Licensing

อ่านบล็อกของ Jesse Ruderman (คนทำ Burning Edge) เขียนถึง Cory Doctorow (BoingBoing และอื่นๆ) พูดเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ยืดระยะเวลาของลิขสิทธิ์ออกไป ว่ามันจะส่งผลร้ายต่อตัวศิลปินเองและอุตสาหกรรมโดยรวม น่ากลัวเหมือนกัน

แต่ถ้าจะมองภาพรวมให้ครบถ้วน ต้องรู้ว่า Doctorow เป็นผู้สนับสนุน Creative Commons คนสำคัญ นิยายวิทยาศาสตร์ของเขาเป็นหนังสือเล่มแรกที่ใช้ Creative Commons และแจกเวอร์ชันอิเล็กทรอนิกส์ในวันเดียวกับที่ขายฉบับ hardcopy แถมส่งเสริมให้ไปพิมพ์ขายเองในประเทศที่ไม่ได้วางจำหน่ายอีกตะหาก

ในเว็บของพี่แกเองก็อธิบายแนวคิดนี้ไว้อย่างเท่มาก

I believe that we live in an era where anything that can be expressed as bits will be. I believe that bits exist to be copied.

The Mozilla Scandal - ปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้า Firefox กับการนำไปใช้ใน Debian

(บทความนี้อาจจะเอียงไปทาง Debian เยอะหน่อย แต่ถ้าอ่านลิงก์+ความเห็นละเอียดๆ ก็คิดว่ามีทั้งสองฝ่ายครบถ้วนดี)

จริงๆ ปัญหาเรื่อง trademark นี่เกิดมานานแล้ว เพียงแต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษาที่ดี ในเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างตั้งใจดี เพียงแต่มีนโยบายบางส่วนไม่ตรงกัน และความขัดแย้งนี้ทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ใช้ (ไม่มีโลโก้จิ้งจอกไฟใน Debian) เราจะแก้ปัญหากันอย่างไร? สามารถบอกได้หรือไม่ว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด (ตามกฎหมาย) หรือฝ่ายไหนคนดี ฝ่ายไหนเห็นแก่ตัว (ในแง่จริยธรรม)

น่าเอาไปพูดใน BTD 2.0 แต่ไม่รู้เวลาจะพอหรือเปล่าแฮะ

ป.ล. ที่น่าแปลกใจคือคนฝั่ง Mozilla ไม่มีใครสนใจจะ "สมานฉันท์" กันเลย คนที่ออกมาบ่อยๆ อย่าง Asa Dotzler กลับ "หัวเราะเยาะ" ด้วยซ้ำ

อ่าน Linux's Legal World After SCO เขียนโดย Pamela Jones คนตั้ง Groklaw แล้วรู้สึกว่ามันเยี่ยมมากๆ

PJ ย้อนรอยคดี SCO ในปี 2003 และบอกว่าคดีนี้ไม่ได้ทำลายลินุกซ์และโอเพนซอร์ส แต่มันกลับทำให้ชุมชนโอเพนซอร์สนั้น "แข็งแกร่ง" ขึ้นตะหาก อย่างน้อยๆ เหล่า geek ทั้งหลายก็รู้เรื่องกฎหมายพื้นฐาน ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรกันถ้วนหน้ากว่าแต่ก่อนเยอะมากๆ แถมตอนนี้มีองค์กรด้านกฎหมายหลายแห่งที่ทำหน้าที่พิทักษ์ชุมชนถูกก่อตั้งขึ้นมา เช่น Groklaw เอง หรือ Software Freedom Law Center เป็นต้น

ถึงแม้ชุมชนโอเพนซอร์สจะเข้มแข็งกว่าปี 2003 มาก แต่ถ้าจะให้เทียบ คดี SCO คงประมาณระเบิดทีเอ็นทีธรรมดา การฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ของซอร์สโค้ด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

แต่มันยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าอย่าง สิทธิบัตรซอฟต์แวร์ เปรียบเสมือน ICBM ที่รอยิงซัดกันอยู่ ฝั่งโอเพนซอร์สจึงต้องรวมกันสร้างหัวรบอย่าง Open Invention Network เอาไว้ขู่กันบ้าง (เหมือนสงครามเย็น)

แต่ที่สำคัญที่สุดก็กลับมาที่แนวคิดพื้นฐาน geek ต้องรู้กฎหมาย และนักกฎหมายต้องรู้ tech ทั้งสองฝ่าย

ผมเชื่อว่ามีคนอ่านบล็อกนี้อีกจำนวนมาก ที่ยังแยกความแตกต่างระหว่างลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรไม่ออก (ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มี Software Patent แต่ก็อาศัยโปรแกรมอเมริกันที่มีกฎหมายนี้ซะเยอะ)

ความรู้เรื่องกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศเรายังขาดแคลนอีกมาก ไม่ใช่สิ ขาดแคลนแบบสุดๆ ไปเลยตะหาก ยิ่งโดยเฉพาะสายไอที

ตอนนี้นอกจากแต่ละคนหาความรู้ด้วยตัวเองแล้ว ยังนึกวิธีแก้ปัญหาเรื่องขาดแคลนนี้ไม่ออก

เรื่อง Software Patent เป็นอะไรที่น่ากลัวเอี้ยๆ ในอนาคต พอๆ กับเรื่องว่าเราจะเก็บ privacy ได้ขนาดไหนกัน เมื่อต้องเจอการบุกทะลวงของ Google

ถ้าให้อธิบายความสำคัญของมันแบบง่ายที่สุด ต้องใช้คำถามเหล่านี้

  • ทำไมลินุกซ์ถึงเล่น MP3 ในตัวแต่แรกไม่ได้
  • ทำไมวินโดวส์ถึงเล่น DVD ในตัวแต่แรกไม่ได้
  • ทำไมถึงมี PNG ในเมื่อมี GIF อยู่แล้ว

คำตอบมีเพียงหนึ่ง "Software Patent"

Software Patent

After attending "Intellectual Property in FTA" session in TAM, I asked the speaker from the Chamber of Commerce and he confirmed me that there is no Software Patent issue in Thai-US FTA.



Read by yourself at Wikipedia and make sure that you can distinguish "Software Patent" and "Copy Right". They are quite close to each other but not the same thing. I've planned to write long and descriptive article about all digital Intellectual Property stuffs but not today.



In brief, "Software Patent" is reason why Windows doesn't play DVD out-of-box and most Linux distros can't play MP3 as well. At present, Software Patent has been enforced already in United State. It just has been rejected by EU Parliament last year.