ในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ (6 ตุลาคม) คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปคือเข้ากฤษฎีกา และสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
จาก มติ ครม.
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
จาก พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
หน่วยงานของรัฐต้องเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร 2 ชนิดใหญ่ๆ กลุ่มแรกคือลงในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา 7 หน่วยงานของรัฐต้องส่งข้อมูลข่าวสาร ของราชการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา<br/> (1) โครงสร้างและการจัดองค์กรในการดำเนินงาน <br/> (2) สรุปอำนาจหน้าที่ที่สำคัญและวิธีการดำเนินงาน <br/> (3) สถานที่ติดต่อเพื่อขอรับข้อมูลข่าวสารหรือคำแนะนำในการติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ <br/> (4) กฎ มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ คำสั่ง หนังสือเวียน ระเบียบแบบแผน นโยบาย หรือการตีความ ทั้งนี้ เฉพาะที่จัดให้มีขึ้นโดยสภาพอย่างกฎเพื่อให้มีผลเป็นการทั่วไปต่อเอกชนที่เกี่ยวข้อง <br/> (5) ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด
ต้นเรื่อง ประชาไท: สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2) : แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ
ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้ เราเห็นบรรดานักวิชาการ (หรือบางคนอาจเรียกว่า "ปัญญาชนสาธารณะ") ออกลายกันมามาก นักวิชาการหลายคนที่ใช้ฐานะทางสังคมมาช่วยผลักดันคำพูดหรือความเห็นของตัวเอง ถึงกับสูญเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิต จากความเห็นที่ให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ ถ้ามองในแง่ดี ก็อาจเรียกได้ว่านี่คือการคัดสรร "ตัวจริง" ออกมาจากบรรดาตัวปลอมกองพะเนินที่เคยถูกเคลือบไว้ด้วยภาพลักษณ์ "ดูดี" ไม่ว่าจะเป็น คุณธรรม จริยธรรม พอเพียง ฯลฯ (ถึงแม้จะน่าเศร้าว่าสุดท้ายแล้ว ตัวจริงนั้นเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน)
สำหรับผมแล้ว หนึ่งในตัวจริงสายนิติศาสตร์ คงไม่มีใครเกินทีมอาจารย์จากธรรมศาสตร์สาย อ. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ซึ่งออกมามีบทบาทเด่นชัดในการต้านรัฐธรรมนูญ 2550 ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่แล้ว ในทีมนี้ที่เด่นๆ นอกจาก อ. วรเจตน์แล้วก็ยังมี อ. ปิยบุตร แสงกนกกุล อีกคน ซึ่งผมเคยอ้างบทความในบล็อก Etat de droit ของแกหลายครั้งเหมือนกัน (มีครั้งหนึ่งที่เจ้าตัวมาตอบด้วย)
ที่เขียนมาตั้งยาวนี้เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ อ. ธรรมศาสตร์ทีมนี้เสนอมาตลอดคือ หลักการนิติรัฐ หรือ legal state (wikipedia, นิติรัฐ: ฉบับเข้าใจง่าย ที่ onopen) ซึ่งผมรู้สึก (ด้วยเซนส์) ว่ามันเป็นหลักการที่สำคัญมากต่อภาวะวิกฤตด้านความเชื่อมั่นในสถาบันตุลาการอย่างที่เป็นอยู่นี้ (อ่านรายละเอียดในบทสัมภาษณ์ของประชาไท)
เพียงแต่ตัวผมเองไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย-ปรัชญาการปกครอง ถึงขั้นจะร่วมถกประเด็นเหล่านี้ได้ ตอนนี้ก็ได้แต่เผยแพร่บทความที่ตัวเองคิดว่าสำคัญผ่านทางบล็อก เผื่อว่าจะมีคนแวะไปอ่านและร่วมตระหนักในประเด็นเดียวกันเพิ่มขึ้น อีกสักหน่อยก็ยังดี
รัฐบาลนี้ออกกฎหมายในทำนอง "ควบคุม" หลายฉบับ อุตสาหกรรมค่อนข้างใหม่ที่ได้รับผลกระทบก็โดนกันถ้วนทั่ว ทั้งไอที ภาพยนตร์ ทีวี สื่อ ฯลฯ เราได้เห็นความเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มอาชีพ ออกมาต่อสู้ต่อรองผลประโยชน์กันมากมายตามหน้าหนังสือพิมพ์
สหายท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับผม (จริงๆ คุยเรื่องนี้กันมาหลายครั้งแล้ว) ว่าคนวงการไอทีมีพฤติกรรม "จำยอม" มากกว่าคนวงการอื่น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น พ.ร.บ. ความผิดคอมระบุให้เก็บข้อมูลผู้ใช้บริการพวกเลขประชาชน คนไอทีก็เพียงแค่ก่นด่าตามเว็บบอร์ดอย่างแผ่วเบา ที่ดีหน่อยคือออกมาต่อรองระยะเวลาในการเก็บไม่ให้ยาวจนเป็นภาระกับตัวเอง แต่เราไม่เห็นการออกมาต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อล้มหรือเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. เลย
(อธิบายเพิ่มเติม: ตัวอย่างเรื่อง พ.ร.บ. นี้ผมสืบทราบว่ามีการเคลื่อนไหวกลุ่มย่อยในทางลับ --อย่างน้อยไม่ออกสู่สาธารณะ -- แต่ในความหมายของย่อหน้าข้างบน คือการเคลื่อนไหวของคนเล่นเน็ตธรรมดา เจ้าของเว็บไซต์ธรรมดา คนธรรมดาไม่ใช่ผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรม เรามีสมาคมไอเอสพี สมาคมเว็บ สมาคมร้านเน็ต แต่ยังไม่เคยเห็นสมาคมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สภาโปรแกรมเมอร์)
ในทางกลับกัน คนภาพยนตร์หรือทีวีกลับรวมตัวกันได้เป็นพัน ออกแถลงการณ์แบบเป็นทางการ เข้าไปยื่นหนังสือต่อรอง สร้างกระแสสังคม ช่วงชิงพื้นที่สื่อกดดัน ทำทุกอย่างตามกลยุทธในการต่อสู้อำนาจรัฐที่ดีพึงกระทำ ถ้าคิดไม่ออกดูกรณีไอทีวีก็ได้ครับ
สหายท่านเดิมวิเคราะห์สาเหตุแถมให้ด้วยว่า คงเป็นเพราะอุตสาหกรรมไอทีเป็นอุตสาหกรรมใหม่ คนยังไม่เคยเสียผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ ยังไม่มีประสบการณ์ว่าต้องต่อสู้ช่วงชิงเท่านั้นจึงจะมีชีวิิตรอดต่อไปได้ ต่างจากอาชีพนักข่าวหรือสำนักพิมพ์ ที่เจอกับการปิดหนังสือพิมพ์ ยึดแท่นพิมพ์ ข่มขู่นักข่าว เอาทหารไปล้อมตึก ฯลฯ มานักต่อนัก
วงการไอทียังอ่อนเยาว์ อ่อนด้อย และตื้นเขินยิ่งนัก เส้นทางการต่อสู้ของพวกเรายังต้องไปกันอีกไกล แต่ปัญหาคือมันจะทันหรือเปล่า
ในวงสนทนาวันก่อน สหายอีกท่านได้สรุปเรื่องนี้อย่างสั้นๆ ด้วย 4 พยางค์
"ไม่-มี-เจ้า-ภาพ"
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ในทางกลับกันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร (เป็นลักษณะนิสัยของคนไอที ฮา) จึงได้แต่เขียนบล็อกชิ้นนี้ขึ้นมา เผื่อว่าจะมีใครอยากเป็นเจ้าภาพขึ้นมาบ้าง
ไปงาน "ร่วมวิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์" ที่จัดโดยสมาคมเว็บมาสเตอร์มา เอาช็อตโน้ตมาเผยแพร่