เมื่อสักครู่ผมเดินไปซื้อชาเย็นจากรถเข็นข้างถนน 15 บาท ระหว่างรอคนขายชงชา ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนขายกับลูกค้าประจำที่นั่งอยู่แถวนั้น ข้อความอาจไม่ตรงนักแต่ใจความประมาณนี้
"แมนยูน่าจะป้องกันแชมป์ได้ทั้งสองอันที่เหลืออยู่"<br/> "พรีเมียร์ลีกน่ะได้ชัวร์อยู่แล้ว แต่แชมเปี้ยนส์ลีกนี่ 50:50 นะ"<br/> "ถ้าอาร์เซนอลไม่ยอมซื้อตัวเก่งๆ ซื้อแต่เด็ก ก็อีกนานกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีก"
ฯลฯ
ผมยืนฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกว่ามันเป็นการวิเคราะห์ที่เป็นเรื่องเป็นราวมาก!
ผมไม่คิดว่าบทสนทนาในลักษณะนี้จะอยู่แต่เฉพาะรถเข็นขายชาเย็นข้างถนนเท่านั้น เราจะพบบทสนทนาแบบเดียวกันนี้ทั่วไปตามวินมอเตอร์ไซด์ ในแท็กซี่ คนขายของในซูเปอร์มาร์เก็ต ยาม ฯลฯ นี่ยังไม่รวมอาชีพชนชั้นกลางอีกมากที่ผมจงใจละเอาไว้ ไม่แน่ว่าเราอาจเดินผ่านคนกวาดขยะที่กินข้าวพักเที่ยง หรือเกษตรกรที่กำลังดำนาไปคุยกันไป แล้วได้ยินบทสนทนาว่า
"บาร์ซาจะเป็นแชมป์หรือเปล่า"<br/> "ถ้าจับเมสซีดีๆ แล้วกันลูกกลางอากาศในแน่นๆ ก็เสร็จผี"
ประเด็นของผมก็คือ "คนชั้นล่าง" ที่คนชั้นกลางเคยดูถูกว่า "โง่ ไร้การศึกษา ขายเสียง ตกเป็นเหยื่อนักการเมือง" กลับมีบทสนทนาที่สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มลึกในการวิเคราะห์ไม่ด้อยไปกว่าคนชั้นกลางเลย (เผลอๆ เหนือกว่าด้วย) เป็นไปได้ไหมว่าคนชั้นกลางอย่างเราๆ จะต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์กรอบความคิดและความเชื่อของตัวเองเสียใหม่ว่าแท้จริงแล้ว คนรากหญ้านั้นโง่จริงหรือ?
แน่นอนว่ามันเป็นแค่ข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อสรุป ยังมีคำถามอีกมากให้ขบคิดต่อ
‘โลกาภิวัตน์’ เหมือนกัน เราตาย
เป็นบทความเก่าปี 2548 โดยประชาไทถอดจากคำสัมมนาของ รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสร็จ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บอกได้เลยว่าบทความนี้ดีมากทั้งในแง่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ และกลวิธีการเล่าเรื่อง อ. ณรงค์ใช้ภาษาเรียบง่าย และการยกตัวอย่างที่เห็นได้ในชีวิตจริง มาอธิบายปรากฎการณ์โลกาภิวัฒน์ (ซึ่งจริงๆ แล้วมันคือ โลกาภิวัฒน์โดยโลกทุนนิยมตะวันตก) ได้อย่างชัดแจ้งมากๆ
โดยส่วนตัวยังไม่เคยเจอบทความทางเศรษฐศาสตร์ที่อธิบายได้เข้าใจง่ายขนาดนี้ ส่วนใหญ่มักอ้างทฤษฎีหรูหราเกินความเข้าใจชาวบ้าน แต่บทความนี้ต่างออกไป (ต้องออกตัวว่าผมไม่เห็นด้วยในทางเศรษฐศาสตร์หลายประเด็น แต่แค่กลวิธีการเล่าเรื่องก็ได้คะแนนเต็มจากผมแล้ว)
อย่างไรก็ตาม ต้องวิจารณ์ว่าฐานคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมของ อ. ณรงค์กลับเบามาก คืออิงอยู่บนแนวคิดที่ว่า การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคือการไม่ทิ้งขยะ ไม่ตัดไม้ ไม่สร้างเขื่อน ซึ่งจริงๆ มันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น มันซับซ้อนและมีลักษณะเป็น myth (คือพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่าถูกหรือไม่) เหมือนกับเศรษฐศาสตร์นั่นล่ะ
ได้ไอเดียมาจาก คอมเมนต์ของคุณ zneb ในจดหมายข่าวของ Siam Intelligence ฉบับที่ 3 (หมายเหตุ: ผมไปเขียนจดหมายข่าวกับเขาด้วย คงไม่ต้องบอกว่าส่วนไหน)
ถ้าเราย้อนดูประวัติการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิก (Wikipedia) ถ้าเอาเฉพาะเอเชีย (ซึ่งจริงๆ ก็คือประเทศกำลังพัฒนาไม่นับเม็กซิโกปี 1968)
จะเห็นว่าสล็อตเวลาห่างกันประมาณ 20 ปี และสำหรับเคสของญี่ปุ่น+เกาหลี ก็เป็นการจัดโอลิมปิกหลังประเทศฟื้นตัวจากสงคราม (สงครามโลกครั้งที่สองจบ 1945 สงครามเกาหลีจบ 1953) ถือเป็นการเปิดตัวประเทศยุคใหม่ต่อสังคมโลกแบบกลายๆ (แน่นอนว่าคงมีเรื่องการเมืองระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น สหรัฐแบ็คอัพให้จัด แต่คงละไปในที่นี้) ส่วนจีนเราคงรู้กันดีว่าเป็นจุดเริ่มต้นของจีนยุคใหม่ที่กำลังจะผงาด
คำถามคือถ้าเราใช้การจัดโอลิมปิกเป็นสัญญาณบ่งชี้ ประเทศกำลังพัฒนาประเทศถัดไปที่จะเป็นเจ้าภาพในอนาคต น่าจะเป็นประเทศอะไร?
ผมคิดว่าน่าจะเป็นอินเดีย ลองคุยกับผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งก็เห็นตรงกัน
ประเทศที่มีศักยภาพมากที่สุดคงเป็นกลุ่ม BRIC รัสเซียนั้นเขาใหญ่มานานแล้ว (และเคยจัดไปแล้ว) คราวนี้้เป็นคิวของจีน ถ้าใช้ตรรกะนี้คิดก็เหลืออินเดียกับบราซิล
บราซิลจะเป็นเจ้าภาพบอลโลก 2014 ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศ คงไม่สามารถฟันธงว่ามันเทียบชั้นโอลิมปิกได้ขนาดไหนในแง่การทูต แต่เอาเป็นว่าขอเดาว่าอินเดียจัดโอลิมปิก 2020 หรือ 2024 ไว้อีก 12 ปีถ้าบล็อกนี้ยังอยู่มาดูกันอีกทีว่าแม่นแค่ไหน
ยังอยู่กับ The Independent เล่มเดิม ข่าวเล็กๆ อีกอันแต่น่าสนใจมาก
Regulator to force EU firms to halve price of roaming texts
คณะกรรมการด้านโทรคมนาคมของ European Commissioner (ที่มีเรื่องกับไมโครซอฟท์บ่อยๆ) เตรียมออกกฎให้บริษัทมือถือในยุโรป ลดราคาค่าส่ง SMS แบบโรมมิ่งลง จากเดิมข้อความละ 29 เซ็นต์ (เซ็นต์ของยูโร) หรือประมาณ 15-16 บาท ซึ่งแพงกว่าการส่ง SMS ภายในประเทศกันเองถึง 10 เท่า
ก่อนหน้านี้เมื่อสักปีที่แล้ว คณะกรรมการชุดเดียวกันเคยสั่งให้ลดค่าโทรแบบโรมมิ่งลงมารอบหนึ่งแล้ว และในข่าวให้ความเห็นว่าอันถัดไปคืออินเทอร์เน็ตผ่านโรมมิ่ง
แน่นอนว่าบริษัทมือถือต้องบ่น แต่ประธานของคณะกรรมการให้เหตุผลว่า
"EU citizens should be free to text across borders without being ripped off,"
การสร้าง "อภิรัฐ" (ไม่ว่าจะเป็น EU ที่เกิดขึ้นแล้วหรืออภิรัฐอาเซียนในฝันก็ตาม) มีปัจจัยต่างๆ มากมาย ข่าวนี้ชี้ให้เห็นปัจจัยเล็กๆ อันหนึ่งที่คนมักมองข้าม นั่นคือประชากรในอภิรัฐต้องสื่อสารกันได้สะดวก พูดกันบ่อยๆ เดี๋ยวก็สนิทกันเอง กำแพงภาษาอาจเปลี่ยนได้ยาก แต่กำแพงราคาที่แก้ไขได้ง่าย ก็ไม่ควรปล่อยไว้ให้บริษัทมือถือเป็นเสือนอนกินไปเปล่าๆ
ไม่มีข้อมูลว่ามือถือไทยโรมมิ่งไปสิงคโปร์แล้วส่ง SMS คิดกี่บาท รู้แต่ตอนไปศรีลังกา ค่าโทรนาทีละ 60 กว่า ซื้ออิริเดียมใช้ยังน่าจะถูกกว่าเลย