Ogg

Nokia Opposes Ogg in HTML5

เป็นข่าวที่น่าสนใจที่สุดในรอบสัปดาห์ แปะลิงก์ไว้ก่อน เดี๋ยวอ่านความเห็นครบๆ แล้วค่อยเขียนลง Blognone

แบบสรุปสั้นๆ คือในร่างปัจจุบันของ HTML5 (ชื่อเดิม WHATWG) จะมีแท็ก <video> ด้วย (เนื่องจากความนิยมในวิดีโอออนไลน์) ซึ่ง W3C ได้เลือก Ogg Vorbis/Theora เป็น fallback codec ด้วยเหตุผลว่ามันเป็็น codec ที่ royalty free เสมอ แต่โนเกียออกมาต้าน ด้วยเหตุผล 2 ข้อ (ตามที่ Cory Doctorow แห่ง BoingBoing เขียน) คือ

  • มันยังมี patent (ซึ่ง Cory บอกว่าไม่จริง แต่ผมยังไม่ชัวร์)
  • มันไม่มี DRM (ซึ่งบรรดา content owner ทั้งหลายต้องการ)

โนเกียเสนอให้ใช้ H.264 และ AAC แทน Ogg ซึ่งในแง่คุณภาพก็คงดีกว่าจริง แต่แง่กฎหมายแล้วผมไม่แน่ใจอีกเหมือนกัน (และไม่เห็นมีใครพูดถึง) อย่างไรก็ตาม ในสเปกของ W3C นั้น Ogg เป็นแค่ fallback เท่านั้น เจ้าของเว็บยังมีสิทธิ์เลือก codec อื่นได้

อัพเดต: ยังไม่ทันอ่านอะไรเพิ่ม Ogg ก็ถูกถอดออกจากสเปก HTML5 ไปเรียบร้อย (เปลี่ยนจาก “must” เป็น “should”) - Slashdot

ทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก MP3 นะครับ เทคโนโลยีการบีบอัดเพลงดิจิทัลแบบ MP3 และอินเทอร์เน็ต ทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรมดนตรีครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเราสามารถนำเพลงจากซีดีมาบีบอัดให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ขนาดเล็ก และแลกเปลี่ยนผ่านอินเทอร์เน็ตได้สะดวก ใครจะยอมจ่ายเงินซื้อซีดีจริงมั้ยครับ นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ค่ายเพลงทั่วโลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ ค่ายเพลงเมืองไทยก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน จนต้องจัดคอนเสิร์ตทรัพย์สินทางปัญญาที่สนามหลวงไปเมื่อปีสองปีก่อน



อย่างที่ผมเคยเขียนไปหลายครั้ง ปัญหาความขัดแย้งเรื่องลิขสิทธิ์ (Copyright) และสิทธิบัตร (Patent) ซึ่งฝรั่งเค้ามีศัพท์เฉพาะว่าทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) เป็นปัญหาที่รุนแรงสุดๆ บนโลกดิจิทัลในตอนนี้ และมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความแพร่หลายของ MP3 ก่อให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyright) ของตัวเนื้อหาซึ่งก็คือเพลง กับบรรดาเจ้าของค่ายเพลงซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ปัญหานี้แก้ยากครับ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครแก้ได้ เนื่องจากว่าเป็นปัญหาเทคโนโลยีใหม่ก้าวข้ามเทคโนโลยียุคเดิม และทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคกับผู้ผลิตในอุตสาหกรรมนี้ต้องเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการคิดค้นเครื่องทอผ้า หรือเครื่องจักรไอน้ำยังไงยังงั้น



แต่เรื่องวันนี้เราจะไม่ยุ่งกับปัญหาลิขสิทธิ์ เรามาดูเรื่องสิทธิบัตร (Patent) แทน สิทธิบัตร คือ ความเป็นเจ้าของในวิธีการหรือกรรมวิธีต่างๆ เช่น วิธีสร้างเครื่องบิน เป็นต้น ปัญหาสิทธิบัตรมาเกี่ยวกับ MP3 ตรงที่ กรรมวิธีการบีบอัดเพลงจากซีดีมาเป็น MP3 นั้น เป็นสิทธิบัตรของสถาบัน Fraunhofer ในเยอรมนี และ MPEG Consortuim ซึ่งสององค์กรนี้มีสิทธิ์ในตัวเทคโนโลยี MP3 อย่างเต็มที่ (เน้นว่าเฉพาะวิธีการบีบอัดเพลง ไม่เกี่ยวกับตัวเพลงที่อยู่ในรูป MP3) สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้งานเทคโนโลยีนี้จากผู้ใช้และผู้ขายทั่วโลกได้ ถึงแม้ปัจจุบันจะยังไม่มีการเรียกเก็บเงินขึ้น แต่สถาบัน Fraunhofer เคยส่งจดหมายเตือนอ้างความเป็นเจ้าของ และสั่งให้นักพัฒนาอิสระที่เคยสร้างตัวเข้ารหัส MP3 แจกฟรีนั้นหยุดการพัฒนาในปี 1998



นี่จึงเป็นความเสี่ยง ถ้าเกิดว่าเจ้าของสิทธิบัตรเกิดเรียกเก็บเงินขึ้นมาจริงๆ ก็จะทำให้ต้นทุนในการขายเพลงแบบที่เป็น MP3 นั้นเพิ่มขึ้น ส่งผลเสียต่อทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ (เพราะว่าผู้ที่ได้เงินส่วนนี้ไป คือ คนกลางที่เหมือนเป็นเสือนอนกิน) เลยเกิดความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีการบีบอัดแบบใหม่ขึ้นมาแทน MP3 แต่เป็นของสาธารณะ (public domain) ไม่มีใครสามารถอ้างเป็นเจ้าของได้ และนี่เป็นที่มาของการบีบอัดเพลงแบบ Ogg Vorbis



Ogg Vorbis เริ่มพัฒนาโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Xiph.Org Foundation ซึ่งมีจุดประสงค์ที่จะสร้างเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดียบนอินเทอร์เนตที่เป็นของส่วนรวมอย่างแท้จริง โครงการ Ogg ก่อตั้งขึ้น โดยมีโครงการย่อย 4 โครงการ คือ

  • Vorbis สำหรับเพลงที่ถูกบีบอัดขนาด เหมือนกับ MP3
  • Theora สำหรับวิดีโอ
  • FLAC สำหรับเพลงที่ไม่ถูกบีบอัด เหมือนกับเพลงในซีดี
  • Speex สำหรับเสียงพูด

ตอนนี้โครงการ Vorbis พัฒนาเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว Ogg Vorbis ปัจจุบันอยู่ที่รุ่น 1.01 เราเริ่มจะเห็นเพลงแบบ Ogg Vorbis (นามสกุล .ogg) มากขึ้น ส่วน FLAC ก็เริ่มได้รับการยอมรับจากนักพัฒนา เหลือแต่ Theora กับ Speex ที่ยังอยุ่ในช่วงตั้งไข่ ข้อดีของ Ogg Vorbis ที่ดีกว่า MP3 นอกไปจากราคาและลิขสิทธิ์คือขนาดไฟล์เพลงเดียวกัน ถ้าแปลงเป็น Ogg จะมีขนาดเล็กกว่า MP3 และเสียงดีกว่า สนับสนุนการทำ Streaming (ฟังเพลงออนไลน์ เหมือนกับ Real Player) ด้วยโปรแกรม IceCast



MP3 เป็นเทคโนโลยีที่ถือว่าเก่าแล้วในโลกคอมพิวเตอร์ มีฟอร์แมตเพลงดิจิทัลอีกหลายชนิดถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของ MP3 ที่ค่อนข้างดังมี Ogg Vorbis ที่เป็นโอเพ่นซอร์ส, Windows Media Audio ของไมโครซอพท์ (นามสกุล .wma) และ AAC จากแอปเปิลที่ใช้ใน iPod ทำให้ตอนนี้ เพลงบนอินเทอร์เน็ตแบ่งเป็น 4 ฟอร์แมตหลักๆ คือ MP3, Ogg, WMA และ AAC แน่นอนว่า MP3 ที่กลายเป็นมาตรฐานของอินเทอร์เน็ต สามารถฟังได้จากโปรแกรมฟังเพลงทุกโปรแกรม และเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลพกพาทุกตัว แต่อีก 3 ตัวที่เหลือนั้นไม่สามารถเล่นข้ามค่ายกันได้



สำหรับโปรแกรมฟังเพลงที่สนับสนุน Ogg ถือว่ามีเยอะ โปรแกรมที่ใช้กันเยอะๆ อย่าง WinAmp นั้นเล่น Ogg ได้มานานแล้ว โปรแกรมบนลินิกซ์อย่าง XMMS, Xine, Mplayer ใช้งาน Ogg ได้ทุกตัว แต่ถ้าต้องการฟัง Ogg บน Windows Media Player นั้นจำเป็นต้องติดตั้งตัวถอดรหัสเพิ่มครับ หาได้จากเว็บไซท์ของโครงการ OggDS (http://tobias.everwicked.com/oggds.htm) ส่วนบน Apple iTunes นั้นยังไม่สามารถทำได้



แต่บนเครื่องเล่นเพลงดิจิทัลพกพานั้น Ogg แทบไม่เป็นที่รู้จัก อาจเป็นเพราะว่าเป็นสมบัติของสาธารณะ เลยไม่มีแรงผลักดันทางการตลาดกับผู้ผลิตเครื่อง แต่อย่าลืมว่าไม่ว่า MP3, WMA หรือ AAC ต่างก็เป็นฟอร์แมทที่มีเจ้าของ มีโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บเงินค่าใช้งาน ส่วน Ogg นั้นรับประกันได้ว่าจะยังฟรีตลอดไป แต่อนาคตฟอร์แมตใดจะครองความเป็นเจ้านั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย ไม่ใช่เรื่องสิทธิบัตรอย่างเดียว ต้องรอดูกันต่อไปครับ