่ๆ ที่ฟอนต์ตัวเล็กจิ๋ว ลองขยายขนาดฟอนต์ใน IE บางครั้งเพิ่มยังไงมันก็เท่าเดิม แต่เว็บเดียวกันบน Mozilla นี้ ผมกลับขยายขนาดตัวหนังสือได้ไม่มีปัญหาครับ




นอกจากตัว Mozilla ที่พัฒนาโดย Mozilla.org เองแล้ว ก็มีกลุ่มพัฒนาอิสระอีกมาก ที่นำเอา Mozilla ไปพัฒนาต่อเป็นเว็บบราวเซอร์เฉพาะตัว เช่น Galeon เป็นเว็บบราวเซอร์ของ Gnome, Cameno บน MacOSX, Nokia เอา Mozilla ไปใช้ในเครื่องเล่นอินเทอร์เน็ตบนทีวี ถ้าใช้ลินิกซ์ รับประกันว่ายังไงก็ต้องใช้ Mozilla แถมไม่ต้องกลัวว่าจะใช้ไม่เป็นเพราะว่าหน้าตาเหมือน Netscape เป๊ะๆ รวมไปถึงปุ่มลัดบนคีย์บอร์ดด้วย



ส่วนใครใช้ระบบปฏิบัติการอื่นๆ อย่าง วินโดว์, แมค และยูนิกซ์ตัวอื่นๆ แล้วสนใจสามารถไปดาวน์โหลด Mozilla ได้ฟรี จาก www.mozilla.org ครับ นอกจากนี้ยังไปดาวน์โหลดโปรแกรมเสริมของ Mozilla ได้จาก www.mozdev.org ด้วย

การใช้งานลินิกซ์สำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ตามบ้าน ที่ใช้งานทั่วๆ ไป เช่น พิมพ์งาน ดูหนัง ฟังเพลง นั้นถือได้ว่า ลินิกซ์ทำได้ทุกอย่างเกือบเท่าวินโดว์แล้ว (ยกเว้นเล่นเกม) แต่ถ้าเป็นการใช้งานในกิจการขนาดเล็ก อาจจะเป็นบริษัทหรือร้านค้าของเราเอง

ผมเคยอ่านในวารสาร Linux Jornal เมื่อไม่นานมานี้ เค้ากล่าวไว้ว่า โปรแกรมทั่วๆ ไปที่ใช้ในงานสำนักงาน มี 4 ประเภทครับ คือ ชุดออฟฟิศ, เว็บบราวเซอร์, อีเมล์และตารางนัดหมาย แล้วก็โปรแกรมบัญชี เรามาดูกันว่าโปรแกรม 4 ประเภทนี้ บนลินิกซ์มีตัวไหนที่ใช้งานได้ดีบ้าง เกณฑ์ที่ผมใช้ตัดสินนอกจากจะต้องทำงานในประเภทนั้นๆ ได้ดีแล้ว ยังต้องใช้งานภาษาไทยได้ด้วย

สำหรับโปรแกรมชุดออฟฟิศ ลินิกซ์มี OpenOffice.org ซึ่งในเมืองไทยแยกอีกเป็น 2 ตัว คือ ออฟฟิศทะเล และปลาดาว ทั้งคู่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานภาษาไทยได้สมบูรณ์ ตัดคำ จัดระดับวรรณยุกต์ได้ถูกต้อง สามารถอ่านไฟล์จากโปรแกรมชุดไมโครซอพท์ออฟฟิศได้ด้วย ถือว่าหมวดชุดออฟฟิศนี้ผ่านเกณฑ์ครับ

มาหมวดเว็บบราวเซอร์ สัปดาห์ที่แล้วเราแนะนำ Mozilla ไป ใช้งานภาษาไทยได้ราบรื่นไม่มีปัญหาอีกเช่นกัน

ส่วนในหมวดโปรแกรมอีเมล์ ก็ต้องดูก่อนว่าเราอยากได้โปรแกรมที่มีความสามารถขนาดไหน ถ้ารับ-ส่งอีเมล์ และเก็บอีเมล์แอดเดรสของลูกค้าทั่วๆไป Mozilla Mail ที่มากับ Mozilla ก็ทำงานส่วนนี้ได้ดี แต่ถ้าต้องการปฏิทินในตัวเหมือนกับ Outlook หรือว่าจำเป็นต้องทำงานผ่านเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ของบริษัท อย่างนี้ Mozilla Mail ไม่พอครับ ต้องไปใช้โปรแกรม Evolution (www.ximian.com) ซึ่งลอกแบบ Outlook มาเลย เพียงแต่ว่ายังใช้งานภาษาไทยไม่ได้

หมวดสุดท้ายคือ โปรแกรมบัญชี ก็ต้องดูความสามารถที่เราต้องการอีกเช่นกัน ถ้าจะเอาขนาดคำนวณภาษีเงินได้ของไทยได้นี่ไม่มีแน่นอน แต่แค่ทำบัญชีรายรับรายจ่ายส่วนตัว หรือกิจการขนาดเล็ก มีระบบใบแจ้งหนี้-ใบเสร็จบ้าง ก็สามารถใช้โปรแกรมที่จะแนะนำในวันนี้ นั่นคือ GnuCash ครับ

สำหรับผู้ใช้ลินิกซ์ทะเล 5.0 ในซีดีแผ่นที่ 3 นั้นให้ GnuCash มาให้แล้ว (แต่เก่าไปหน่อยเป็นเวอร์ชัน 1.6 ตอนนี้ล่าสุดออก 1.8 แล้ว) การติดตั้งก็ทำได้ง่ายๆ เปิดเข้าไปในซีดีแผ่นที่ 3 เข้าไปในไดเรคทอรี RPMS.main แล้วไปดับเบิลคลิกที่ไฟล์ gnucash-1.6.6-7.i386.rpm แล้วก็กด OK ไปเรื่อยๆ ลินิกซ์ทะเลจะติดตั้งให้อัตโนมัติ การเรียกโปรแกรม ผมพบว่าพอลงโปรแกรมแล้ว ไม่มีไอคอน GnuCash มาให้ ต้องเรียกผ่าน terminal โดยเปิด terminal ขึ้นมาแล้วพิมพ์ gnucash ลงไป ตัวโปรแกรมจะโผล่ขึ้นมาให้เราใช้งานครับ

ความสามารถของตัวโปรแกรมนั้น เรียกได้ว่าเกินความต้องการของการใช้ทำบัญชีส่วนตัว พอฟัดพอเหวี่ยงกับการนำไปใช้ในกิจการเล็กๆ แล้ว ถ้าใครใช้โปรแกรมด้านบัญชีอย่าง Quicken บนวินโดว์ GnuCash ก็สามารถอิมพอร์ทไฟล์ .QIF (Quicken Interchange Format) จาก Quicken มาใช้งานได้

ความสามารถในการอ่านไฟล์ QIF นั้นสำคัญมาก เพราะว่านอกจาก Quicken จะเป็นมาตรฐานในโปรแกรมบัญชีแล้ว ในต่างประเทศ การทำธุรกรรมออนไลน์ หลายๆ ธนาคารจะเก็บบัญชีของเราเป็นไฟล์ QIF เนื่องจากมันเป็นมาตรฐานเปิด ดังนั้นถ้าเรามีบัญชีกับธนาคารที่ใช้ QIF จะสามารถนำไฟล์บัญชีของเราเว็บไซท์จากธนาคาร มาใช้ต่อในโปรแกรมบัญชีของเครื่องเราได้สะดวก ยิ่งถ้าเป็น GnuCash 1.8 สามารถอิมพอร์ทไฟล์ .OFX ของ Microsoft Money ได้ด้วย (สามารถดาวน์โหลด GnuCash 1.8 ได้จาก www.gnucash.org หรือถ้าใช้ RedHat 9 อยู่ จะเป็นรุ่น 1.8.1 มาแล้ว)

เมื่อเราเปิดโปรแกรมเข้ามา โปรแกรมจะถามว่าเราต้องการใช้ตัวช่วยสร้างบัญชีรึเปล่า ให้ตอบตกลง แล้วจะมีรายการมาให้เลือกว่า เราต้องการใช้บัญชีแบบไหนบ้าง ซึ่งแยกย่อยเป็นหมวดๆ อย่างละเอียด เช่น ค่าเช่าบ้าน เงินเดือน เงินในบัญชีธนาคาร หุ้น เงินกู้ ผ่อนบ้าน-ผ่อนรถ ฯลฯ คิดว่าสำหรับการทำบัญชีส่วนตัว บัญชีประเภทต่างๆ ที่โปรแกรมให้มานั้นครอบคลุมการใช้งานเกือบหมด แต่ถ้ายังไม่พอใจ เราสามารถเพิ่มชนิดของบัญชีเองได้

ความสามารถทางบัญชีพื้นฐานนั้นมีมาให้พอสมควร เราสามารถกำหนดเวลาแจ้งเตือนได้ ว่าต้องชำระเงินส่วนนี้ภายในวันไหน สามารถพิมพ์เช็คได้ แต่ตัวเลขบนเช็คยังไม่เลื่อนตามนะครับ ต้องขยับเพิ่มเอง ทำให้ไม่สะดวกนิดหน่อย โปรแกรมสามารถรายงานยอดรายรับ-จ่าย ของเราในแต่ละช่วงเวลา (กำหนดเองได้) ในรูปของตาราง และกราฟได้หลายชนิด ถ้าเป็นเวอร์ชัน 1.8 ขึ้นไป จะสนับสนุนการออกใบแจ้งหนี้-ใบเสร็จได้ด้วย

สำหรับภาษาไทย พบว่าใช้งานได้ แต่ไม่ทั้งหมดครับ ในหน้าต่างหลักสามารถใช้งานภาษาไทยได้สะดวก แต่พอเข้าไปในส่วนของบัญชีย่อยๆ นั้นจะอ่านภาษาไทยไม่ได้ ถ้านับการใช้งานที่ไม่จริงจังมากนัก ก็ถือว่าพอใช้ได้ครับ

บนลินิกซ์ยังมีโปรแกรมด้านบัญชีอีกหลายตัว ที่เป็นระดับใช้งานส่วนตัวหรือกิจการขนาดเล็ก แบบเดียวกับ GnuCash นี้มีอีก 2 ตัวครับ แต่ไม่ฟรีเหมือนกับ GnuCash นั่นคือ Kapital เป็นโปรแกรมสาย KDE ที่สร้างขึ้นมาสำหรับขายโดยเฉพาะ เท่าที่อ่านมาความสามารถจะเยอะกว่า GnuCash แต่ก็ต้องซื้อในราคา 24.95 เหรียญ สำหรับเวอร์ชันดาวน์โหลดเอง และ 29.95 เหรียญ สำหรับแบบซีดี หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thekompany.com/products/kapital

ส่วนอีกตัวนึงคือ Moneydance 2003 เป็นโปรแกรมที่ความสามารถเยอะ สามารถใช้งานบน MacOSX ได้ การใช้งานบนลินิกซ์นั้นต้องติดตั้ง JRE ไว้ด้วย เพราะว่า Moneydance เขียนด้วยภาษาจาวา ราคาขาย 29.99 เหรียญครับ เว็บไซท์อยู่ที่ www.moneydance.com

เคยสงสัยกันบ้างมั้ยครับ ว่าทำไมเวลาส่งเอกสารสำคัญเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยไปให้คนอื่น เราถึงต้องส่งเป็น ไฟล์ .doc ของไมโครซอพท์เวิร์ดกัน ไหนว่าตอนนี้รัฐบาลส่งเสริมให้ใช้งานซอพท์แวร์เสรี อย่าง ออฟฟิศทะเล หรือปลาดาวไม่ใช่เหรอ ทำไมเราไม่ส่งเอกสารในรูป .sxw ของปลาดาวแทนล่ะ? ปัญหานี้ ถ้าจะให้ตอบง่ายๆ ก็ต้องตอบว่า ในเมื่อคนเกือบทั้งประเทศ (ทั้งโลกก็ได้) ใช้ไมโครซอพท์ออฟฟิศกันทั้งนั้น ถ้าเราส่งไฟล์ปลาดาวไปให้ ถ้าเครื่องของคนที่รับไฟล์จากเรามีแต่เวิร์ด แน่นอนว่าเปิดไฟล์ของปลาดาวไม่ได้อยู่แล้ว ผลเสียก็เกิดขึ้นตรงที่ ผู้รับอ่านไฟล์ของเราไม่ได้ เราเองต้องลำบากลำบนมาแปลงไฟล์ปลาดาวไปเป็นเวิร์ดแล้วส่งใหม่อีก สู้ส่งจากเวิร์ดตั้งแต่แรก ก็สิ้นเรื่อง จริงมั้ยครับ?



ปัญหามาตรฐานกลาง สำหรับไฟล์เอกสารสำนักงานที่สร้างจากโปรแกรมตระกูลเวิร์ด โปรเซสเซอร์นี้มีมานานแล้ว ไม่ใช่แต่เมืองไทยที่ยังต้องแลกข้อมูลกันด้วย .doc กันอยู่ ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลีและอื่นๆ ส่งไฟล์ .doc เพราะกลัว คนรับเปิดไฟล์แบบอื่นไม่ได้เหมือนกัน แต่ที่พวกนี้กลัวกันยิ่งกว่า คือ กลัวว่าไมโครซอพท์จะเปลี่ยนแปลงอะไรใน ไฟล์เอกสารของออฟฟิศต่างหาก (ในที่นี้ เน้นไปที่ .doc แต่ก็รวม .xls และ .ppt ของเอ็กเซล กับพาวเวอร์พอยต์เหมือนกัน) ตัวอย่างง่ายๆ ที่สุด นั่นคือ ตอนเปลี่ยนจากออฟฟิศ 95 เป็น 97 เรามีปัญหากันมากเพราะว่าไฟล์จากเวิร์ด 95 กลับกลายเป็น ตัวยึกๆ ยือๆ บนเวิร์ด 97 (ยังดีที่ออฟฟิศ 2000 กับ XP ไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบไฟล์อีก)



ปัญหานี้รัฐบาลหลายๆ ประเทศกลัวมาก เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่า ข้อมูลที่เก็บๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ด้วยเวิร์ดนั้น อีก 10 ปีจะยังอ่านได้อยู่หรือเปล่า ไมโครซอพท์อาจจะอ้างตอนที่ออกออฟฟิศ 2005 ก็ได้ ว่า ไฟล์รูปแบบเก่าล้าสมัย และไม่มีประสิทธิภาพไปแล้ว ทำให้เวิร์ด 2005 อ่านไฟล์เวิร์ดปัจจุบันไม่ได้ แถมรูปแบบไฟล์ของไมโครซอพท์ออฟฟิศนั้นเป็นมาตรฐานปิด เราพิมพ์งาน ใส่เวิร์ด เซฟเป็นไฟล์ .doc แต่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้เลยว่า ตัวหนา ตัวเอียง ย่อหน้าในเอกสารของเรา ถูกเก็บยังไงอยู่ใน .doc เราจึงแทบไม่มีโอกาสจะสร้างโปรแกรมของเราขึ้นมาอ่านไฟล์เวิร์ดได้เลย



ทางผู้พัฒนา OpenOffice.org (ต้นตระกูลของปลาดาว และออฟฟิศทะเล) ที่เขียนตัวแปลงไฟล์ไมโครซอพท์ออฟฟิศเพื่อให้ OpenOffice.org อ่านได้ เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า มันเป็นอะไรที่ ยากเย็นแสนเข็ญมาก เพราะเหมือนกันเราเขียนโปรแกรมให้อ่านไฟล์อะไรก็ไม่รู้ ที่ไม่รู้ว่าส่วนนี้ของไฟล์คืออะไร ปัจจุบันออฟฟิศทะเลและปลาดาว ก็เลยสามารถอ่านไฟล์จากไมโครซอพท์ออฟฟิศได้ ถึงแม้จะไม่ 100 % ก็ตาม (มาจากสาเหตุนี้เอง)



กลับมาที่ปัญหาเดิมครับ ว่าจะทำอย่างไรถ้าเกิดไมโครซอพท์ทำอะไรกับไฟล์เวิร์ดขึ้นมา ลองมาคิดกันดีกว่า ว่าจะส่งไฟล์เอกสาร ในรูปแบบอะไรแทน



ถ้าเป็น text file ธรรมดา ข้อดีคือทุกเครื่องอ่านได้ แต่ถ้าเกิดว่าเอกสารเราเกิดซับซ้อนขึ้นมา มีใส่รูป ใส่ตาราง text file ใช้ไม่ได้แน่ ถ้าเกิดเป็น html ล่ะ ทุกเครื่องก็อ่านได้เหมือนกัน แต่ข้อเสียของ html คือ เวลาพิมพ์ออกเครื่องพิมพ์ครับ เอกสารราชการนั้นจำเป็นต้องพิมพ์ออกมาเป็นกระดาษไว้ด้วย แต่จุดด้อยของ html เลยคือการพิมพ์ เพราะเราบังคับรูปแบบ ของ html ตอนพิมพ์ได้ยากมาก เนื่องจากว่า html ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้พิมพ์ออกกระดาษ แต่เอาไว้อ่านจากเว็บบราวเซอร์เท่านั้น html บนเครื่องของเราอาจจะดูดี แต่พอไปเครื่องคนอื่นอาจจะเละไปเลยก็ได้



เอกสารแบบที่ถูกออกแบบมาแก้จุดอ่อนตรงนี้คือ PDF ครับ หน้าตาของเอกสารจะเหมือนกันหมดไม่ว่าจะอ่านจากที่ไหน พิมพ์ก็สวย ใส่รูปก็ได้ ป้องกันการก็อปปี้ได้อีก แต่ข้อเสียอย่างแรงของมันคือ มันไม่ฟรีครับ ถึงแม้ Acrobat Reader จะแจกฟรี แต่ตัวสร้างไฟล์ PDF อย่างเป็นทางการและถูกลิขสิทธิ์นั้น Adobe ขายในราคา 299 เหรียญ ตีเป็นเงินไทยก็หลายตังค์เหมือนกัน



ทางเลือกสุดท้ายที่ทุกคนหันมามองกันคือ XML ครับ XML ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้แลกเปลี่ยน ข้อมูลโดยตรงอยู่แล้ว มาตรฐานกลางในการส่งข้อมูลของ e-Commerce นั้นก็เป็น XML แล้ว (เรียกว่า ebXML) แถมตอนนี้ ไฟล์เอกสาร ของปลาดาว/ออฟฟิศทะเลก็เป็น XML แล้วเช่นกัน แล้ว XML ดีตรงไหนล่ะ ดีตรงที่ว่า XML นั้นเป็นมาตรฐานเปิด ไม่ได้เป็นของใคร ถ้าเกิดว่าในอนาคตปลาดาว/ออฟฟิศทะเลเลิกสนับสนุน XML ขึ้นมา เรายังสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาอ่านไฟล์ XML เองได้ โดยอาศัยเอกสารประกอบของ W3C ซึ่งเปิดเผยให้กับสาธารณชนอยู่แล้ว



ทีนี้เมื่อทุกคนมองมาที่ XML ก็เลยมีความพยายามที่จะสร้างรูปแบบมาตรฐานสำหรับไฟล์ออฟฟิศ หมายความว่าถ้าเกิดเราใช้ มาตรฐานกลางนี้แพร่หลาย การส่งไฟล์ข้ามกันระหว่างเวิร์ดกับปลาดาวก็ไม่ใช่ความฝัน องค์กรกลางที่ทำหน้าที่นี้คือ OASIS (Organization for the Advancement of Structured Information Standards : http://www.oasis-open.org) ซึ่งเป็นผู้ออกมาตรฐาน ebXML มาแล้ว โดยผู้ผลิตโปรแกรมออฟฟิศ 2 เจ้า คือ ซัน (OpenOffice.org และ StarOffice) กับ Corel (Word Perfect) รวมถึงพันธมิตรอีกหลายๆ ราย เช่น โบอิ้ง ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของ OASIS เพื่อใช้ไฟล์เอกสารของ OpenOffice.org เป็นมาตรฐานกลาง กลุ่มพันธมิตรนี้เพิ่งจับมือกันไปเมื่อปลายปีที่แล้วครับ ตอนนี้ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรออกมาครับ



แต่มาตรฐานไฟล์ออฟฟิศตัวนี้ก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเกิดว่าผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด คือ ไมโครซอพท์ (ซึ่งก็เป็นสมาชิก OASIS เหมือนกัน) ไม่เล่นด้วย เพราะยังไง เรายังต้องง้อผู้ใช้ไมโครซอพท์ออฟฟิศอยู่



ล่าสุดใน Office 2003 ที่กำลังจะออกมานั้นก็สนับสนุน XML เหมือนกัน แต่ก็ทำงานร่วมกับไฟล์จาก OpenOffice.org ไม่ได้อยู่ดี ปัญหามาตรฐานไฟล์เอกสารนี้เลยยังไม่มีวี่แววว่าจะจบลงด้วยดี เพราะความจริงแล้ว มันแทบจะขึ้นอยู่กับไมโครซอพท์ฝ่ายเดียวเลย ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ เราจะยังส่งไฟล์กันด้วยเวิร์ดอย่างไม่มีปัญหา แต่การเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เผื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งที่ควรเตรียมตัวไว้นะครับ

วันนี้จะเล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องบริษัท SCO อ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของซอร์สโค้ดบางส่วนในลินิกซ์ และเรียก เก็บเงินค่าใช้งานลินิกซ์ จากบริษัทต่างๆ จนเป็นข่าวเกรียวกราวอยู่ตอนนี้ ทำให้เกิดความกังวลขึ้นพอสมควรว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และถ้าเกิดว่า SCO ชนะคดีความขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรกัน เพราะลินิกซ์ที่บริษัทต่างๆ ใช้กันอยู่อย่างไม่เสียค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ (คือเสียแต่ค่าติดตั้ง บำรุงรักษา) ต่อไปอาจจะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้กับ SCO ซะแล้ว



ก่อนอื่น หลายๆ ท่านอาจจะมีคำถามว่า SCO มันคือบริษัทอะไร ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อเลย SCO เป็น บริษัทที่ทำมาหากินเกี่ยวกับยูนิกซ์ (UNIX) ครับ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ยูนิกซ์เป็นชื่อเรียกรวมๆ ของระบบปฏิบัติการประเภทหนึ่ง โดยที่ลินิกซ์นั้นเป็นยูนิกซ์ชนิดหนึ่ง มีหลายบริษัทขายยูนิกซ์ชนิดอื่นๆ ด้วยชื่อ ทางการค้าที่ต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น Solaris ของซัน, HP-UX จาก HP หรือ AIX ของไอบีเอ็ม ซึ่งจุด แตกต่างที่สำคัญของลินิกซ์กับยูนิกซ์นั้นคือ ลินิกซ์เป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์ส แต่ยูนิกซ์ที่พวกซันหรือไอบีเอ็ม ขายนั้นไม่เป็นครับ



แรกเริ่มเดิมทียูนิกซ์ถูกสร้างขึ้นโดยเบลล์แลบ ซึ่งเป็นห้องวิจัยทางคอมพิวเตอร์ชื่อดังที่คิดค้น อะไรต่อมิอะไรให้เราๆ ใช้กันเยอะแยะ เบลล์แลบนี้เป็นหน่วยงานย่อยของ AT&T ทาง AT&T ไม่ค่อยเห็น ความสำคัญของยูนิกซ์เท่าไรนัก เลยขายลิขสิทธิ์ของยูนิกซ์ไปให้บริษัท Novell เจ้าของ Netware ทาง Novell เอง ซื้อมาซักพัก ก็ขายสิทธิ์ของยูนิกซ์ ให้กับบริษัทที่มีชื่อว่า Santa Cruz Operation หรือ SCO นั่นเอง SCO ผลิตยูนิกซ์ออกมาขาย 2 ยี่ห้อคือ OpenServer กับ Unixware ต่อมา มีบริษัทลินิกซ์ชื่อว่า Caldera เข้ามาซื้อ SCO ไป Caldera เลยขายทั้งยูนิกซ์และลินิกซ์ แต่ยอดขายลินิกซ์กลับไม่ค่อยดีนัก สู้พวก RedHat ไม่ได้ Caldera เลยเปลี่ยนชื่อมาเป็น SCO Group เพื่อบอกว่า รายได้ของตัวเองน่ะ ส่วนมากมา จากยูนิกซ์นะ



ส่วนกรณีการอ้างสิทธิ์ของ SCO ที่เกิดขึ้นนี้ เริ่มมาจากเมื่อต้นปี SCO ได้ทำการฟ้อง IBM เป็นเงิน 1 พันล้านเหรียญ ว่า IBM แอบเอาซอร์สโค้ดในยูนิกซ์ของ SCO ไปใส่ในลินิกซ์ สาเหตุของเรื่องนี้มาจาก IBM กับ SCO เคยร่วมมือกันพัฒนายูนิกซ์อยู่พักนึง ปรากฎว่าโครงการนั้นล้มไป ต่อมาในช่วงหลังๆ นี้ ที่ IBM ได้ หันมาสนับสนุนลินิกซ์แทนยูนิกซ์ เพราะเห็นว่าอนาคตสดใสกว่า แถมจ้างนักพัฒนาของ IBM ไปร่วมพัฒนา เคอร์เนลของลินิกซ์เองด้วย ในเคอร์เนลลินิกซ์ตอนนี้จึงมีอะไรที่เป็นผลงานของ IBM อยู่หลายอย่าง SCO ได้ หันมาเล่นงานตรงจุดนี้ครับว่า บางส่วนที่ IBM ใส่เข้าไปในลินิกซ์นั้นคือ ซอร์สโค้ดบางส่วนของ SCO ที่ IBM ได้มาตอนทำงานร่วมกับ SCO นั่นเอง



เรื่องมันควรจะจบแค่เป็นคดีระหว่าง SCO กับ IBM แค่นั้น เหมือนกับ SCO เรียกร้องค่าเสียหาย จาก IBM เป็นเรื่องระหว่างบริษัทสองบริษัทเท่านั้น ผู้ใช้ลินิกซ์และบริษัทอื่นๆ ไม่น่าจะไปเกี่ยวข้องด้วย แต่ SCO กลับอ้างว่า ตนเองเป็นเจ้าของสิทธิ์โค้ดส่วนที่เป็นปัญหานี้ ซึ่งอยู่ในลินิกซ์ ดังนั้น ผู้ใช้ลินิกซ์ทุกคน ต้อง จ่ายค่าลิขสิทธิ์การใช้งานโค้ดส่วนนี้ให้กับ SCO ด้วย โดย SCO วางแผนจะเก็บค่าใช้งานขั้นต่ำ 699 เหรียญ ต่อ เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่มีซีพียู 1 ตัว และราคาจะแพงขึ้นไปอีกสำหรับเซิร์ฟเวอร์แบบหลายซีพียู แถมยังเลยเถิดจ้องเก็บ เงินจากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีลินิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการอีกด้วย เลยทำให้ผู้ใช้ลินิกซ์จากทั่วโลกออกมาตอบโต้ SCO กันยกใหญ่ ล่าสุดนี้ทาง RedHat กับ IBM ได้ฟ้อง SCO กลับแล้วครับ



ประเด็นของเรื่องนี้มีหลายมุมมองครับ ถ้ามองในแง่ผู้ใช้ทั่วไป และผู้สนับสนุนการพัฒนาแบบโอเพ่น ซอร์ส การออกมาอ้างสิทธิ์ของ SCO ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ลินิกซ์ต้องเข้ามายุ่งกับคดีความใหญ่โต ซอร์สโค้ด ส่วนที่ SCO อ้างว่าถูกนำไปใช้นั้น ยังไม่มีใครเห็น (เพราะซอร์สของลินิกซ์นั้นเปิดเผย แต่ซอร์สของ SCO ไม่มี ใครเข้าถึงได้ เลยไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้) และ SCO ก็บอกว่าจะเปิดเผยซอร์สโค้ดที่ว่าในชั้นศาลเท่า นั้น เลยมีหลายๆ คนคิดว่า SCO นั้นจงใจแอบเอาซอร์สโค้ดไปใส่ในลินิกซ์ เพื่อที่ว่าจะได้มาอ้างสิทธิ์อย่างนี้รึ เปล่า เพราะฐานะทางการเงินของ SCO ตอนนี้ก็ไม่ดีนัก ลินิกซ์ขายไม่ค่อยออกมานานแล้ว ตอนนี้ยิ่งต้องเสียเงิน ไปกับการฟ้องร้องอีก แถมโดน RedHat กับ IBM ฟ้องกลับไป ก็ต้องเสียเงินมาจัดการกับคดีที่ถูกฟ้องกลับอีก



แต่ถ้ามองในด้านธุรกิจ ถ้าเกิดว่า SCO แพ้คดี ก็ไม่มีปัญหา แต่ในกรณีที่ SCO เกิดชนะขึ้นมา เราก็จำ เป็นต้องจ่ายเงินให้กับ SCO งั้นหรือ แล้วมันจะคุ้มมั้ยถ้าใช้ลินิกซ์แล้วต้องจ่ายเงิน (ราคาแพง) ให้กับ SCO อีก ต่อหนึ่ง ทางออกเรื่องนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนัก เพราะว่า SCO อุบหลักฐานเอาไว้หมดไม่ยอมบอกใคร เลยคาดเดาไม่ ถูกว่าศาลจะตัดสินอย่างไร แต่ก็อีกนานพอสมควรกว่าคดีนี้จะสิ้นสุด (ดูอย่างคดีของไมโครซอพท์ก็ได้) ดังนั้น เรา ก็ใช้งานลินิกซ์ต่อไปตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากการสำรวจของสำนักข่าวต่างๆ บริษัทส่วนมากที่ตัดสิน ใจจะนำลินิกซ์มาใช้ ก็ดำเนินการต่อไป โดยปัญหา SCO ไม่มีผลกระทบแม้แต่น้อย ก็คงคอยดูกันต่อไป ว่าเรื่อง นี้จบยังไงครับ

งาน LinuxWorld Conference & Expo 2003 เป็นงานประชุมและแสดงผลิตภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในวงการลินิกซ์ จัดโดย IDG ซึ่งเป็นเจ้าพ่อการจัดงาน Expo ทางคอมพิวเตอร์รายหลายการ โดยปกติแล้ว LinuxWorld Expo จัดปีละสองครั้งครับ คือ เดือนมกราคม และเดือนสิงหาคม งานที่จัดในเดือนมกราคมนั้นจะยิ่งใหญ่กว่างานในเดือนสิงหาคมที่เน้นแต่การประชุมเพียงอย่างเดียว โดยของเดือนมกราคมนั้นจัดที่นิวยอร์ค ส่วนของเดือนสิงหาคมที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 4-7 สิงหาที่ผ่านมานี้ จัดที่ซาน ฟรานซิสโกครับ



งานเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ วงการลินิกซ์ยังตกอยู่ในภาวะสับสนวุ่นวายจาก SCO อยู่ (เรื่องของ SCO เขียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) ข่าวต่างๆ เลยถูกข่าวของ SCO กลบไปเสียเยอะ แต่ข่าวใหญ่อีกข่าวที่สำคัญทีเดียวในงาน LinuxWorld Expo นั่นคือ Novell ประกาศซื้อบริษัท Ximian ครับ ถ้าคุณผู้อ่านคนไหนทำงานเกี่ยวกับไอทีในองค์กร ก็คงจะคุ้นชื่อ Novell และระบบปฏิบัติการ NetWare กันอยู่บ้าง ว่าเป็นระบบปฏิบัติการที่สนับสนุนการทำงานด้านเครือข่ายมานานแล้ว นอกจากนี้ Novell ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกเยอะ อย่าง Novell Directory Service, GroupWise หรือ ZENworks



แต่ Ximian อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไรนัก Ximian เป็นบริษัทที่มีความสำคัญทีเดียวในแวดวงโอเพ่นซอร์ส เพราะผู้ก่อตั้งบริษัทคือนาย Miguel de Icaza นั้น เป็นผู้ริเริ่มโครงการ Gnome ซึ่งเป็น Desktop ตัวสำคัญบนลินิกซ์ทีเดียว (ถ้านึกไม่ออกว่า Gnome คืออะไร ลองเปิดลินิกซ์ทะเลหรือ RedHat ขึ้นมาดูได้นะครับ ถ้าไม่ได้เลือกอะไรเป็นพิเศษเลย หน้าจอที่ใช้ๆ งานกันอยู่ นั่นคือ Gnome ครับ)



นอกจากนี้บริษัท Ximian เองยังจับตลาดซอพท์แวร์สำหรับองค์กร โดยสร้างโปรแกรม Evolution ขึ้นมา ไว้สำหรับใช้งานอีเมล์ในองค์กร หน้าตาและการใช้งานของ Evolution นี้เหมือน Outlook ยังกับแกะ สื่อฝรั่งมักจะขยายความเจ้า Evolution นี้ว่า Outlook clone อยู่เสมอ ซึ่ง Evolution ก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นซอพท์แวร์อีเมล์องค์กรที่ดีที่สุดบนลินิกซ์แล้ว มันสามารถทำงานกับเซิร์ฟเวอร์อีเมล์ Microsoft Exchange ได้ด้วย (กรณีที่บริษัทวางโครงสร้างอีเมล์ด้วย Exchange ไปแล้ว และไม่อยากเสียตังค์ซื้อ Outlook หรืออยากเปลี่ยนไปใช้ลินิกซ์ ก็สามารถใช้ Evolution แทนได้ทันที)



นอกจากตัว Evolution ทาง Ximian ยังมีผลิตภัณฑ์อีกเยอะ เช่น Ximian Desktop หรือ Gnome รุ่นดัดแปลงให้สวยขึ้น ทำงานได้ง่ายขึ้น, Red Carpet สำหรับให้ผู้ดูแลระบบสามารถอัพเกรดซอพท์แวร์เครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากๆ ได้ง่าย และโครงการ Mono คือการทำให้แนวคิด .NET ของไมโครซอพท์สามารถใช้งานบนลินิกซ์ได้






จะเห็นว่า Ximian มีของขายหลายอย่าง แต่ละอย่างขายลูกค้าองค์กรทั้งนั้น ซึ่งก็ตรงกับ Novell ที่มีลูกค้าเป็นองค์กรเช่นกัน แต่ทำไม Novell ถึงลงทุนซื้อ Ximian ล่ะ อันนี้ก็บอกได้เลยว่า Novell กำลังจะขยับย้ายถิ่นฐานจาก NetWareไปสู่ลินิกซ์ครับ เมื่อก่อน NetWare ได้รับความนิยมมากจนเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับเครือข่ายไปแล้ว แต่หลังๆ มานี้โดน WindowsNT (รวมถึง 2000 และ 2003 ที่เพิ่งออกมา) ตีแตกไม่เป็นท่า เมื่อไมโครซอพท์กำจัด NetWare ลงไปได้แล้ว ก็ครองตลาดระบบปฏิบัติการสำหรับองค์กรมาได้หลายปี จนกระทั่งลินิกซ์ปรากฎกายขึ้นมา แรกๆ บริษัทใหญ่ๆ ยังไม่มีใครกล้าใช้ลินิกซ์เท่าไรนัก จนกระทั่งบริษัทใหญ่ (มาก) อย่างไอบีเอ็มประกาศหนุนลินิกซ์เต็มที่ บริษัทรองๆ ลงมาที่ทำตลาดองค์กรเช่นกัน อย่าง Oracle ก็หันมาหนุนลินิกซ์ตาม แน่นอนว่าคราวนี้ก็เป็นทีของ Novell แล้ว



สาเหตุที่บริษัทเหล่านี้หันมาหนุนลินิกซ์ นอกจากเหตุผลด้านประสิทธิภาพ และราคาของลินิกซ์แล้ว แนวโน้มของตลาดซอพท์แวร์ระบบปฏิบัติการต่อไป จะเหลือเพียงสองขั้วครับ คือ วินโดว์ และลินิกซ์ วินโดว์นั้นโตมาจากตลาดเดสก์ทอป กำลังมุ่งที่จะครอบครองตลาดเซิร์ฟเวอร์และองค์กร ส่วนลินิกซ์นั้นกลับกัน คือ โตมาจากตลาดเซิร์ฟเวอร์ จนยึดครองได้แล้ว (ในตอนนี้) และมีเป้าหมายต่อไปคือตลาดเดสก์ทอป ส่วนระบบปฏิบัติการอื่นๆ อย่าง Solaris ของซัน, AIX และ OS/2 ของไอบีเอ็ม รวมทั้ง NetWare ของ Novell ก็จะลดบทบาทลงไป เพราะระบบปฏิบัติการพวกนี้จับตลาดองค์กรเหมือนกัน เมื่อเจอกับลินิกซ์ที่ถูกกว่า และดีกว่า ย่อมจะได้รับความนิยมลดลง บริษัทเจ้าของระบบปฏิบัติการเหล่านี้ก็รับรู้ถึงแนวโน้มเหล่านี้ ทำให้ไอบีเอ็มไหวตัวก่อน หันมาสนับสนุนลินิกซ์เต็มตัว เพื่อหวังจะใช้เป็นระบบปฏิบัติการหลักของตนเองในอนาคต



ส่วนทาง Novell นั้น ได้ออกมาประกาศแผนการเกี่ยวกับลินิกซ์หลังจากเข้าซื้อ Ximian แล้วครับ นาย Chris Stone รองประธานของ Novell ได้ให้สัมภาษณ์กับ CNET ว่า NetWare ตัวต่อไป คือ เวอร์ชัน 7.0 จะเป็นการนำเอาซอพท์แวร์ต่างๆ ที่เคยรันบน NetWare เดิม เช่น ระบบแชร์ไฟล์ หรือการพิมพ์ มาทำงานบนลินิกซ์ นั่นคือ NetWare จะไม่ใช่ชื่อเรียกระบบปฏิบัติการอีกต่อไป แต่จะเป็นชื่อเรียกซอพท์แวร์สำหรับองค์กรของ Novell ที่รันบนลินิกซ์แทน นับว่าน่าตื่นเต้นทีเดียวที่ Novell จะทิ้ง NetWare ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำมานาน มุ่งสู่ลินิกซ์เต็มตัว



การเปลี่ยนนโยบายมาสนับสนุนลินิกซ์เต็มตัวในที่นี้ ทำให้ Novell เข้าซื้อบริษัท Ximian เพราะต้องการเทคโนโลยี และความถนัดของ Ximian ที่มีต่อลินิกซ์นั่นเองครับ บริษัทอื่นๆ ที่หันมาผลักดันโอเพ่นซอร์สเต็มตัว นอกจากไอบีเอ็ม และ Novell แล้ว คือ ซัน, HP และ Oracle ครับ จะเห็นว่ายักษ์ๆ เหล่านี้ เมื่อก่อนรอดูท่าทีกันว่าจะทำยังไงกับโอเพ่นซอร์ส แต่มาถึงตอนนี้ ก็แสดงจุดยืนแล้วว่า สนับสนุนแน่นอน และส่งพพนักงานเข้าไปร่วมในโครงการโอเพ่นซอร์สหลายๆ อันด้วย ไว้มีโอกาสจะเขียนถึงครับว่า HP, Oracle และซัน ทำอะไรกันบ้างครับ