ความพิเศษของภาษา ... ตามทัศนคติของ [เขา] ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือผิดปกติ เพราะเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไป เนื่องจากชาวโลกจำนวนไม่น้อย ก็รู้สึกเช่นนั้นด้วย อีกทั้งความคิดและความเข้าใจในลักษณะเฉพาะตัวของประเทศ ... ได้ก่อให้เกิดการโต้แย้งเกี่ยวกับวัฒนธรรม ... มากทีเดียว ไม่ว่าเห็นด้วยหรือคัดค้าน
ดังนั้นเอง แนวความคิดจากประสบการณ์มากมายและการอภิปรายโต้เถียงกันในประเทศ ... นำไปสู่คำถามที่ว่าสายเลือด ... นั้นมีลักษณะพิเศษเฉพาะ ที่เหนือกว่าชาติอื่นและยากจะเข้าใจนั้นจริงแท้แค่ไหน
"ผมคิดว่า การที่คนในประเทศ ... รู้สึกว่ามีบางอย่างพิเศษ เกี่ยวกับลักษณะนิสัยของคน ... ที่จะเอาไปเหมารวมกับกลุ่มคนธรรมดาสามัญไม่ได้ รวมทั้งจะไม่ยอมก้าวข้ามอุปสรรคในเรื่องการแปลด้วย ความรู้สึกดังกล่าวนี้ มักจะได้รับการบอกเล่าจากพวกลัทธิล่าอาณานิคมทางวัฒนธรรมด้วยความรู้สึกที่ว่า ประเทศ ... มีจุดเด่นพิเศษอย่างนั้นจริงๆ"
กล่าวโดย Jay McInerney
แทนที่ [เขา] ด้วย "จูนิชิโร่ ทานิซากิ" นักเขียนชื่อดังชาวญี่ปุ่น
แทนที่ ... ด้วย "ญี่ปุ่น"
จาก "ศาสดาเบสต์เซลเลอร์ ฮารูกิ มูราคามิ" หน้า 122 เขียนโดย 'ปราย พันแสง
หลังจากอ่าน Sputnik Sweetheart จบไป เล่มถัดไปที่ยืมมาจากห้องสมุดคือ after the quake เหตุผลที่เลือกเหมือนเดิมคือเล่มเล็กดี
after the quake เป็นรวมเรื่องสั้น 6 เรื่อง เป็นเหตุการณ์หลังจากแผ่นดินไหวที่โกเบ ปี 1995 แต่ละเรื่องมีความเชื่อมโยงกันอย่างเดียวคือ ตัวละครทุกตัวไม่ได้อยู่ในโกเบ แต่มีอดีตอะไรสักอย่างเชื่อมโยงกับโกเบอยู่บ้าง (เช่น มีญาติพี่น้อง อดีตสามี อาศัยอยู่)
แต่ละเรื่องอ่านแล้วรู้สึกเหมือนว่ายังไม่จบ และน่าจะไปคลี่คลายปมรวมกันในเรื่องสุดท้าย แต่พออ่านไปได้สักครึ่งหนึ่ง ก็เดาได้ว่าสไตล์ของมูราคามินี่ ไม่มีแน่นอน ทิ้งปมเอาไว้ให้คนอ่านไปจินตนาการต่อเอาเองว่าเรื่องจะไปทางไหนต่อ โครงของหลายเรื่องนำไปขยายเป็นนิยายเรื่องยาวได้เลย
หลายตอนก็ให้อารมณ์คล้ายงานชิ้นอื่นของมูราคามิ อย่าง Super-Frog Saves Tokyo จะเหมือนเรื่อง แดนฝันปลายขอบฟ้า (Hard-Boiled Wonderland and the End of the World) ที่ออกแฟนตาซี ส่วนเรื่อง Thailand จะคล้าย Sputnik Sweetheart ตรงมีสิ่งเหนือธรรมชาติเพิ่มเข้ามา
ที่ชอบคือเรื่องสุดท้าย Honey Pie ซึ่งเป็นเรื่องรักสามเส้าที่เขียนดีมากที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาเรื่องหนึ่งเลย เขียนดีอย่างไรคงต้องไปอ่านกันเอง
ผมเคยอ่านหนังสือของ Murakami มาแล้ว 4 เล่ม (ไตรภาคมุสิก และ Hard-Boiled Wonderland and the End of the World -- ดูในบล็อกเก่าๆ) ทั้งหมดที่เคยอ่านนั้นเป็นฉบับภาษาไทย
อ. มะนาว มาเชียร์หลายรอบว่าฉบับภาษาอังกฤษดีกว่า สำนวนเรียบง่ายไม่เทอะทะเหมือนฉบับแปลไทย พอช่วงนี้เริ่มว่าง ประกอบกับห้องสมุดมีให้ยืม เลยเอาเสียหน่อย
pittaya แนะนำ South of the Border, West of the Sun กับ Norwegian Wood ซึ่งผมดันหาเล่มแรกไม่เจอ (ไม่รู้ใครมาสอยไปตัดหน้ารึเปล่า) ส่วนเล่มหลังมันใหญ่ไปหน่อย เกรงใจ เลยได้ Sputnik Sweetheart ขนาดย่อมเยากว่ามาแทน
เนื้อเรื่องเป็นรักสามเส้าของเราสามคน ระหว่างพระเอกซึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง สุมิเระ (Sumire) หญิงสาวที่อยากเป็นนักเขียน และมิอุ นักธุรกิจหญิงที่แก่กว่าสุมิเระเกือบ 20 ปี พระเอกชอบสุมิเระตามปกติ มีไม่ธรรมดานิดหน่อยตรงสุมิเระชอบมิอุ ถ้าใครเข้าใจว่าเป็นเลส ก็เข้าใจถูกต้องแล้ว
แต่เนื้อเรื่องไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญของนิยายมูราคามิอยู่แล้ว สิ่งสำคัญคือวิธีการเล่าเรื่อง และอารมณ์ของเรื่องต่างหาก ซึ่งในเรื่องนี้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม วิธีการเปรียบเทียบประสบการณ์ด้วยเพลง และหนังสือ ที่ตัวละครในเรื่องฟังและอ่าน ก็ยังไม่ไปไหน เช่นเดียวกับธีมเรื่องความเหงา และการค้นหาตัวเอง
จุดสังเกตของเล่มนี้คือมีสิ่งเหนือธรรมชาติมาเจือปน (เหมือนกับเรื่อง A Wild Sheep Chase แต่ไม่มากเท่า) แต่ช่วงหลอนก็แอบน่ากลัวใช่เล่น อารมณ์หลอนในนิยายของมูราคามิไม่ได้เล่นกับความกลัว (fear) แต่เล่นกับ uncertainty ซึ่งหลอนกว่าเยอะ
อ่านจบก็ให้อารมณ์เดียวกับ A Wild Sheep Chase คืองงๆ เบลอๆ ไม่มีเฉลยและต้องตีความเอาเอง แต่ตอนอ่านมันสนุกจนหยุดไม่ได้
ป.ล. ฉบับภาษาอังกฤษอ่านง่ายมากๆ ใช้ศัพท์ง่าย ประโยคสั้นไม่ซับซ้อน แต่สำนวนสวยๆ ในฉบับแปลไทยก็หายไปเช่นกัน
ป.ล. 2 มีคนเขียนถึงบน onopen
ความยุติธรรมก็เหมือนกับความรัก สิ่งที่ได้รับสนองกลับ ไม่ได้เกี่ยวใดๆ กับความอุตสาหะที่เราทุ่มเทแสวงหา
หากไม่มีความท้อแท้ความสูญเสีย ความหวังจะเกิดก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?