ต้นเรื่อง ประชาไท: สัมภาษณ์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ (2) : แล่เนื้อเถือหนัง ‘ตุลาการภิวัฒน์’ แบบไทยๆ
ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมานี้ เราเห็นบรรดานักวิชาการ (หรือบางคนอาจเรียกว่า “ปัญญาชนสาธารณะ”) ออกลายกันมามาก นักวิชาการหลายคนที่ใช้ฐานะทางสังคมมาช่วยผลักดันคำพูดหรือความเห็นของตัวเอง ถึงกับสูญเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาตลอดชีวิต จากความเห็นที่ให้สัมภาษณ์ทางสื่อต่างๆ ถ้ามองในแง่ดี ก็อาจเรียกได้ว่านี่คือการคัดสรร “ตัวจริง” ออกมาจากบรรดาตัวปลอมกองพะเนินที่เคยถูกเคลือบไว้ด้วยภาพลักษณ์ “ดูดี” ไม่ว่าจะเป็น คุณธรรม จริยธรรม พอเพียง ฯลฯ (ถึงแม้จะน่าเศร้าว่าสุดท้ายแล้ว ตัวจริงนั้นเหลืออยู่แค่ไม่กี่คน)
สำหรับผมแล้ว หนึ่งในตัวจริงสายนิติศาสตร์ คงไม่มีใครเกินทีมอาจารย์จากธรรมศาสตร์สาย อ. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ซึ่งออกมามีบทบาทเด่นชัดในการต้านรัฐธรรมนูญ 2550 ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่แล้ว ในทีมนี้ที่เด่นๆ นอกจาก อ. วรเจตน์แล้วก็ยังมี อ. ปิยบุตร แสงกนกกุล อีกคน ซึ่งผมเคยอ้างบทความในบล็อก Etat de droit ของแกหลายครั้งเหมือนกัน (มีครั้งหนึ่งที่เจ้าตัวมาตอบด้วย)
ที่เขียนมาตั้งยาวนี้เพื่อจะบอกว่า สิ่งที่ อ. ธรรมศาสตร์ทีมนี้เสนอมาตลอดคือ หลักการนิติรัฐ หรือ legal state (wikipedia, นิติรัฐ: ฉบับเข้าใจง่าย ที่ onopen) ซึ่งผมรู้สึก (ด้วยเซนส์) ว่ามันเป็นหลักการที่สำคัญมากต่อภาวะวิกฤตด้านความเชื่อมั่นในสถาบันตุลาการอย่างที่เป็นอยู่นี้ (อ่านรายละเอียดในบทสัมภาษณ์ของประชาไท)
เพียงแต่ตัวผมเองไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย-ปรัชญาการปกครอง ถึงขั้นจะร่วมถกประเด็นเหล่านี้ได้ ตอนนี้ก็ได้แต่เผยแพร่บทความที่ตัวเองคิดว่าสำคัญผ่านทางบล็อก เผื่อว่าจะมีคนแวะไปอ่านและร่วมตระหนักในประเด็นเดียวกันเพิ่มขึ้น อีกสักหน่อยก็ยังดี
รัฐบาลนี้ออกกฎหมายในทำนอง "ควบคุม" หลายฉบับ อุตสาหกรรมค่อนข้างใหม่ที่ได้รับผลกระทบก็โดนกันถ้วนทั่ว ทั้งไอที ภาพยนตร์ ทีวี สื่อ ฯลฯ เราได้เห็นความเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มอาชีพ ออกมาต่อสู้ต่อรองผลประโยชน์กันมากมายตามหน้าหนังสือพิมพ์
สหายท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตกับผม (จริงๆ คุยเรื่องนี้กันมาหลายครั้งแล้ว) ว่าคนวงการไอทีมีพฤติกรรม "จำยอม" มากกว่าคนวงการอื่น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น พ.ร.บ. ความผิดคอมระบุให้เก็บข้อมูลผู้ใช้บริการพวกเลขประชาชน คนไอทีก็เพียงแค่ก่นด่าตามเว็บบอร์ดอย่างแผ่วเบา ที่ดีหน่อยคือออกมาต่อรองระยะเวลาในการเก็บไม่ให้ยาวจนเป็นภาระกับตัวเอง แต่เราไม่เห็นการออกมาต่อสู้เคลื่อนไหวเพื่อล้มหรือเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ. เลย
(อธิบายเพิ่มเติม: ตัวอย่างเรื่อง พ.ร.บ. นี้ผมสืบทราบว่ามีการเคลื่อนไหวกลุ่มย่อยในทางลับ --อย่างน้อยไม่ออกสู่สาธารณะ -- แต่ในความหมายของย่อหน้าข้างบน คือการเคลื่อนไหวของคนเล่นเน็ตธรรมดา เจ้าของเว็บไซต์ธรรมดา คนธรรมดาไม่ใช่ผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพลในอุตสาหกรรม เรามีสมาคมไอเอสพี สมาคมเว็บ สมาคมร้านเน็ต แต่ยังไม่เคยเห็นสมาคมผู้ใช้อินเทอร์เน็ต สภาโปรแกรมเมอร์)
ในทางกลับกัน คนภาพยนตร์หรือทีวีกลับรวมตัวกันได้เป็นพัน ออกแถลงการณ์แบบเป็นทางการ เข้าไปยื่นหนังสือต่อรอง สร้างกระแสสังคม ช่วงชิงพื้นที่สื่อกดดัน ทำทุกอย่างตามกลยุทธในการต่อสู้อำนาจรัฐที่ดีพึงกระทำ ถ้าคิดไม่ออกดูกรณีไอทีวีก็ได้ครับ
สหายท่านเดิมวิเคราะห์สาเหตุแถมให้ด้วยว่า คงเป็นเพราะอุตสาหกรรมไอทีเป็นอุตสาหกรรมใหม่ คนยังไม่เคยเสียผลประโยชน์จากอำนาจรัฐ ยังไม่มีประสบการณ์ว่าต้องต่อสู้ช่วงชิงเท่านั้นจึงจะมีชีวิิตรอดต่อไปได้ ต่างจากอาชีพนักข่าวหรือสำนักพิมพ์ ที่เจอกับการปิดหนังสือพิมพ์ ยึดแท่นพิมพ์ ข่มขู่นักข่าว เอาทหารไปล้อมตึก ฯลฯ มานักต่อนัก
วงการไอทียังอ่อนเยาว์ อ่อนด้อย และตื้นเขินยิ่งนัก เส้นทางการต่อสู้ของพวกเรายังต้องไปกันอีกไกล แต่ปัญหาคือมันจะทันหรือเปล่า
ในวงสนทนาวันก่อน สหายอีกท่านได้สรุปเรื่องนี้อย่างสั้นๆ ด้วย 4 พยางค์
"ไม่-มี-เจ้า-ภาพ"
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ในทางกลับกันก็ไม่รู้จะทำอย่างไร (เป็นลักษณะนิสัยของคนไอที ฮา) จึงได้แต่เขียนบล็อกชิ้นนี้ขึ้นมา เผื่อว่าจะมีใครอยากเป็นเจ้าภาพขึ้นมาบ้าง
ไปงาน "ร่วมวิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์" ที่จัดโดยสมาคมเว็บมาสเตอร์มา เอาช็อตโน้ตมาเผยแพร่
ประชาไทมาเชิญไปเสวนาเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้รัฐบาลรัฐประหาร: ทางมืดหรือสว่างของสิทธิเสรีภาพในโลกไร้พรมแดน ในฐานะตัวแทนผู้ใช้ ที่ธรรมศาสตร์ วันนี้ (30 พ.ย.) ตอนบ่าย
ผมเผลอรับคำไปแล้ว ก็ควรจะเตรียมตัวไปดีๆ ไม่ให้เจ้าภาพเค้าผิดหวัง
การเตรียมตัวของผมเริ่มโดยการอ่านทุกสิ่งทุกอย่างใน NectecPedia แล้วก็พบว่าการอ่านกฎหมายมันยากมาก อ่าน source ง่ายกว่าเยอะ (คือ source มัน deterministic กว่า ไม่ต้องตีความ int ก็เป็น int ไม่ใช่ float ทำนองนี้) ยิ่งอ่านก็ยิ่งนับถือ อ.ทวีศักดิ์ที่มาดูแลเรื่องนี้ (ลองกดดู history ของหน้า wiki แล้วจะเข้าใจ)
ผมเลยต้องปรับบทบาทของตัวเอง ในเมื่อเราโง่กฎหมาย เราก็ไปแบบโง่ๆ นั่นแหละ ไปถามแทนคนใช้ว่ากฎหมายนี้มีผลกระทบต่อชีวิตพวกเขาอย่างไร ฟอร์เวิร์ดรูปโป๊ให้กันผิดมั้ย แอบใช้ WiFi คนข้างบ้านผิดหรือเปล่า
ถ้าอ่านบล็อกนี้ตอนเช้าวันพฤหัสแล้วมีประเด็นอยากฝาก ก็เขียนไว้แถวๆ นี้แล้วจะไปถามแทนให้ครับ
ป.ล. งานนี้ดังเหมือนกันแฮะ คนเขียนถึงหลายคน: bact', ดร.ธวัชชัย
มีคนรู้จักของคนรู้จักทำงานอยู่กระทรวงศึกษาธิการ ราชดำเนินนอก
เค้าเครียดมาก ไม่อยากไปทำงานเพราะจะกลัวโดนม็อบปิดล้อมถนน กลับบ้านไม่ได้ ครั้นจะไม่ไปทำงานก็ไม่ได้อีก เพราะม็อบชุมนุมยืดเยื้อ ถ้าเป็นวันสองวันก็ยังพอทำเนา
ถึงแถวนั้นจะบ้านคนไม่เยอะ แต่ที่ทำงานเยอะในระดับเยอะมาก แถมเป็นหน่วยงานระดับกระทรวงหลายแห่ง ที่กำลังขับเคลื่อนประเทศไทยอยู่ทุกวัน
ผมเชื่อว่ามีเคสคล้ายๆ กันแบบนี้เกิดขึ้นเยอะมาก เช่น คุณแม่ไปรับลูกไม่ทัน, รถติดเสียสุขภาพกายสุขภาพจิต, 007 ส่งข้อมูลลับเข้าทำเนียบไม่ได้ เพราะทำเนียบโดนล้อม
ผมเชื่อว่าผู้เสียหายเกือบทุกคนในเคสแบบนี้ อยู่ในภาวะการณ์จำยอม ซึ่งลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา มันก็น่าสงสาร ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ต้องมาเดือดร้อน
ผมเชื่อว่าเคสแบบนี้ อยู่เมืองนอกคุณฟ้องได้เลย โอกาสชนะมีสูงด้วย แต่ผมไม่แน่ใจว่าอยู่เมืองไทย เราสามารถทำอะไรได้แค่ไหนในการปกป้องสิทธิ์ของตัวเราเอง
ถ้าจะฟ้องม็อบ จำเลยเป็นใคร (ห้าหัวตัวนำ หรือ 1.5 แสนทั้งหมดตามที่อ้าง) เรียกร้องอะไรได้บ้าง ศาลมีสิทธิ์สั่งสลายการชุมนุมหรือเปล่า ผมแทบไม่มีความรู้กับกฎหมายเลย ใครเชี่ยวๆ ช่วยแนะนำหน่อยก็ดีนะครับ
ป.ล. อย่าเข้าใจประเด็นผิดนะ ม็อบเรียกร้องให้นายกลาออก เป็นสิ่งที่ทำได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าม็อบทำคุณแม่ไปรับลูกช้า ทำรถติด ก็ควรจะรับผิดชอบด้วยเหมือนกัน (หรือเมืองไทย เฉพาะนายกคนเดียวที่ผิด?)
ป.ล.2 เอ้อ คำถามสุดท้ายคือ ฟ้องแล้วจะโดนม็อบล้อมบ้านด้วยรึเปล่า?