Internet Censorship

เมื่อวานก่อนคุณ iTeau เมลมาขอวิทยานิพนธ์ไปอ่าน

จริงๆ ผมตั้งใจจะเผยแพร่ตั้งแต่เขียนเสร็จ แต่ก็เกรงว่างานเขียนวิชาการภาษาอังกฤษเกือบร้อยหน้า ไม่น่าจะมีคนสนใจ ครั้นจะรอเผยแพร่ฉบับที่ตั้งใจ rewrite เป็นภาษาไทย ก็ไม่ได้ทำเสียทีด้วยความขี้เกียจตัวเป็นขน เลยดองเอาไว้เรื่อยๆ แต่พอคุณ iTeau ขอมา เลยพบว่าตัวเองคิดผิด แท้จริงแล้วอาจมีคนสนใจก็ได้

ดังนั้นขอตอบแทนท่านที่ช่วยตอบคำถามและแสดงความเห็นมาให้ผม ด้วยวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ครับ ส่วนฉบับภาษาไทยจะพยายามฮึดเขียนออกมาให้ได้ในเร็ววัน ต้องออกตัวไว้นิดว่างานชิ้นนี้ทำได้ประมาณ 60-70% จากที่ตั้งเป้าไว้ตอนแรก เนื่องจากผมมัวแต่ไปเที่ยวนู่นนี่นั่นอยู่ สุดท้ายต้องมาปั่นๆ หนีตาย งานออกมาไม่ดีตามที่เห็น (ถ้าอ่านนะ)

พยายามนั่งอ่านเปเปอร์สำหรับ literature review เจอเปเปอร์อันหนึ่งใช้กรอบวิเคราะห์เรื่อง regulation (ภาษาไทยน่าจะแปลว่า การควบคุม?) ของ Lawrence Lessig ในหนังสือ Code and Other Laws of Cyberspace เลยมาจดไว้ก่อน

ผมพยายามจะอ่านหนังสือของ Lessig ทั้ง Code และ Free Culture มาหลายรอบแล้วแต่ไม่สำเร็จ นอกจากความขี้เกียจส่วนตัวแล้วรู้สึกว่า Lessig ขี้โม้ไปหน่อย เกริ่นนานมากกว่าจะเข้าประเด็นสำคัญ ยังไม่มีอารมณ์ละเมียดละไมอยากอ่านทุกตัวอักษรขนาดนั้น พอมีคนมาสรุปให้เลยสบายไปหลาย

Lessig เสนอว่า การควบคุมพื้นที่หรือวัตถุใดๆ (เช่น ประเทศ หรืออินเทอร์เน็ต) จะสามารถทำได้ 4 วิธี

  1. ผ่านกฎหมาย (law) - หรือกฎระเบียบ เป็นคำสั่งที่มีบทลงโทษถ้าฝ่าฝืน และรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจนี้
  2. ผ่านกลไกตลาด (market) - โดยใช้ราคาเป็นตัวกำหนด ตามหลักเศรษฐศาสตร์
  3. ผ่านบรรทัดฐานของสังคม (social norm) - ใช้ “ความแปลกแยก” เป็นตัวควบคุม ใครคิดแปลกแยกจากบรรทัดฐานของสังคมจะโดนรังเกียจ เช่น ไม่ยืนในโรงหนังจะโดนปาของใส่
  4. ผ่านสถาปัตยกรรม (architecture หรือ “code” ตามชื่อหนังสือ) - code ในที่นี้หมายถึงข้อจำกัดหรือข้อกำหนดทางเทคนิค ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างตั้งใจตั้งแต่ตอนออกแบบ

ข้อ 4 “code” เป็นประเด็นหลักของ Lessig โดยเขาเสนอว่าพื้นที่ในไซเบอร์สเปซนั้น law ที่เคยใช้ได้ในโลกจริง จะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างมาก (ดูจากกรณี YouTube ของพี่ไทยได้ ชัดเจนมากๆ) ดังนั้นสิ่งที่เข้ามาแทนคือ code หรือกฎเกณฑ์ทางคอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่ง Lessig สร้างสโลแกนของเรื่องนี้ตรงไปตรงมาว่า “code is law”

ในเปเปอร์ใช้ตัวอย่างการใช้ regulator ทั้ง 4 แบบกับนักปล่อยสแปมรายหนึ่ง

  1. กฎหมายสแปม เอาสแปมเมอร์เข้าคุกได้ (ถ้าจับได้)
  2. ถ้าค่าใช้จ่ายในการส่งสแปมสูง (เช่น ค่าคอม ค่าอินเทอร์เน็ต) หมอนี่อาจจะเลิกส่งสแปมได้
  3. ถ้าเพื่อนรู้ว่าเป็นนักส่งสแปม อาจเลิกคบ พ่อแม่รู้อาจตัดจากกองมรดก
  4. ISP อาจกำหนดว่า ห้ามผู้ใช้หนึ่งคนส่งเมลได้เกินกี่ฉบับต่อวัน เพื่อเป็นการล้อมกรอบสแปม

ตัวอย่างอีกอันเสนอว่า ถ้าเอาโมเดลนี้ไปมองเรื่องการส่งเสริมประชาธิปไตยด้วยอินเทอร์เน็ต วิธีที่ 4 “code” คือ เทคนิคการเข้ารหัสลับ (encryption) ซึ่งจะช่วย NGO ต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการ และในมุมกลับกัน การเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต (filtering) จะช่วยให้รัฐบาลกดหัวฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายขึ้น (เช่น กรณีจีนกับทิเบต หรือฝ่าหลุนกง)

สำหรับผู้สนใจ เปเปอร์หาอ่านได้ที่นี่ (PDF) มาจาก Gatech

อ่านรายละเอียดที่ประชาไท

กำลังคิดว่าจะเปลี่ยนหัวข้อ dissertation จากเรื่องเทคนิค (พวก Visualization, GUI) มาเป็น “Internet Censorship in Thailand”