จากประชาไท น่าสนใจมาก ทีดีอาร์ไอเสนอรื้อค่าธรรมเนียมโอนเงิน-เอทีเอ็ม แพงเกินจริง
การที่ธนาคารทุกแห่งเลือกที่จะกำหนดค่าธรรมเนียมที่อัตราเพดานทุกราย ทำให้ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างธนาคารในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สูงกว่าการจ่ายเงินด้วยเช็ค ซึ่งมีค่าธรรมเนียมเพียง 15 บาทโดยไม่จำกัดวงเงิน (มีการศึกษาในอดีตว่าอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวยังต่ำกว่าต้นทุน) ทำให้ผู้ใช้บริการที่ต้องการจะโอนเงินวงเงินสูงระหว่างธนาคาร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง มักเลือกที่จะใช้เช็คแทน หรือมิฉะนั้นก็จะหลีกเลี่ยงการโอนเงินข้ามธนาคาร โดยการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับเงินต้องมีบัญชีที่ธนาคารเดียวกับผู้จ่ายเงิน (in house direct credit) เพราะการโอนเงินระหว่างบัญชีในธนาคารเดียวกันมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ดังเช่นในกรณีที่นายจ้างบังคับให้ลูกจ้างต้องเปิดบัญชีที่ธนาคารที่ตนมีบัญชีอยู่ หรือ ที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ตลอดจน บริษัทประกันภัย ฯลฯ ต้องเปิดบัญชีกับทุกธนาคารเพื่อหลีกเลี่ยงการโอนเงินข้ามธนาคารระหว่างบัญชีของลูกค้ากับบัญชีของตน ทำให้เกิดการเปิดบัญชีซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองทรัพยากร แต่เนื่องจากการเปิดบัญชีและการคงรักษาบัญชีธนาคารไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในประเทศไทย ผู้ใช้บริการจึงพร้อมที่จะเลือกทางเลือกดังกล่าว
ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินของธนาคารในประเทศไทยเป็นภาพกลับกับต่างประเทศ ซึ่งบริการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นบริการที่ถูกกว่าบริการพื้นฐานที่เป็น paper based เช่น เช็ค แต่ในกรณีของประเทศไทย บริการที่เป็น paper based เช่น การถอนเงินสดจากจากตู้ ATM ของธนาคารเจ้าของบัตรกลับไม่มีค่าใช้จ่ายเลยแม้จะมีต้นทุนสูงในการขนส่งและเก็บรักษาเงินให้ปลอดภัย หรือการทำธุรกรรม เช่น การถอน ฝาก หรือ โอนเงินที่เคาน์เตอร์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการบริหารจัดการสาขาก็ไม่มีการเก็บค่าบริการตามต้นทุน การที่โครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมในปัจจุบันส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการเลือกใช้ช่องทาง ‘เดิม ๆ” ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ทำให้เราไม่สามารถก้าวข้ามระบบการเงินแบบ paper based ไปสู่ระบบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและต้นทุนต่ำกว่าได้ดังเช่นในประเทศข้างเคียงเช่นสิงคโปร์
A very useful chart from Business Insider. They just track Microsoft profit by division (business unit) and put the number on the chart. Good visualization.
For a better illustration, I put another layer on this graph: Microsoft products launch date. You can clearly see the immediate profit rising in Windows/Office division after Vista/Office 2007 launch in Jan 2007 and then again in Oct 2009 after Windows 7 general availability.
Online Services division had a biggest loss in Jun 2009, probably due to big marketing budget of Bing relaunch. I can't find why Entertainment and Devices went down in Jun 2007, maybe just only operation loss.
"Kwedit", the name that mimics "credit", is new payment method for digital life.
From TechCrunch, Kwedit Launches: The First Completely Unreliable Payment Network
Here’s how Kwedit works: they let users take on fake debt instead of paying for virtual goods with real money (or via scammy or legitimate offers). A user promises to pay later. It’s not an enforceable promise, and there is really no consequence if a user doesn’t pay. But there are built in incentives to pay it off, and Kwedit expects some percentage of people to actually do so.
As users take and pay off, or default, on Kwedit promises, a virtual Kwedit score moves up and down just like a real-life credit score.
Users get more credit (err, Kwedit) when they actually pay the stuff they agreed to. And if they don’t pay, the kwedit score goes down and getting more Kwedit becomes difficult.
My feeling is the same as when I understand how credit system works: Brilliant.
อ่านเจอชื่อ Bretton Woods เลยต้องหาข้อมูลเพิ่มเล็กน้อย
Bretton Woods เป็นข้อตกลงที่สร้างระบบการเงินของโลกหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเอาชื่อมาจากเมือง Bretton Woods ในนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้จัดประชุมในปี 1944
ในการประชุมครั้งนั้น นอกจากจะเซ็ตระบบการเงินโลกใหม่ ยังเป็นจุดกำเนิดของการตั้ง IMF และ World Bank อีกด้วย
สาเหตุที่ต้องมี Bretton Woods ต้องเท้าความไปถึงภาวะทางการเงินโลกก่อนหน้านั้น ซึ่งอิงค่าเงินกับทองคำเป็นหลัก และใช้เงินสกุลหลักคือปอนด์อังกฤษ ด้วยเหตุผลว่าอังกฤษเป็นเจ้าโลกในช่วงนั้น แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจอังกฤษแทบล่มสลาย และค่าเงินปอนด์ก็ตกต่ำ
Bretton Woods จึงเป็นการเปลี่ยนทิศทางโลกการเงินครั้งสำคัญ แม้ว่าจะยังอิงกับค่าของทองคำอยู่ แต่สกุลเงินเปลี่ยนมาใช้ดอลลาร์ (ตามอิทธิพลของอเมริกาที่มากขึ้น) โดยสาระสำคัญของ Bretton Woods คือเงินสกุลต่างๆ ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยอิงกับทองคำ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แปลว่าเงินสกุลต่างๆ ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยอิงกับดอลลาร์นั่นเอง (แล้วอเมริกาค่อยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับทองอีกต่อหนึ่ง โดยการันตีว่าทุกคนย่อมแลกดอลลาร์กับทองได้เสมอ)
ภายหลังอเมริกาประสบปัญหาดอลลาร์ขาดแคลน เพราะใช้เงินมือเติบ และไม่สามารถหาทองคำมาเป็น reserve ได้ทัน สุดท้ายยื้อมาจนถึงปี 1971 ก็เลิกใช้ระบบแลกเปลี่ยนแบบอัตราคงที่ มาใช้เป็นอัตราลอยตัวแทน ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน
อ่านข่าวจากประชาไท ว่า
"โกลด์แมน แซคส์ และมอร์แกน สแตนลีย์ เป็นเพียง 2 วาณิชธนกิจของสหรัฐที่อยู่รอดจากวิกฤตการเงินครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้"
เลยสงสัยว่าบรรดาวาณิชธนกิจ (ภาษาอังกฤษใช้ว่า investment bank) ต่างๆ ที่ชื่อได้ยินผ่านหูมาตลอด มีต้นตอมาจากประเทศอะไรกันบ้าง ที่ต้องบอกว่าต้นตอเพราะว่าปัจจุบัน กิจการพวกนี้กลายเป็นข้ามชาติ ไม่มีสัญชาติที่ชัดเจนอีกต่อไปแล้ว