Submitted by mk on 9 February, 2012 - 09:23
ข่าวใหญ่วันนี้ของโลก online tech media คือเว็บที่ผมชอบมากทั้งสองเว็บซื้อกิจการกันเอง
เว็บที่ว่าคือ GigaOm ของ Om Malik (ผมเคยไปฟังแกพูดที่ลอนดอน ตอนนั้นแกยังไม่เปิดเว็บและไม่รู้ว่าแกเป็นใคร!!!) เข้าซื้อเว็บทั้งหมดในเครือ paidContent (หลักๆ คือ paidContent กับ mocoNews) ซึ่งเดิมเป็นของกลุ่ม Guardian
การซื้อครั้งนี้เป็นการเสริมทัพ online content ของเครือ GigaOm ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ซื้อเว็บอื่นๆ มาบ้างแล้ว เช่น jkOnTheRun
ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ทั้ง GigaOm และ paidContent เป็นเว็บที่ขายเนื้อหาเชิงคุณภาพ เน้นการวิเคราะห์อุตสาหกรรมและทิศทางของตลาด มากกว่าจะเป็นข่าวผลิตภัณฑ์ทั่วๆ ไปแบบ Engadget/The Verge ที่เน้นตลาดแมส
สิ่งต่อมาที่น่าสนใจคือ มุมมองของ Om Malik ต่อการซื้อกิจการครั้งนี้ว่าเป็น strategic buyout สำหรับธุรกิจ online content ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และกำลังลองผิดลองถูกอยู่ว่าจะไปในทิศทางไหน
Submitted by mk on 29 December, 2011 - 19:52
จริงๆ อ่านบทความต้นเรื่องตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่เหมือนว่ามันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตในโลกของ tech blog ฝรั่ง (Techmeme thread) ในฐานะที่ทำงานเรื่อง tech blog โดยตรงก็ขอเขียนถึงหน่อยละกันครับ
ต้นเรื่อง
เรื่องมีอยู่ว่า นักวิเคราะห์-นักเขียนด้านไอทีคนหนึ่งชื่อ Jeremiah Owyang เขียนบล็อกชื่อ End of an Era: The Golden Age of Tech Blogging is Over พูดว่ายุคทองของการเขียนบล็อกด้านไอที (ที่บูมมาพักใหญ่ในครึ่งหลังของทศวรรษ 2000s) ได้จบลงแล้ว
เหตุผลของ Owyang มี 4 ข้อ ได้แก่
- บล็อกไอทีดังๆ หลายแห่งที่เคยเป็นอิสระ เริ่มโดนซื้อกิจการจากสื่อใหญ่ (เช่น TechCrunch/AOL หรือ ReadWriteWeb/Say Media) ทำให้ขาดความคล่องตัวและนวัตกรรม เพราะเจ้าของใหม่จะมองผลประกอบการเป็นหลัก และไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก (conservative mindset)
- ปัญหาบล็อกเกอร์สละเรือ-ลาออก โดยยกกรณีของ TechCrunch แพแตก หรือบล็อกเกอร์ดังๆ บางคนหันไปทำอย่างอื่น (เช่น เป็น VC หรือเปิดบริษัทซอฟต์แวร์) ทำให้วงการเริ่มขาดแคลนคน ถึงแม้จะเปิดโอกาสให้หน้าใหม่ๆ ได้เติบโตก็ตาม
- พฤติกรรมของคนอ่านเปลี่ยนไป ผลจาก social network ทำให้คนต้องการอ่านอะไรสั้นๆ เร็วๆ ง่ายๆ แทนการอ่านบล็อกยาวๆ ลงรายละเอียดเยอะๆ
- อุตสาหกรรมบล็อกเริ่มอิ่มตัว และคนในวงการเริ่มออกไปทำอย่างอื่น หรือมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ
Submitted by mk on 21 August, 2011 - 17:00

แนวโน้มที่เห็นชัดเจนมากในสื่อกระดาษกระแสหลักในรอบ 2-3 ปีหลัง (โดยเฉพาะนิตยสาร) คือเปิดพื้นที่ให้ "คอมเมนต์" จากโลกออนไลน์มาตีพิมพ์ในหนังสือฉบับกระดาษ
ที่เด่นๆ คงเป็นมติชนสุดสัปดาห์ที่สละ 1 หน้าเพื่อตีพิมพ์คอมเมนต์จาก Facebook ของคนดังๆ ในแวดวง (โดยไม่ลงชื่อ แต่นั่นเป็นอีกประเด็น) ส่วนเครือเนชั่นก็คัด tweet มาลงในหนังสือพิมพ์อยู่เรื่อยๆ และล่าสุด เพิ่งซื้อ GM มาหลังจากที่ไม่ได้อ่านมานาน ก็พบว่ามีเหมือนกัน
คำถามคือ เราอยากอ่านคอมเมนต์พวกนี้ในหน้ากระดาษหรือไม่?
คำตอบคงต่างกันไปแต่ละบุคคล แต่ของผมเองตอบได้ทันทีว่า "เปิดข้าม" เพราะรู้สึกว่ากอง บก. เล่นง่ายไปหน่อย และเป็นเนื้อหาที่อ่านได้จากบนเน็ตอยู่แล้ว
แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งกว่านั้น มันก็มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น
Submitted by mk on 8 March, 2011 - 23:49
ถ้าเราแบ่งประเภทของ content ออกเป็น 2 แบบตาม "อายุ" คือ แบบที่มาไวไปไว อิงกับเวลา (timely) เช่น นสพ. นิตยสาร ข่าว กับแบบที่ขายได้เรื่อยๆ (timeless) เช่น เกม หนัง หนังสือ
แบบหลังเนื้อหาจะล้าสมัยช้า ผลิตทีเดียวขายได้เรื่อยๆ รายได้ทวีคูณตามจำนวนที่ขายได้ ไม่มีเงื่อนเวลามาบีบ แบบนี้เราน่าจะพอใจกับการโดนหัก 30% โดยบริษัทอย่าง Apple/Google/Amazon เพื่อแลกกับ distribution channel ที่ขายได้เรื่อยๆ ตลอดศก
แต่ถ้าเป็นแบบแรกที่ "พรุ่งนี้ก็ล้าสมัย" ขายไม่ได้อีกแล้ว การโดนหัก 30% (จริงๆ แล้วสัดส่วนที่โดนหักอาจไม่สำคัญเท่ากับโดนหักหรือเปล่า) เป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่?
ผมไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้โดยตรง ไม่รู้ตัวเลขเรื่อง margin กำไรว่ามันบีบแค่ไหน และอยู่รอดได้ไหมในเชิงธุรกิจ
จริงๆ แล้วคำถามนี้เป็นคำถามเดียวกับที่วงการผู้ผลิตรายการทีวีเคยเจอ นั่นคือทำรายการลงทุนเยอะ แล้วมาโดนสถานีหักหัวคิวจำนวนหนึ่ง (เพราะไม่มีทางเลือก) สุดท้ายแล้วการออกมาทำช่องทีวีเอง (ผ่านดาวเทียม/เคเบิล) อาจจะคุ้มกว่า
ถ้าคำถามข้างต้นเป็นแนวทางเดียวกันจริง แปลว่าอนาคตของ นสพ. ดิจิทัล อาจจะอยู่ในรูป "แท็บเล็ตไทยรัฐ" มากกว่า "แอพไทยรัฐบนแท็บเล็ตอื่น" หรือเปล่า?
Submitted by mk on 15 December, 2010 - 15:22
อ่านบทความใน Vanity Fair พูดถึงนิตยสาร The Economist เทียบกับนิตยสารข่าวฉบับอื่นๆ อย่าง TIME หรือ Newsweek ซึ่งชี้ไปยังคำวิจารณ์เชิงเปรียบเทียบของนิตยสารเหล่านี้ (โดยมี The Economist เป็นเป้าหลัก) ในอดีตอีกหลายชิ้น เอามาจดไว้กันลืม
บทความชุดนี้พูด 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ
- price premium ที่ The Economist ทำได้ แต่นิตยสารอื่นทำไม่ได้
- content style ของ The Economist ที่จับตลาดบนมาก ทำให้นิตยสารอื่นๆ อิจฉาและอยากทำตามบ้าง
Pages