Forbes: The World's Richest Royals<br/> ประชาไท: ฟอร์บจัดอันดับใหม่ ราชวงศ์ไทยรวยที่สุดในโลก
Forbes จัดอันดับเป็นปีที่สอง ปีแรกอยู่ที่ 5 แต่ปีนี้แซงขึ้นมาเป็นแชมป์ได้แล้ว ด้วยเหตุผลว่า "ความโปร่งใสที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ " (คือรู้เพิ่มขึ้นว่า สนง. ทรัพย์สินถือครองอะไรไว้บ้าง)
Forbes ตีมูลค่าทรัพย์สินไว้ 35 พันล้านดอลลาร์ ถ้าลองเอาอันดับมหาเศรษฐีโลกมาเปรียบเทียบ อันดับหนึ่งของโลกคือ Warren Buffet มีอยู่ 62 พันล้านดอลลาร์ เผอิญ Forbes ไม่ได้นำเอาราชวงศ์เข้าไปจัดอันดับรวมกับเศรษฐีปกติ แต่ถ้าเทียบตามอันดับที่มีการจัด จะอยู่ที่ 7 ของโลก (wikipedia)
สื่อกระแสหลักคงไม่ลงข่าว แต่มีการคุยเรื่องนี้พอสมควรในพันทิพ (ลองหาลิงก์กันเอาเอง มีหลายห้อง) บล็อกภาษาอังกฤษอย่าง Bangkok Pundit ก็พูดถึง
ในความคิดของผม มันไม่ใช่เรื่องที่ควรปิดบัง และควรภูมิใจด้วยซ้ำว่าราชวงศ์ไทยรวยที่สุดในโลก (ไม่ได้ประชดนะ)
ความรวยเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง ทุกวันนี้เราทุกคนทำงานเพื่อหวังรวยทั้งนั้น (รวมถึงเล่นหุ้น ซื้อหวยหรือแทงบอลก็หวังรวยเช่นกัน) เวลาเราอ่านข่าว Buffet หรือ Gates ติดอันดับคนรวยของโลก ถึงจะมีความอิจฉาตามมานิดหน่อย แต่ความรู้สึกอื่นที่ตามมาด้วยก็ต้องมีพวก "เก่งเนอะ" หรือ "เมื่อไรเราจะทำได้บ้าง" บ้างล่ะ
ความรวยเป็นดัชนีบ่งชี้ถึงส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างความขยันอุตสาหะ กับวิสัยทัศน์ของคนรวยเหล่านั้น อย่าง Gates, Buffet, Larry Ellison หรือเสี่ยหมี ที่สร้างตัวขึ้นมาได้จากการเปลี่ยนโครงสร้างสังคม (เช่น เทคโนโลยีหรือหุ้นหรือน้ำมัน) อย่างชาญฉลาด เราควรเคารพนับถือ
ความรวยของในหลวง ส่วนหนึ่งเกิดมาจากมรดกตกทอด (ซึ่งเหมือนกับเศรษฐีอีกหลายคนในลิสต์ เช่น คนของตระกูล Walton ซึ่งเกิดมาก็เป็นเจ้าของ Walmart แล้ว) แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดมาจากการต่อยอดของ สนง. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งก็ทำธุรกิจดังเช่นบริษัทเอกชนอื่นๆ มีเอาที่ไปให้เช่า มีเอาเงินไปลงทุนต่อ ฯลฯ ไม่ได้ไปโกงใครเขามา ในกรณีนี้ เราก็ต้องยกย่องว่า สนง. ทรัพย์สินเก่ง ผู้บริหารเจ๋ง สามารถต่อยอดเงินได้ขนาดนี้ ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหน
แถมพระองค์ท่านไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทำธุรกิจโดยตรง ถึงส่วนหนึ่งจะรวยจากมรดก แต่พระองค์ท่านก็ไม่ได้ทำตัวเสียหายเหมือนปารีส ฮิลตัน (รวยด้วยมรดกเหมือนกัน) และยังทำประโยชน์ให้ประเทศมากมาย เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และน่าภาคภูมิใจ
ตรรกะมันก็ง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อน
หมายเหตุ: สำหรับรายละเอียดเรื่อง สนง. ทรัพย์สิน ระยะหลังเห็นมีบทความเชิงวิชาการเจาะลึกออกมาหลายอัน (เท่าที่เคยเห็นผ่านๆ ในฟ้าเดียวกันมี 2 ชิ้น) ลองหาอ่านกันดูเอง แบบคร่าวๆ คือถึงแม้ สนง. ทรัพย์สินจะดังในเรื่องที่ดิน แต่เอาจริงแล้วรายได้หลักของ สนง. ทรัพย์สินมาจากการปันผลหุ้นของ 3 บริษัทใหญ่ในไทย คือ SCB, ปูน และวิริยะประกันภัย ซึ่งโครงสร้างการหารายได้ก็เหมือนกับกองทุนรวมหรือเฮดจ์ฟันด์ทั่วไป ตอนต้มยำกุ้ง 40 ก็เจอปัญหาเช่นเดียวกับเอกชนอื่นๆ ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร ไม่รู้เรื่องค่าเงินลอยตัวล่วงหน้าอีกต่างหาก (แถมเจอหนักด้วยซ้ำ)
แต่สำนักงานทรัพย์สินเองก็มีข้อให้วิจารณ์เรื่องการไม่เปิดเผยข้อมูลธุรกิจ และสถานะขององค์กรที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร (ไม่ใช่ทั้งราชการและบริษัทเอกชน มีสถานะเป็นเอกเทศมากๆ) ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ต้องไปถกกันต่อไป