Nokia

G1 - iPhone - Pre - Nokia

Taken by @kengggg's iPhone

บล็อกของผม PageRank ค่อนข้างดี (PR5 แต่ตรงไหนใน 5 ก็ไม่ทราบได้เพราะมันคาอยู่ตรงนี้มานานแล้ว) ถ้าทำ SEO หน่อยและคาดเดาเทร็นด์ดีๆ ก็จะมี traffic เพิ่มได้ไม่ยาก

แต่ส่วนมากแล้ว หน้าที่ hit เยอะๆ จะมาจาก keyword ที่ผมไม่ได้ตั้งใจทำ SEO เช่น หลิวอี้เฟย หรือ ตลาดดอนหวาย เป็นต้น

นอกจาก hit แล้ว สิ่งที่ตามมาอีกอย่างคือ fanatic comment จากคนที่ค้นเข้ามาเจอบล็อกผมพอดี (ลองดูตัวอย่างในหน้า หลิวอี้เฟย ได้) ซึ่งโดยมากแล้ว ผมมักปิดคอมเมนต์ใน entry อันนั้นเพราะขี้เกียจเข้าไปอ่านบ่อยๆ (ตามตัวอย่าง จะเห็นว่า fanatic comment นั้นไม่ค่อยมีสาระเท่าไรนัก)

general case ส่วนใหญ่นั้นจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเท่าไร เพราะผมเขียนถึงคน, สถานที่, หรือวัตถุที่ดันไปฮิตแบบไม่คาดหมายในเชิงบวก หรืออย่างน้อยก็กลางๆ ไม่บวกไม่ลบอะไร

แค่เคสล่าสุดน่าสนใจมาก ถ้าใครอ่านบล็อกมาในช่วงนี้อาจจะพอจำได้ว่าผมเขียนถึง Nokia 5800 XpressMusic จากประสบการณ์ที่ไปยืนทดลองเล่นมาที่ร้านโนเกีย (ตามประสา geek ที่ดี)

เนื่องจากว่าผมไม่ประทับใจ 5800 เท่าไร ความเห็นเลยออกมาในเชิงลบเสียมาก บวกกับกระแส 5800 fever เกินคาดในเมืองไทย (ระดับขั้นสูง ถึงขนาดที่สาวกแอปเปิลใน Blognone ทนไม่ไหวเลยเชียว) และ PR ที่ค่อนข้างดี (ผมเช็คล่าสุดอยู่อันดับ 14 ของ Google.co.th) ทำให้เกิด "ปรากฎการณ์แปลกใหม่" ขึ้นมา นั่นคือ hate comment ที่สะท้อนกลับจากการวิจารณ์ 5800 ของผมนั่นเอง

ผมสนุกกับปรากฎการณ์แปลกใหม่อันนี้มาก เลยตัดสินใจไม่ปิดคอมเมนต์อย่างที่เคย แถมตอบคอมเมนต์แบบกวนตีนๆ อีกต่างหาก (แถวบ้านเรียก "ดัก" ครับ สาวกมักจะดักง่ายเสมอ) และนั่งศึกษาแง่มุมต่างๆ ของ hate comment แบบนี้ไปเรื่อยๆ

คำถามและประเด็นที่ผมสนใจ (แต่ยังไม่ได้คำตอบเท่าไรนัก)

  • referrer และแน่นอน keyword
  • ความถี่
  • วิธีการลงชื่อ
  • วิธีการตอบ: ความสัมพันธ์ของ thread comment ว่าตอบกันยังไง
  • วิธีการตอบ: เราสามารถกำหนดทิศทางของ comment ด้วยตัว content ใน entry ได้หรือไม่
  • อัตราการตอบคอมเมนต์/hit

ตอนนี้ได้ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวว่า สาวกโนเกียอ่อนด้อยกว่าสาวกแอปเปิลมาก

ไปยืนเล่นมาที่ร้านโนเกีย จดไว้ก่อนจะลืม

  • ตอนแรกหาวิธีปลดล็อคหน้าจอไม่ได้ ที่แท้เป็น hard switch อยู่ด้านขวา (mindset ผมคิดว่ามันจะเป็น soft button หรือไม่ก็อยู่ปุ่มข้างหน้า)
  • ตัวเครื่องหนากว่าที่คิดไว้ หน้าตาโอเค แดงดำสวยดี
  • ไอคอนหน้าตาของเล่นมาก ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของ Symbian เลย ถึงแม้มันจะเปลี่ยนธีมได้ แต่ว่า default appearance ต้องงามจับจิตเสียก่อน
  • เครื่องที่มีให้ลองต่อเน็ตไม่ได้ เลยไม่ได้ลองฟีเจอร์อื่นๆ ที่ต้องใช้เน็ต เช่น browser หรือ GPS ลองแค่เปิด browser มาเจอหน้า wallgarden ของ WiFi พบว่าพอไม่มีมัลติทัชแบบ iPhone แล้วซูมหน้าจอได้ยากมาก (เป็นปุ่ม + แล้วมี zoom slider แทน)
  • พลิกหน้าจอใช้เวลานานพอสมควร คือนานจนรู้สึกว่าช้า
  • มี soft keyboard ภาษาไทย แถม handwriting recognition ภาษาไทยด้วย โอ้ว
  • แต่มาตายน้ำตื้นตรงที่การสลับภาษาไทย-อังกฤษทำได้ยากมาก กดสลับ input method (soft keyboard/mini soft keyboard/handwriting) ยังทำได้ง่ายกว่าสลับภาษา
  • อินเทอร์เฟซดูแล้วเมาครับ ตำแหน่งของปุ่มไม่ consistency เราไม่สามารถ "จำ" ตำแหน่งได้ว่า ปุ่มถอยกลับหรือ cancel อยู่ตรงไหน อันนี้ของ iPhone ว่าแย่แล้ว ของ Symbian เข้าขั้นเลวร้าย
  • ที่แย่สุดคือ กล้องถ่ายรูปไม่อยู่ใน default application ในหน้าแรกสุด ต้องกดเข้าไปหมวด Application ก่อนหนึ่งที

ลองแล้วพบว่า ปัญหาสำคัญของแพลตฟอร์ม Symbian อยู่ที่ตัว shell ของ Symbian OS เองเป็นหลัก

verdict: ผิดหวัง รอ Palm Pre

อ่านบทความเรื่อง Maemo 5 บน Ars Technica 2 ชิ้น (เขียนโดย Ryan Paul ซึ่งเป็นนักเขียนด้านโอเพนซอร์สที่ดีมากคนหนึ่ง)

พอมาเทียบกับแพลตฟอร์มมือถืออีกตัวคือ Android ซึ่งใช้ลินุกซ์เหมือนกัน น่าสนใจทั้งในแง่ความเหมือนและความต่าง

Nokia Opposes Ogg in HTML5

เป็นข่าวที่น่าสนใจที่สุดในรอบสัปดาห์ แปะลิงก์ไว้ก่อน เดี๋ยวอ่านความเห็นครบๆ แล้วค่อยเขียนลง Blognone

แบบสรุปสั้นๆ คือในร่างปัจจุบันของ HTML5 (ชื่อเดิม WHATWG) จะมีแท็ก <video> ด้วย (เนื่องจากความนิยมในวิดีโอออนไลน์) ซึ่ง W3C ได้เลือก Ogg Vorbis/Theora เป็น fallback codec ด้วยเหตุผลว่ามันเป็็น codec ที่ royalty free เสมอ แต่โนเกียออกมาต้าน ด้วยเหตุผล 2 ข้อ (ตามที่ Cory Doctorow แห่ง BoingBoing เขียน) คือ

  • มันยังมี patent (ซึ่ง Cory บอกว่าไม่จริง แต่ผมยังไม่ชัวร์)
  • มันไม่มี DRM (ซึ่งบรรดา content owner ทั้งหลายต้องการ)

โนเกียเสนอให้ใช้ H.264 และ AAC แทน Ogg ซึ่งในแง่คุณภาพก็คงดีกว่าจริง แต่แง่กฎหมายแล้วผมไม่แน่ใจอีกเหมือนกัน (และไม่เห็นมีใครพูดถึง) อย่างไรก็ตาม ในสเปกของ W3C นั้น Ogg เป็นแค่ fallback เท่านั้น เจ้าของเว็บยังมีสิทธิ์เลือก codec อื่นได้

อัพเดต: ยังไม่ทันอ่านอะไรเพิ่ม Ogg ก็ถูกถอดออกจากสเปก HTML5 ไปเรียบร้อย (เปลี่ยนจาก "must" เป็น "should") - Slashdot