อาทิตย์ที่แล้วไปนั่งฟังคุณสฤณีพูดถึง Framework of Regulation ของ Lessig ที่งานของ Thai Netizen ผมนั่งฟังก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อยและเกิดไอเดีย จดเก็บไว้
ถ้ายังไม่รู้จัก Framework of Regulation ก็ลองอ่านบล็อกเก่าประกอบ
คือถ้าเรามองว่าการ "ควบคุม" หรือการ "จำกัดขอบเขต" ของประเด็นใดๆ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 วิธีตามที่ Lessig ว่า (เพื่อตัดประเด็นการโต้แย้งในเรื่องว่าทฤษฎีของ Lessig นั้นใช้งานได้จริงแค่ไหน ติ๊ต่างว่า Lessig ถูกไปก่อน)
และถ้าเราให้คำจำกัดความของ "สังคมที่มั่นคง" (stable) ว่าระดับโดยรวมของการควบคุม (total level of regulation) ในสังคมนั้นๆ ต้องคงที่ (คือเป็นสังคมที่อยู่ไปกันยังไงก็อยู่ไปยังงั้น ควบคุมแทรกแซงกันเท่าเดิมไม่เคยเปลี่ยน ภาษารัฐศาสตร์ใช้คำว่า status quo - "keep the things the way they presently are")
ก็น่าจะพอเสนอได้ว่า เมื่อขาหนึ่งของ regulation ทั้งสี่ (หรือจะหลายๆ ขาก็ได้) เกิดการเปลี่ยนแปลง สังคมนั้นจะต้องปรับตัวเองให้ total level of regulation กลับมาเท่าเดิม (เพื่อรักษา status quo เอาไว้)
ส่วนสีแดงนี้คือข้อเสนอแบบมั่วๆ ของผมเอง
เจอจากบล็อกของ Christ Anderson คนเขียน The Long Tail

หนังสือเล่มใหม่ของ Lessig ชื่อ Remix: Making Art and Commerce Thrive in the Hybrid Economy (Amazon) ถ้าเอาตามคำของ Chris Anderson ก็บอกว่าเป็นเล่มที่สามในไตรภาค Creative Commons ต่อจาก Free Culture กับ The Future of Ideas
ผมเองยังไม่เคยอ่านทั้งสองเล่ม (Free Culture เปิดผ่านๆ นิดหน่อย ตอนนั้นภารกิจทางการศึกษารุมเร้า) แต่ก็ตั้งใจอ่านหนังสือของ Lessig ให้ครบ เพื่อเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีในอนาคต
บนเว็บของ Remix บอกว่าจะมีเวอร์ชันออนไลน์ที่เป็น CC ให้ดาวน์โหลดเหมือนกับหนังสือเล่มอื่นๆ ของ Lessig แต่อยากได้ฉบับจริงเก็บไว้อยู่ดี แต่เมื่อวานไปเดินหาที่ Borders คนขายทำหน้างงๆ ลอง search ระบบดูก็ไม่เจออะไร คาดว่านี่เป็นสาเหตุอีกอันที่โดน Amazon ตีตายหมด
เดี๋ยวมีโอกาสค่อยไปหาซื้อ
พยายามนั่งอ่านเปเปอร์สำหรับ literature review เจอเปเปอร์อันหนึ่งใช้กรอบวิเคราะห์เรื่อง regulation (ภาษาไทยน่าจะแปลว่า การควบคุม?) ของ Lawrence Lessig ในหนังสือ Code and Other Laws of Cyberspace เลยมาจดไว้ก่อน
ผมพยายามจะอ่านหนังสือของ Lessig ทั้ง Code และ Free Culture มาหลายรอบแล้วแต่ไม่สำเร็จ นอกจากความขี้เกียจส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า Lessig ขี้โม้ไปหน่อย เกริ่นนานมากกว่าจะเข้าประเด็นสำคัญ ยังไม่มีอารมณ์ละเมียดละไมอยากอ่านทุกตัวอักษรขนาดนั้น พอมีคนมาสรุปให้เลยสบายไปหลาย
Lessig เสนอว่า การควบคุมพื้นที่หรือวัตถุใดๆ (เช่น ประเทศ หรืออินเทอร์เน็ต) จะสามารถทำได้ 4 วิธี
ข้อ 4 "code" เป็นประเด็นหลักของ Lessig โดยเขาเสนอว่าพื้นที่ในไซเบอร์สเปซนั้น law ที่เคยใช้ได้ในโลกจริง จะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก (ดูจากกรณี YouTube ของพี่ไทยได้ ชัดเจนมากๆ) ดังนั้นสิ่งที่เข้ามาแทนคือ code หรือกฎเกณฑ์ทางคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่ง Lessig สร้างสโลแกนของเรื่องนี้ตรงไปตรงมาว่า "code is law"
ในเปเปอร์ใช้ตัวอย่างการใช้ regulator ทั้ง 4 แบบกับนักปล่อยสแปมรายหนึ่ง
ตัวอย่างอีกอันเสนอว่า ถ้าเอาโมเดลนี้ไปมองเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยด้วยอินเทอร์เน็ต วิธีที่ 4 "code" คือ เทคนิคการเข้ารหัสลับ (encryption) ซึ่งจะช่วย NGO ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ และในมุมกลับกัน การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (filtering) จะช่วยให้รัฐบาลกดหัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายขึ้น (เช่น กรณีจีนกับทิเบต หรือฝ่าหลุนกง)
สำหรับผู้สนใจ เปเปอร์หาอ่านได้ที่นี่ (PDF) มาจาก Gatech
ข่าวใหญ่ที่น่าสนใจของผมวันนี้คือ การประกาศแคมเปญ Change Congress โดย Lawrence Lessig
ย้อนประวัติให้หน่อยเผื่อใครไม่รู้จัก Lawrence Lessig เป็นอาจารย์ด้านกฎหมายที่สแตนฟอร์ด เชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญา (intellectual property) และเป็นผู้ก่อตั้ง Creative Commons เขาเขียนหนังสือสำคัญออกมา 2 เล่ม คือ Code and Other Laws of Cyberspace และ Free Culture
คุณสฤณี คนชายขอบ เคยเขียนเรื่อง Lessig กับ Free Culture ไว้ใน onopen และ fringer