เปิดทีวีมั่วๆ มาเจอ Batman & Robin บนช่อง SkyOne เลยนั่งดูรำลึกความหลังเสียหน่อย หนังฉายมาได้ครึ่งเรื่องแล้วตอนที่ดู แต่ไม่เป็นไร พอจำได้
ดูจบ ความคิดแรกที่ออกมาในหัวคือ “ทำไมมันห่วยแบบนี้วะ” ห่วยไปหมดตั้งแต่
ตามความทรงจำของผม ใน Batman Forever นั้น The Riddler เป็นตัวร้ายที่เท่และฉีกแนวจากตัวร้ายปกติมาก ความประทับใจโดยรวมๆ ต่อ Forever ยังดีกว่า Batman & Robin มากมาย ทั้งๆ ที่เป็นหนังฮีโร่สไตล์ฉูดฉาดเหมือนกัน ความล้มเหลวของ Batman & Robin ทำให้ซีรีย์แบทแมนหยุดไป 8 ปี ก่อนจะกลับมาอย่างเต็มภาคภูมิใน Batman Begins ซึ่งผมยังประทับใจพล็อตส่วนของ Ra’s al Ghul มากมาย
ที่น่าสนใจคือช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้ เราเปลี่ยนผ่านจากหนังฮีโร่ขายคาแรกเตอร์แบบฉาบฉวย มาเป็นหนังฮีโร่เรียลลิสติกที่ลุ่มลึก (แต่ขณะเดียวกันยังขายของได้) แบบ Spiderman, X-Men, Constantine หรือ Batman ซีรีย์ใหม่ ตั้งแต่เมื่อไรกัน (ถึงแม้จะยังมีห่วยๆ แบบ Hulk หรือ Catwomen ให้เห็นอยู่ก็ตาม)
อยากดู Azrael แต่เนื่องจากเป็นตัวที่ไม่ดัง โอกาสคงน้อยจัดๆ
ในหมู่หนัง Sci-fi เรื่องที่ได้รับการกล่าวถึงเสมอๆ โดยเฉพาะเวลาพูดถึงอารยธรรม cyberpunk คือ Blade Runner
Blade Runner เป็นหนังปี 82 ของผู้กำกับ Ridley Scott นำแสดงโดย Harrison Ford เนื้อเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน (ถ้าเอาสมัยนี้ไปเทียบ) คือในโลกอนาคตที่หุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์เด๊ะๆ เกิดมีหุ่นจำนวนหนึ่งกบฎขึ้นมา และทำร้ายผู้คน พระเอกซึ่งเป็นตำรวจมือปราบหุ่นยนต์หน่วย Blade Runner อันดับหนึ่งแต่เลิกทำงานไปแล้ว จึงถูกตามกลับมาให้มาหาว่าหุ่นยนต์อยู่ที่ไหนบ้าง
หนังมีหลายเวอร์ชันมาก (ดูรายละเอียดใน Wikipedia ประกอบ) ที่ดูนี้เป็นของปี 1992 Director’s Cut ที่ผู้กำกับไม่ได้ทำเอง
หนังดูสนุกดีในภาพรวม เปิดเรื่องมาจะรู้สึกว่ากำลังอ่านนิยายชุด Robot ของ Asimov อยู่ (คือไม่รู้ว่าใครคือหุ่น ใครคือคน) แต่พอดำเนินเรื่องไปสักพัก หนังจะโชว์หน้าตาของหุ่นยนต์ให้เห็น ทำให้ไม่ต้องเดา เนื้อเรื่องช่วงหลังๆ จะไม่ค่อยสมเหตุสมผลอยู่หลายจุด เช่น จำนวนของหุ่นยนต์ที่ต้องฆ่า, จุดประสงค์ของหุ่นยนต์คืออะไรกันแน่ รวมถึงมีความรู้สึกว่าพระเอกของเราไม่เก่งแม้แต่น้อย
แต่ข้อดีของหนังเรื่องนี้คือโปรดักชันและอาร์ทไดเรคชัน อัลงการมาก โลกอนาคตที่เป็นเมืองใหญ่เสื่อมโทรม มีวัฒนธรรมเอเชีย (โดยเฉพาะญี่ปุ่น) เข้ามาเจือปนสูง ถูกนำไปใช้โดย Matrix ส่วนเนื้อเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่แฝงตัวเข้ามาในมนุษย์ ถูกก็อปไปใช้แบบเกือบเป๊ะๆ โดยเกม Snatcher ของโคนามิ (เหมือนเคยจับอยู่แป๊บๆ)
ที่น่าสนใจคือมีโฆษณาของผลิตภัณฑ์จริงในหนังเยอะมาก ที่ผมดูทันได้แก่ โค้ก, PanAm, Atari และ Budweiser ซึ่งพอไปอ่านใน Wikipedia บอกว่าหนังเรื่องนี้เหมือนต้องสาป เกือบทุกบริษัทที่โชว์สุดท้ายเจ๊งกันหมด
ป.ล. หลังจากกำกับหนังเรื่องนี้ Ridley Scott ก็ไปกำกับโฆษณาชุด 1984 อันโด่งดังของแอปเปิล ซึ่งใช้ธีมคล้ายๆ กัน
ป.ล. 2 ตามไปอ่านใน Wikipedia พบว่า Snatcher นั้นเป็นเกมของ Hideo Kojima (Metal Gear Solid) เทพจริงๆ พี่แก
ป.ล. 3 ประโยคสำคัญอันหนึ่งในเรื่อง มีพูดถึง Tannhauser Gate ตอนอ่านซับไตเติลก็รู้สึกคุ้นๆ ว่าเหมือนเคยได้ยินที่ไหน ปรากฎว่าไปเป็นชื่อปืนใหญ่ของยาน Minerva ใน Gundam SEED Destiny
ตั้งท่าจะไปดูตั้งแต่ช่วงประกาศผล BAFTA (แถวนี้ดังกว่าออสการ์) แต่ติดว่าอากาศมันหนาวเลยไม่ได้ไปดูสักที พออากาศมันอุ่นปรากฎว่าหนังยังฉายอยู่ (ข้อดีของโรงหนังประเทศนี้) แถมเจอคุณ rerngrit ที่ปรึกษาด้านหนังเจ้าประจำออนไลน์พอดี พอสอบถามแล้วหนังโอเค เลยได้ไปดูสมใจ
There Will Be Blood เป็นเรื่องของเดเนียล เพลนวิว ราชานักขุดเจาะน้ำมันที่สร้างตัวขึ้นมาจากคนงานธรรมดา ครั้งหนึ่งในระหว่างการสร้างตัว คนงานเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิต เดเนียลเลยรับลูกชายของคนงานคนนั้นมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม ส่วนเนื้อเรื่องหลักเริ่มตรงที่ มีชาวนาหนุ่มคนหนึ่งมาขายข้อมูลให้เดเนียลรู้ว่าบนที่ดินของพ่อเขามีน้ำมัน ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นจุดหักเหสำคัญในชีวิตของเดเนียล ลูกชาย และครอบครัวชาวนานั้น
สรุปให้ 3/5 ดาว เนื่องจากหนังมันหนักและเอาใจนักวิจารณ์เกินไป แถมช่วงนี้ prefer หนังตลาดพอดี (แล้วไปดูทำไมเนอะ)