Lessig

เจอจากบล็อกของ Christ Anderson คนเขียน The Long Tail

หนังสือเล่มใหม่ของ Lessig ชื่อ Remix: Making Art and Commerce Thrive in the Hybrid Economy (Amazon) ถ้าเอาตามคำของ Chris Anderson ก็บอกว่าเป็นเล่มที่สามในไตรภาค Creative Commons ต่อจาก Free Culture กับ The Future of Ideas

ผมเองยังไม่เคยอ่านทั้งสองเล่ม (Free Culture เปิดผ่านๆ นิดหน่อย ตอนนั้นภารกิจทางการศึกษารุมเร้า) แต่ก็ตั้งใจอ่านหนังสือของ Lessig ให้ครบ เพื่อเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีในอนาคต

บนเว็บของ Remix บอกว่าจะมีเวอร์ชันออนไลน์ที่เป็น CC ให้ดาวน์โหลดเหมือนกับหนังสือเล่มอื่นๆ ของ Lessig แต่อยากได้ฉบับจริงเก็บไว้อยู่ดี แต่เมื่อวานไปเดินหาที่ Borders คนขายทำหน้างงๆ ลอง search ระบบดูก็ไม่เจออะไร คาดว่านี่เป็นสาเหตุอีกอันที่โดน Amazon ตีตายหมด

เดี๋ยวมีโอกาสค่อยไปหาซื้อ

พยายามนั่งอ่านเปเปอร์สำหรับ literature review เจอเปเปอร์อันหนึ่งใช้กรอบวิเคราะห์เรื่อง regulation (ภาษาไทยน่าจะแปลว่า การควบคุม?) ของ Lawrence Lessig ในหนังสือ Code and Other Laws of Cyberspace เลยมาจดไว้ก่อน

ผมพยายามจะอ่านหนังสือของ Lessig ทั้ง Code และ Free Culture มาหลายรอบแล้วแต่ไม่สำเร็จ นอกจากความขี้เกียจส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า Lessig ขี้โม้ไปหน่อย เกริ่นนานมากกว่าจะเข้าประเด็นสำคัญ ยังไม่มีอารมณ์ละเมียดละไมอยากอ่านทุกตัวอักษรขนาดนั้น พอมีคนมาสรุปให้เลยสบายไปหลาย

Lessig เสนอว่า การควบคุมพื้นที่หรือวัตถุใดๆ (เช่น ประเทศ หรืออินเทอร์เน็ต) จะสามารถทำได้ 4 วิธี

  1. ผ่านกฎหมาย (law) - หรือกฎระเบียบ เป็นคำสั่งที่มีบทลงโทษถ้าฝ่าฝืน และรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจนี้
  2. ผ่านกลไกตลาด (market) - โดยใช้ราคาเป็นตัวกำหนด ตามหลักเศรษฐศาสตร์
  3. ผ่านบรรทัดฐานของสังคม (social norm) - ใช้ “ความแปลกแยก” เป็นตัวควบคุม ใครคิดแปลกแยกจากบรรทัดฐานของสังคมจะโดนรังเกียจ เช่น ไม่ยืนในโรงหนังจะโดนปาของใส่
  4. ผ่านสถาปัตยกรรม (architecture หรือ “code” ตามชื่อหนังสือ) - code ในที่นี้หมายถึงข้อจำกัดหรือข้อกำหนดทางเทคนิค ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจตั้งแต่ตอนออกแบบ

ข้อ 4 “code” เป็นประเด็นหลักของ Lessig โดยเขาเสนอว่าพื้นที่ในไซเบอร์สเปซนั้น law ที่เคยใช้ได้ในโลกจริง จะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก (ดูจากกรณี YouTube ของพี่ไทยได้ ชัดเจนมากๆ) ดังนั้นสิ่งที่เข้ามาแทนคือ code หรือกฎเกณฑ์ทางคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่ง Lessig สร้างสโลแกนของเรื่องนี้ตรงไปตรงมาว่า “code is law”

ในเปเปอร์ใช้ตัวอย่างการใช้ regulator ทั้ง 4 แบบกับนักปล่อยสแปมรายหนึ่ง

  1. กฎหมายสแปม เอาสแปมเมอร์เข้าคุกได้ (ถ้าจับได้)
  2. ถ้าค่าใช้จ่ายในการส่งสแปมสูง (เช่น ค่าคอม ค่าอินเทอร์เน็ต) หมอนี่อาจจะเลิกส่งสแปมได้
  3. ถ้าเพื่อนรู้ว่าเป็นนักส่งสแปม อาจเลิกคบ พ่อแม่รู้อาจตัดจากกองมรดก
  4. ISP อาจกำหนดว่า ห้ามผู้ใช้หนึ่งคนส่งเมลได้เกินกี่ฉบับต่อวัน เพื่อเป็นการล้อมกรอบสแปม

ตัวอย่างอีกอันเสนอว่า ถ้าเอาโมเดลนี้ไปมองเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยด้วยอินเทอร์เน็ต วิธีที่ 4 “code” คือ เทคนิคการเข้ารหัสลับ (encryption) ซึ่งจะช่วย NGO ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ และในมุมกลับกัน การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (filtering) จะช่วยให้รัฐบาลกดหัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายขึ้น (เช่น กรณีจีนกับทิเบต หรือฝ่าหลุนกง)

สำหรับผู้สนใจ เปเปอร์หาอ่านได้ที่นี่ (PDF) มาจาก Gatech

ข่าวใหญ่ที่น่าสนใจของผมวันนี้คือ การประกาศแคมเปญ Change Congress โดย Lawrence Lessig

ย้อนประวัติให้หน่อยเผื่อใครไม่รู้จัก Lawrence Lessig เป็นอาจารย์ด้านกฎหมายที่สแตนฟอร์ด เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) และเป็นผู้ก่อตั้ง Creative Commons เขาเขียนหนังสือสำคัญออกมา 2 เล่ม คือ Code and Other Laws of Cyberspace และ Free Culture

คุณสฤณี คนชายขอบ เคยเขียนเรื่อง Lessig กับ Free Culture ไว้ใน onopen และ fringer