ต่อจากตอนเดิม More on Discrimination
เผอิญว่าได้แผ่นพับมาตอนนั่งกินข้าวเที่ยง เป็นแคมเปญ The Colour of Your Money ของกลุ่มเคลื่อนไหวสิทธิเกย์ Stonewall น่าสนใจมาก
ในตอนที่แล้วเขียนประเด็นเรื่องการเหยียดเพศที่สาม แต่เป็นเฉพาะในแง่ความรู้สึกส่วนบุคคล (เช่น ฉันเกลียดตุ๊ด) แต่สำหรับกรณีนี้คือสิทธิของเพศที่สามที่จะได้รับบริการต่างๆ เช่นเดียวกับเพศที่ 1 และ 2
เนื่องจากว่าไม่เคยเป็นเพศที่สามเลยนึกไม่ออก แต่ดูจากตัวอย่างที่แผ่นพับยกมา (มีให้โหลดในเว็บ) ก็ชัดเจนว่า มีอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
แผ่นพับนี้ออกมาเพื่อบอกว่า อังกฤษออก The Equality Act (Sexual Orientation) Regulations 2007 เพื่อแก้ปัญหานี้แล้ว การ discrimination ข้างต้นทั้งหมด จะกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายทันที และคู่รักเพศที่สามควรใช้โอกาสนี้ แจ้งเรื่องกฎหมายให้กับผู้ประกอบการต่างๆ ที่ปฏิเสธตัวเองให้ได้รับรู้ และทวงสิทธิ์ที่ควรได้จากการจ่ายเงินเท่าๆ กับเพศปกติคืนมา
สังเกตไหมคะว่าละครเรื่องไหนพระเอกใช้กำลังกับนางเอก เรื่องนั้นดังทุกที
อะไรทำให้เกิดมาตรฐานซ้อนระหว่างการข่มขืนโดยคนแปลกหน้ากับการข่มขืนด้วยความรัก โดยเฉพาะเมื่อพระเอกขาว หล่อล่ำ??
รักนี้ต้องข่มขืน!!
อริสา สุมามาลย์
จากข่าว อัตราส่วนผู้หญิงในวงการไอทีลดลง ซึ่งอ้างมาจาก ComputerWorld อีกที
ผมติดใจข่าวนี้มาก (และพลอยไปสนใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในที่ทำงาน) และจากการพูดคุยกับผู้บริหารท่านหนึ่ง (ซึ่งเป็นผู้หญิง) ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า บริษัทไอทีชั้นนำในเมืองไทย มี country manager เป็นผู้หญิงถึง 3 คน ได้แก่ IBM, Microsoft และ Sun
ผมไม่รู้ว่าประเทศอื่นมี country manager เป็นผู้หญิงกันแค่ไหน แต่ลองเทียบแบบมั่วๆ กับเบอร์ 1 ขององค์กรของบริษัทในซิลิคอนวัลเลย์ ผมก็นึกออกแค่ Meg Whitman (eBay) คนเดียว Carly Fiorina (HP) ก็ตกกระป๋องไปนานแล้ว แน่ล่ะว่ามันเทียบกันไม่ได้ แต่ข้อมูลมีแค่นี้เลยรู้สึกว่าของเมืองไทยเยอะ
นี่ขนาดนับแต่ระดับหัวๆ ความสำคัญและจำนวนยังเยอะอย่างมีนัยยะสำคัญ ถ้านับระดับรองๆ ลงไปอีกจะขนาดไหน เป็นไปได้หรือไม่ว่าวัฒนธรรมแบบไทยจะช่วยสร้างโอกาสให้ "ผู้หญิงเก่ง" มากกว่าประเทศอื่น (ในมุมกลับกัน ผู้หญิงเหล่านี้ยินดีจะแลกชีวิตครอบครัวบางส่วนไปกับตำแหน่งระดับนี้ด้วยหรือเปล่า?) ฯลฯ ล้วนแต่เป็นคำถามที่น่าคิดทั้งนั้น
น่าจะมีคนสำรวจอัตราส่วนของผู้หญิงในวงการไอทีไทยบ้างนะ
สมัยผมเรียนปีหนึ่งที่มีวิชาเรียนรวม ซักวิชานึงสอนแนวคิดของซิกมันด์ ฟรอยด์ ว่าด้วย id, ego, superego แล้วบอกว่า id มันเกิดจากแรงขับดันทางเพศ ตอนนั้นผมคิดว่ามันไม่ค่อย make sense เท่าไรที่จะมาเหมาว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเรื่องเพศ
เนื่องจากผมเรียนวิศวะ ตามหลักสูตรปีต่อๆ มาจึงไม่มีเรื่องนี้มายุ่งเกี่ยว ครั้นจะมาศึกษาเอง ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มีประโยชน์กับชีวิตน้อยกว่า Laplace Transform ก็เลยไม่ได้สนใจอีกเลย
แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มสังเกตได้เองว่าเรื่องหลายเรื่องรอบตัวเรา มันเกิดขึ้นจากคำว่า "เพศ" จริงอย่างเค้าว่า เพศในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปั่มปั๊มเพียงอย่างเดียว มันไล่ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างผู้หญิง 98% จะมองว่าบีมหล่อ และบอกว่าจวนจีฮุนน่ะ หน้าตอแหล ไปจนถึงเรื่องใหญ่โตอย่างนมเล็กนมใหญ่เป็นต้น
หมายเหตุระหว่างทาง: ผมจัดว่าเรื่องนมเล็กนมใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่มากๆ ในโลกทรรศน์ของผม ณ ปี 2006 นี้ ถ้าคิดว่าไม่ใช่ก็ไม่ว่ากันครับ