สไลด์ประกอบการบรรยายหัวข้อ ลักษณะเฉพาะของสื่ออินเทอร์เน็ต บทบาทและหน้าที่ของสื่ออินเทอร์เน็ตกับสังคม (ชื่ออย่างยาว ใครคนตั้งเนี่ย) ในงาน นักศึกษาแกนนำเพื่อพัฒนาสื่อและสังคม ของ Thai Netizen Network เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2552 ที่ GM Hall ศศินิเวศน์ จุฬาฯ รอบนี้สไลด์เผามากอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ ข้ามได้เลย
อ่าน บล็อกเกอร์ดังชี้สื่อเก่าต้องปรับตัว ในยุคท้าทายคนเฝ้าประตู-มืออาชีพ ที่ประชาไทประกอบได้ งานเดียวกันแต่คนละช่วง
เรื่องที่น่าสนใจ (และน่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเอง) ในวันนี้คือ กรณีของ David Pogue กับ The New York Times
David Pogue เป็นคอลัมนิสต์ของ NYT เป็นพิธีกรรายการทีวี และเป็นผู้เขียนหนังสือคอมพิวเตอร์ซีรีย์ The Missing Manual ของเครือ O'Reilly
เรื่องมีอยู่ว่า David Pogue เขียนรีวิว Mac OS X Snow Leopard ลงใน NYT และเขียนหนังสือ Mac OS X: The Missing Manual ภาค Snow Leopard ด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือคำวิพากษ์วิจารณ์ว่า Pogue มีผลประโยชน์ทับซ้อน
บก. ของ NYT ออกมาแถลงเรื่องนี้ (He Works for The Times, Too) โดยปรึกษากับ ethicist หรือ "นักศีลธรรม" และคำวิจารณ์มาว่า ลำพังแค่การชี้แจงผลประโยชน์ทับซ้อนในบทความ (disclosure) นั้นไม่เพียงพอ David Pogue ควรจะหยุดการเขียนรีวิวถึงผลิตภัณฑ์ที่เขามีหนังสือขาย อย่างไรก็ตาม ทางที่ NYT เลือกคือ disclosure ครับ
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการทำงานของผมเหมือนกัน (Drupal Book และ iPhone Cookbook) ยังคิดไม่ค่อยออกว่า จุดยืนของผมและ Blognone ในด้าน conflict of interest มันควรจะอยู่ตรงไหนและเป็นอย่างไร
It begins from my curious of site referer over times on Blognone.com. But in the end, I found out some interesting remarks. (Click on each picture to enlarge, all statistics are from 1 Jan 08 till today (28 Jun 09)
Top of refering site is Google. Growth on "visits" is steady and reflects the same ratio in total growth.
Pantip, one of Thailand's biggest site, ranks #5 on the list. The pattern of traffic is expected: a random spike load.
The most interesting are "new media" sites like Twitter and Facebook. Twitter now rank #3 on the list (just after Google and Google Thailand) and the growth is rapid.
However, Facebook is the top gainer in last 18 months. While the absolute "visits" number is still relatively low (#38) but the growth pattern is exponential. The top referral path is /home.php (as expected), then /ext/share.php.
Two assumptions:
ด้วยนิสัยของ tech geek ที่ดี สิ่งหนึ่งที่อยากลองมากในโอลิมปิกรอบนี้คือ ดูคลิปวิดีโอผ่าน Silverlight จาก NBCOlympics.com ที่โหมโฆษณามานาน ก่อนโอลิมปิกแข่งเคยเข้าไปลองดูคลิปของโอลิมปิกครั้งก่อนๆ เรียกน้ำย่อย แต่ว่ามันก็เป็นคลิปธรรมดาไม่มีฟีเจอร์ตามที่โฆษณาไว้ พอโอลิมปิกแข่งเลยลองอีกรอบ ก็ได้ผลตามภาพ
ว่าจะเขียนถึงหลายทีแล้ว เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนก็เพิ่งคุยกับออย duocore ไป เผอิญวันนี้นั่งฟังไฟล์เสียงสัมมนา ประวิตร โรจนพฤกษ์ พูดถึงสื่อกระแสหลัก-สื่อออนไลน์ เลยนึกขึ้นมาได้ เขียนเลยก่อนจะขี้เกียจ
ตอนที่เขียนนี้ มิ.ย. 2008 หนังสือพิมพ์ออนไลน์ของสหรัฐ The Huffington Post ก่อตั้งเมื่อ พ.ค. 2005 ใช้เวลาสามปี ปัจจุบันเป็นอย่างไร ดูทราฟฟิกจาก Alexa ประกอบ (เส้นสีน้ำเงิน)
จะเห็นว่า Slashdot กับ Boing Boing โดนทิ้งแบบไม่เห็นฝุ่น สื่อกระแสหลักอย่าง Time ยังด้อยกว่า (แต่พวก CNN หรือ BBC อันนั้นคนละระดับกัน) สื่อกระแสรองเว็บเดียวที่ผมนึกออก และมีทราฟฟิกเหนือกว่าคือ Engadget เท่านั้น
รูปเดียวยังไม่พอ ดูอีกรูปครับ อันนี้เลขคนดูกับคอมเมนต์ของข่าวบนหน้าแรก ผมสุ่มมาแบบมั่วๆ เห็นแล้ว Slashdot เฉลี่ยหลัก ~200 หรือ Engadget หลัก ~50 เห็นแล้วร้องไห้อะ
เขียนมาถึงตรงนี้ ผมถามคำถามแทนคนอ่าน (และตอบให้เสร็จสรรพ) 3 ข้อ
1. The Huffington Post คืออะไร
(จาก Wikipedia) Huffington Post เป็นหนังสือพิมพ์ออนไลน์ของสหรัฐ ก่อตั้งโดยสาวแกร่งชื่อ Arianna Huffington นักเขียนและคอลัมนิสต์ ซึ่งเคยแต่งงานกับนักการเมืองของอเมริกา Micheal Huffington และมีบทบาทในสังคมการเมืองสหรัฐพอสมควร
2. ทำไม The Huffington Post ถึงมีคนเข้าเยอะ
คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือคอนเนคชันระดับเทพของ Arianna ช่วยดึงนักเขียนลือนาม เข้ามาเป็นบล็อกเกอร์และคอลัมนิสต์ให้กับ The Huffington Post มากมาย รายชื่อเต็มๆ ดูได้ในวิกิพีเดีย ที่ผมรู้จักก็มีคนในตระกูล Kenedy, John Kerry อดีตผู้สมัคร ปธน. ที่แพ้ให้กับบุชในปี 2004; นักแสดงอย่าง George Clooney, John Cusack, Alec Baldwin รวมถึงอดีตสามีของเธอเอง
ในบล็อกอันเก่าที่เคยเขียนไว้ Lawrence Lessig ก็เขียนเรื่องแคมเปญ Change Congress ลงในหนังสือพิมพ์นี้เช่นกัน (ผมก็รู้จักตอนนั้นล่ะ)
ข่าวของ Huffington Post ก็ไม่ได้มีแต่ข่าวการเมือง ยังมีข่าวบันเทิง ข่าวเทคโนโลยี ไลฟ์สไตล์ (ไม่มีข่าวกีฬา) เพียงแต่เน้นการเมืองสหรัฐมากหน่อย
ผมคิดว่าการที่ได้ดาราระดับแม่เหล็กมา (ด้วยต้นทุนทางสังคมของ Arianna Huffington เอง ซึ่งหลังมาทำ นสพ. นี้ อิทธิพลเธอสูงขึ้นขนาดติด TIME Top 100 ปี 2006 ไปเรียบร้อย) บวกกับประสบการณ์ด้านสื่อ การบริหารจัดการที่ดี และกระแสสื่อออนไลน์ที่กำลังแรงขึ้นมา ทำให้ The Huffington Post มาแรงสุดๆ อย่างที่เห็น
(หมายเหตุ: ผมไม่รู้เรื่องการเมืองและสื่ออเมริกันมากนัก อาจเป็นการวิเคราะห์ที่ผิด และมีบางอย่างตกไป)
3. เมืองไทยจะมีสื่อกระแสรองที่ประสบความสำเร็จอย่าง Huffington Post ได้แค่ไหน? โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสื่อกระแสหลักพึ่งพิงไม่ได้ดังเช่นปัจจุบัน
คำถามนี้ขอไม่ตอบ ฝากให้คนอ่านเป็นคนคิดละกันครับ จะตอบลงในคอมเมนต์ก็ยินดี