Informatics

CMIS

เรื่องเริ่มจากว่า อ่านเจอในบล็อกของ Dries พูดถึงสเปก CMIS เลยสนใจตามมาอ่านต่อ ซึ่งอ่านไปนิดนึงพบว่า ความรู้พื้นฐานยังไม่พอ เลยต้องไปค้นเรื่อง ECM และ AtomPub มาเสริมพื้นฐานก่อน

พอพร้อมแล้วก็ได้เวลาลุย CMIS

ผมเขียนประเด็นเหล่านี้ลงในการบ้านหลายชิ้น รวมถึง dissertation ด้วย คิดว่าตอนนี้ตัวเองยังไม่ breakthrough นักแต่ก็เอามารวบรวมลงบล็อกไว้ก่อนเท่าที่มีในหัว เพื่อเป็นฐานการพัฒนาความคิดต่อไป

ผมเป็นนักเรียนสาขา Informatics/Information Science ฟังดูคอมพิวเตอร์มากๆ แต่เอาจริงแล้ว สาขานี้กลับแยกตัวมาจากวิชาห้องสมุด Librarianship Science ต่างหาก เหตุผลก็เพราะว่ามันเป็นการ “จัดการ” หรือ “จัดระเบียบ” ข้อมูลเหมือนกัน (ในทางแนวคิดเหมือนกัน แต่ทางปฏิบัติก็ต่างกันไป)

ส่วนเหตุผลที่ Informatics/Information Studies บูมขึ้นมา ก็เป็นเพราะเทคโนโลยีด้านที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ทำให้จู่ๆ เราก็พลัดหลงเข้ามาในยุค Information Overload และต้องหาวิธีมาจัดการกับมัน

บทความจาก ComputerWorld - Top Secret: CIA explains its Wikipedia-like national security project (อ่านเจอจาก Slashdot) พูดถึง CIA นำเอา MediaWiki ไปสร้าง Wikipedia ในองค์กรในชื่อ Intellipedia

ตอนแรกคนเสนอไอเดียถูกด่าว่าเป็น traitor แต่สุดท้าย ทุกคนก็ใช้มันในการวิเคราะห์ข่าวกรอง แถมยังขยายไปถึงบริการภาพและวิดีโอ เหมือน Flickr กับ YouTube ด้วย

ถ้าตัดเรื่องวัฒนธรรมองค์กรออกไป โมเดลของ Wikipedia นั้นเหมาะมากสำหรับวิธีการทำงานของ CIA ซึ่งเป็นการเอาข้อมูลแยกชิ้น จากหลายคนหลายแผนก มาปะติดปะต่อกันเป็นภาพใหญ่ ตัวเทคโนโลยีพร้อมมานาน และมี best practice ในโลกข้างนอกแล้ว เหลือแค่คนในองค์กรจะปรับตัวเมื่อไรเท่านั้นเอง

เทอมที่ผ่านมาเรียนเรื่อง Business Intelligence ซึ่งวิทยากรจาก DSTL (เทียบได้กับ DARPA ของสหรัฐ) บอกว่า วิธีหาข่าวกรองแบบเจมส์ บอนด์ มันไม่มีอีกต่อไปแล้ว หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกแห่งหาข่าวกรองจากข้อมูลสาธารณะที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตกันทั้งนั้น ปัญหาไม่ใช่ว่าไม่มีข้อมูลแล้วต้องส่งสายลับไปล้วงออกมา แต่เป็นการหาข้อมูลที่ถูกต้องจากทะเลข้อมูลจำนวนมหาศาลให้เจอต่างหาก โมเดลฐานความรู้แบบ Wikipedia จึงเป็นปัจจัยสำคัญอันหนึ่งสำหรับวงการข่าวกรองยุคใหม่ เพราะเป็นการใช้ปัญญารวมหมู่ (collective intelligence) เข้ามาแก้ปัญหาการ information overload

ก่อนหน้านี้เคยเขียนถึง Thailand Political Base ลงบล็อกไปแล้ว และช่วงที่ผ่านมาผมซาบซึ้งกับฐานข้อมูล CrunchBase ของ TechCrunch เป็นพิเศษ และกำลังปลุกผี Blognone Library ขึ้นมาเงียบๆ เจออะไรก็เอามาเขียนสะสมเอาไว้ เพื่อเป็นต้นทุนข้อมูลการวิเคราะห์ในอนาคต ข้อมูลทุกอย่างเปิดเผย พร้อมรับการตรวจสอบและแก้ไขจากสายตาทุกคู่1

ถ้าสนใจขอเชิญทั้งที่ Political Base และ Blognone Library

1 - “given enough eyeballs, all bugs are shallow”

ปัญหา information overload ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย และมันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเจอกับเทคโนโลยีที่ทำให้เราเข้าถึง (access) ข้อมูลของทุกคนได้ทุกที่แบบ realtime อย่าง Twitter

Twitter เปลี่ยนวิธีสื่อสารของเราจาก 1-1 (หรือในกรณี many-many สำหรับ chat ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อมีจุดประสงค์จะคุยเป็นกลุ่มจริงๆ) มาเป็น many-many ข้อดีคือเวลาเหงาๆ เบื่อๆ เพื่อนใน IM ไม่ออนไลน์ เราจะมีโอกาสสูงขึ้นที่จะมีคนคุยด้วย แต่ข้อเสียของมันก็คือ ปริมาณข้อความที่เรารับเข้ามาจะเพิ่มขึ้นเป็น exponential เวลาไม่เหงาไม่เบื่อ มันจะ distract มาก

ข้อความใน Twitter เปลี่ยนสภาพจากข้อความที่ส่งหากันโดยตรง (push) มาเป็นข้อความที่ทุกคนโยนเข้ากองกลาง (push) แล้วเราไปดูด (pull) มาอีกที จากเดิมที่ข้อความส่งหาเราคนเดียว มีจุดประสงค์ชัดเจน มาเมื่อจำเป็นเท่านั้น ก็กลายเป็นข้อความที่ไม่รู้ว่าส่งถึงเราหรือเปล่า (จนกว่าเราจะได้อ่านข้อความนั้น) และเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายมหาศาล แถมมาแบบ realtime อีกต่างหากถ้าเลือกเป็น Devices On

นั่นแปลว่า signal-to-noise ratio ของ Twitter ต่ำลงไปมากเมื่อเทียบกับ IM ธรรมดา (เรื่องนี้เคยคุยกันไว้บ้างแล้วใน Race for Social Network Aggregator)

ข้อความของแต่ละคนย่อมมีหลายแบบ มีจุดประสงค์แตกต่างกันไปตามบริบทและช่วงเวลา เราอาจจะเห็นข้อความประเภท “บ่นเฉยๆ ไม่ต้องการคำตอบ”, “ถามคำถาม”, “หาเพื่อนคุย”, “แนะนำเว็บเจ๋ง” ฯลฯ รวมไปถึงข้อความที่อัพเดตอัตโนมัติจาก Twitterfeed ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราสนใจข้อความเพียงบางประเภทเท่านั้น ข้อความขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ย่อมสำคัญกว่าข้อความบ่นเบื่ออย่างแน่นอน

ปัญหาก็คือ Twitter ไม่สามารถแบ่งแยกข้อความตามชนิด (i.e. “จุดมุ่งหมาย”) ได้ เราแค่เลือกได้ว่าจะรับข้อความจากคนนี้หรือไม่เท่านั้น เป็น all or none

การเลือก all or none เป็นอะไรที่ตัดสินใจยากมาก อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าถ้าเป็นข้อความที่เพื่อนหรือคนรู้จักพิมพ์มาด้วยมือของตัวเอง ผมก็ยังอยากอ่านนะ ผมคิดว่าการที่คนเราพิมพ์อะไรสักอย่างมา มันต้องมีจุดประสงค์ของมันอยู่บ้าง

แต่เรื่องว่าคุณกำลังฟังเพลงอะไรอยู่นี่ ขอโทษที ผมไม่ได้อยากรู้สักนิดเลยครับ

ระหว่างที่ Twitter ยังแก้ปัญหาเรื่องการกรองข้อความตามประเภทไม่ได้ เรามาช่วยกันทำให้แวดวง Twitter น่าอยู่ โดยการไม่ส่งข้อความ flood เข้ามาใน Twitter กันดีกว่า

{RAW}

ผมเคยเอียนคำว่า KM หรือ Knowledge Management แบบมากๆๆ อยู่พักนึง เนื่องจากรู้สึกว่ามันเป็น catchphrase สำหรับโฆษณาธุรกิจอบรมองค์กรไปเสียแล้ว (และส่วนมากที่สังเกตเห็น องค์กรที่ไปอบรมมาก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง) พอเจอแบบนี้มากเข้า ความเอียนเลยเปลี่ยนไปเป็นแอนตี้การทำ KM แบบที่นิยมกันอยู่อีกด้วย

แต่ความคิดคนเรามันเปลี่ยนง่าย หลังจากใช้เวลาขบคิดมาสักพัก (ปกติช่วงเวลาขบคิดของผมคืออาบน้ำ, ล้างจาน และขับรถ) ก็พบว่า KM เป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่ต้องเป็น KM ที่เรียบง่าย, intuitive (นึกคำภาษาไทยไม่ออก) และทรงพลัง (ทั้งแง่ efficiency/effectiveness) เพียงแต่จะออกมายังไงนั้นยังคิดไม่ออก เรื่องพวกนี้ไม่รีบค่อยๆ คิดไป

วันนี้มาย้อนอ่านบล็อกของสุนิตย์ (การเก็บปัญญาดิจิตอลของไทย ไว้เพื่อคนในอนาคต (และปัจจุบัน)) กับไป๋ (ปัญญาที่หายไป (และทำยังไงให้ไม่หาย)) เหมือนมีอะไรมากระตุ้น พอเริ่มมีไอเดียรางๆ ก็รีบจดไว้กันลืมเหมือนเดิม