ความพิเศษของภาษา ... ตามทัศนคติของ [เขา] ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติ เพราะเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากชาวโลกจำนวนไม่น้อย ก็รู้สึกเช่นนั้นด้วย อีกทั้งความคิดและความเข้าใจในลักษณะเฉพาะตัวของประเทศ ... ได้ก่อให้เกิดการโต้แย้งเกี่ยวกับวัฒนธรรม ... มากทีเดียว ไม่ว่าเห็นด้วยหรือคัดค้าน
ดังนั้นเอง แนวความคิดจากประสบการณ์มากมายและการอภิปรายโต้เถียงกันในประเทศ ... นำไปสู่คำถามที่ว่าสายเลือด ... นั้นมีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เหนือกว่าชาติอื่นและยากจะเข้าใจนั้นจริงแท้แค่ไหน
"ผมคิดว่า การที่คนในประเทศ ... รู้สึกว่ามีบางอย่างพิเศษ เกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคน ... ที่จะเอาไปเหมารวมกับกลุ่มคนธรรมดาสามัญไม่ได้ รวมทั้งจะไม่ยอมก้าวข้ามอุปสรรคในเรื่องการแปลด้วย ความรู้สึกดังกล่าวนี้ มักจะได้รับการบอกเล่าจากพวกลัทธิล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรมด้วยความรู้สึกที่ว่า ประเทศ ... มีจุดเด่นพิเศษอย่างนั้นจริงๆ"
กล่าวโดย Jay McInerney
แทนที่ [เขา] ด้วย "จูนิชิโร่ ทานิซากิ" นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น
แทนที่ ... ด้วย "ญี่ปุ่น"
จาก "ศาสดาเบสต์เซลเลอร์ ฮารูกิ มูราคามิ" หน้า 122 เขียนโดย 'ปราย พันแสง
ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกำลังถูกหักล้างกัด กร่อนอย่างรวดเร็วจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จนเกิดคำถามว่ารัฐชาติของไทยจะรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้ได้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิดรัฐชาติ และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปไปเป็นรัฐแบบอื่น เราพร้อมจะพบกับความเปลี่ยนแปลงระดับนั้นหรือสามารถควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปาฐกกถาวิชาการเนื่องในโอกาส 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน: ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์”
เสวนา 60 ปีรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์: โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน - ประชาไท
รัฐชาติ (nation state) เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุค 1900s นี้เอง (ก่อนหน้านั้น รูปแบบของรัฐคือ Empire หรือจักรวรรดิที่มีหลายเชื้อชาติ) พรมแดนตายตัวเป็นสิ่งที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น คำถามเรื่องจุดสิ้นสุดของรัฐชาติ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ
แม้ว่า The End of History and the Last Man จะล้าสมัย แต่ The Clash of Civilizations ยังพอใช้อธิบายได้อยู่ (และจากประสบการณ์ตรงผมก็เห็นด้วยอยู่หน่อยๆ)
อ่านบทความของประชาไทข้างต้นแล้วนึกถึงข้อเสนอใน ยุทธการใต้สมุทร ที่บอกว่าทุกชาติสามารถเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันได้ ถ้ามองว่าทะเลและมหาสมุทรคือพรมแดน ถ้าเป็นสมัยนี้อาจต้องเปลี่ยนเป็นว่า ทุกกลุ่มผลประโยชน์สามารถเป็นเพื่อนกันได้ ถ้ามองว่าโลกไซเบอร์เป็นช่องทางลัดในการติดต่อกัน ละมั้ง
อ้าง อ. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ไปรอบนึงแล้ว ในโอกาสที่ อ. ชาญวิทย์ เขียนบทความภาคต่อ ก็ขออ้างตามเพื่อความต่อเนื่อง
เสวนา : ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ลัทธิชาตินิยมภาค 3 - ปัญหาและทางออกรัฐบาลสมัคร ประชาไท, 14 ก.ค. 2551
โดยทั่วๆเรามักจะถือว่า “ประวัติศาสตร์ (ปวศ) คือ เรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ... แต่เอาเข้าจริงแล้ว ปวศ อาจจะเป็นเรื่องราว ที่ “เราเชื่อ” หรือ “ถูกทำให้เชื่อ” ว่าเกิดขึ้นจริง ถึงแม้ว่าจะไม่เกิดขึ้นจริงๆก็ตาม และในทางตรงกันข้าม ตำราเรียน ปวศ. ก็บังคับให้เรา “ลืม” อะไรบางอย่างไป
...
ในกรณีของ “ปราสาทเขาพระวิหาร” กับ กรณีของ “มณฑลบูรพา” ก็มองหรือเข้าใจ หรือเชื่อว่าไทยเรานั้น “เสียดินแดน” หาได้มองว่าเรานั้น “ได้ดินแดน” นั้นมาก่อน
...
ปราสาทเขาพระวิหาร” ถูกทิ้งปล่อยทิ้งร้างไปเมื่อหลังปี พ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) คือภายหลังที่กรุงศรียโสธร (นครวัดนครธม) ของกัมพูชา “เสียกรุง” ให้แก่กองทัพของกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยของพระเจ้าสามพระยา)
...
สยามไทยเราถูกสอนให้ “จำ” ว่า “เสียกรุงศรีอยุธยา” แต่เราก็ถูกสอนให้ “ลืม” ว่า “ได้กรุงศรียโสธร
...
แต่ นี่ ก็คือหลักฐานอย่างดีที่ทนายฝ่ายกัมพูชานำไปใช้เสนอต่อศาลโลก ที่ทำให้ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ ม.จ. วงษ์มหิป ชยางกูร ทนายและผู้แทนของฝ่ายรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่อ่อนข้อมูลและขาดการศึกษาหลักฐานจดหมายเหตุ (แม้กระทั่งที่เป็นหลักฐานของสยาม/ไทยเราเอง) ต้องแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารเมื่อ 15 มิถุนายน 2505
...
"ลัทธิชาตินิยม” หรือ nationalism ที่มีกำเนิดมากับ “รัฐชาติ-รัฐประชาชาติ” เมื่อสยามประเทศไทยดำเนินเข้าสู่ความเป็น “รัฐสมัยใหม่” ลัทธิชาตินิยมเป็นเครื่องมือสำคัญของ “ผู้ปกครอง” ที่จะทั้งสร้าง และทั้งรักษาสถานะ “ความเป็นผู้ปกครอง” ของตน
...
กล่าวโดยย่อ ปราสาทเขาพระวิหาร ตกเป็นของกัมพูชาหรือ “เป็นของเขา” ทั้งจากทางด้านประวัติศาสตร์-โบราณคดี และทางด้านนิติศาสตร์ ข้ออ้างของฝ่ายไทยเราทางด้านภูมิศาสตร์ คือ ทางขึ้นหรือสันปันน้ำ นั้นหาได้รับการรับรองจากศาลโลกไม่
...
สรุป เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมของ “อำมาตยาเสนาชาตินิยม” และ “การเสียดินแดน” นั้นถูกสร้าง ถูกปลุกระดม ถูกผลิตซ้ำมาเป็นระยะเวลา 3-4 ชั่วอายุคน ฝังรากลึกมาก
เขาพระวิหารเสียไปตั้งแต่ พ.ศ. 2505 แต่ อำมาตยาเสนาชาตินิยม นั้นยังอยู่
บทสนทนาถอดมาจากของจริงเมื่อเช้านี้
เพื่อน: คนที่นู้นเค้าว่าเรื่องเขาพระวิหารงัยบ้าง<br/> เพื่อน: อยู่นี้ไม่ไหวแล้วว่ะ เสียแผ่นดิน<br/> Mk เขมรไทยโยก: ไม่เห็นมีใครว่าไร<br/> เพื่อน: รัฐบาลเฮงซวยมาก<br/> เพื่อน: คนไทยไม่พูดกันเลยเหรอ
สงสัยว่าที่ผ่านมา มันเป็นของเรา? สิทธิ์ในการไต่ถาม มันมีค่าเท่ากับทวงคืนได้? ถ้าทวงได้จริง ขอเป็นนครวัด สุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ไม่คุ้มกว่า?
ผมสามารถใช้สิทธิ์อันเดียวกันนี้ ทวงหัวใจสาวไทยที่ถูก ดงบังชินกิ เอาไป ได้หรือเปล่า? ทวงหัวใจมิตรสหายที่มอบให้เฟอร์นานโด ตอร์เรสได้หรือไม่?
ความคิดความเชื่อเรื่อง “การเสียดินแดน” แพร่หลายในหมู่นักชาตินิยมขาดสติทั้งหลายในภูมิภาคนี้ (และอีกหลายแห่งในโลก)
เพราะ ความคิดเรื่องการเสียดินแดนเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์อันทรงพลังเพื่อปลุก เร้าค้ำจุนลัทธิชาตินิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับการต่อสู้ทางการเมืองภายใน ประเทศ คราใดที่การปลุกระดมเรื่องการเสียดินแดนนำไปสู่การสู้รบแย่งชิงดินแดนจริงๆ ความหายนะสูงมากทุกครั้ง
แต่แทบไม่มีสักกรณีเดียวที่นักชาตินิยมผู้จุดกระแสการเสียดินแดนจะไปออกรบในแนวหน้าเพื่อเอาดินแดนคืนมา
ปราสาทเขาพระวิหาร อาจเป็นระเบิดเวลา<br/>ธงชัย วินิจจะกูล