Fedora

จากบล็อกอันเดิม Wordbreak in Firefox

Mr.Choke ลองทำเวอร์ชันตัดคำโดยใช้ libthai ของพี่เทพ สำหรับ Fedora Core 5 มาให้แล้ว รบกวนทุกท่านช่วยทดสอบ

Blog OpenTLE Devel

อาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ขนาดช็อควงการลินิกซ์อยู่ 2 ข่าวครับ อย่างแรกเลย คือ บริษัท Red Hat ซึ่งเป็นผู้ผลิตลินิกซ์ดิสทริบิวชันอันดับ 1 ของโลก ประกาศเลิกทำ Red Hat Linux เสียแล้ว ส่วนอีกข่าวหนึ่งที่ใหญ่ไม่แพ้กันคือ บริษัท Novell เข้าซื้อกิจการบริษัท SuSE จากเยอรมันเจ้าของ SuSE LINUX ที่ถือได้ว่าเป็นลินิกซ์อันดับ 2 ของโลก วันนี้ว่ากันที่ข่าวแรกก่อนครับ ส่วนเรื่อง Novell ซื้อ SuSE ไว้อาทิตย์หน้าครับ



Red Hat ประกาศเลิกทำ Red Hat Linux



อ่านพาดหัวแล้วอย่าเพิ่งตกใจไปครับ บริษัท Red Hat ไม่ได้ออกจากธุรกิจลินิกซ์แต่อย่างใด เพียงแต่หยุดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Red Hat Linux (RHL) ซึ่งเป็นลินิกซ์ตัวที่ชาวบ้านทั่วไปอย่างเราๆ ใช้กัน ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ Red Hat 8 หรือ Red Hat 9 นั่นล่ะครับ โดย Red Hat หันไปทุ่มให้กับผลิตภัณฑ์ Red Hat Enterprise Linux (RHEL) แทน สังเกตชื่อผลิตภัณฑ์ดีๆ นะครับว่า RHL กับ RHEL มันเป็นคนละตัวกัน จากชื่อของ Red Hat Enterprise Linux นั้นบอกชัดเจนว่า Red Hat หันมาจับกลุ่มลูกค้าบริษัทและองค์กรแทน



อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอาจจะเกิดคำถามว่า ทำไมถึงทำอย่างนี้? แล้วเราจะไปใช้ลินิกซ์ตัวไหนแทนดีล่ะ? อันนี้ต้องตอบทีละคำถามครับ สาเหตุที่ Red Hat หยุดการพัฒนา Red Hat Linux จะว่าไปแล้วก็มีเพียงสาเหตุเดียวคือเรื่องเงินครับ



จากเดิมนั้นลินิกซ์เป็นซอพท์แวร์เสรีที่ใครจะไปดาวน์โหลดมาใช้ก็ได้ (แต่ไม่สะดวกนัก) เลยมีบริษัทที่เรียกว่าลินิกซ์ดิสทริบิวชันอย่าง Red Hat หรือว่า SuSE หากินจากความสะดวกตรงนี้ โดยรวมตัวระบบปฏิบัติการลินิกซ์กับซอพท์แวร์ที่จำเป็น เรียกว่า ลินิกซ์ดิสทริบัวชัน อัดลงซีดี แล้วขายโดยคิดค่าซีดี ค่าคู่มือ และบริการสนับสนุน กำไรจากดิสทริบิวชันนั้น Red Hat ก็นำมาจ้างพนักงานให้พัฒนาลินิกซ์และซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งบริษัทอย่าง Red Hat ก็ใจสปอร์ทพอที่จะเปิดให้ใครก็ได้ดาวน์โหลด Red Hat Linux ไปใช้งานได้ฟรีๆ (โดยไม่มีบริการสนับสนุนหรือคู่มือให้ สำหรับคนที่ดาวน์โหลด) โมเดลทางธุรกิจดิสทริบิวชันลินิกซ์แบบนี้มีมานานพอสมควร และเป็นแบบอย่างให้ดิสทริบิวชันหลายยี่ห้อทำตามอย่าง



ปัญหาอยู่ที่ว่า การแจกตัวลินิกซ์ดิสทริบิวชัน ทำให้รายได้ของบริษัทในส่วนนี้ไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่ควร ในขณะที่บริษัทไอทียุคดอทคอมเริ่มล่มสลาย งบประมาณทางด้านไอทีก็เริ่มถูกจำกัดลง ทำให้ลินิกซ์ดิสทริบิวชันต่างๆ เริ่มหาทางอยู่รอด อย่าง Mandrake ต้องเสียเงินสมัครเป็นสมาชิก Mandrake User Club ก่อน ถึงจะสามารถดาวน์โหลด Mandrake Linux ได้ หรือ SuSE นั้นหันมาขายเป็นซีดีอย่างเดียว โดยไม่เปิดให้ดาวน์โหลดเลย



สองบริษัทนี้เปลี่ยนนโยบายมาเป็นแบบนี้มานานพอสมควร พอมาคราวนี้ถึงคิวของ Red Hat เอง จึงไม่น่าแปลกใจมากนักครับ



ประกาศอย่างเป็นทางการของ Red Hat คือ จะหยุดให้บริการสนับสนุน Red Hat Linux 7.x และ 8.x ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ส่วน Red Hat Linux 9 นั้นจะเป็นเดือนเมษายนปีหน้า และหยุดการพัฒนา RHL นั่นหมายความว่าเราจะไม่เห็น Red Hat 10 อีกต่อไป ถ้าลองเปิดเว็บไซท์ของ Red Hat ดูจะเห็นว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ Red Hat Linux 9 ในหน้าเว็บแล้ว ในหน้าแรกของเว็บไซท์ยังมีประกาศให้ผู้ใช้ Red Hat Linux นั้นเตรียมตัวย้ายไปใช้ลินิกซ์อีกตัวของบริษัท คือ Red Hat Enterprise Linux แทนด้วย



Red Hat Enterprise Linux



สิ่งที่ Red Hat อยากให้พวกเราเปลี่ยนไปใช้นั้นเป็นผลิตภัณฑ์อีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า Red Hat Enterprise Linux ที่เดิมทีออกมาจับตลาดเซิร์ฟเวอร์ โดย RHEL นี้มีอยู่ 3 รุ่นครับ



รุ่นเล็กสุดคือ WS (Work Station) สำหรับงานทั่วๆ ไปในบริษัท ถัดมาคือ ES (Enterprise Server) ไว้ทำงานเซิร์ฟเวอร์ทั่วๆ ไป เช่น เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือเมล์เซิร์ฟเวอร์ ส่วนตัวบนสุดคือ AS (Advance Server) จับลูกค้าเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ เช่น เซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูล เจ้า RHEL นี้ทำเงินให้ Red Hat มากทีเดียว มาดูราคาของมันบ้าง ราคาของ RHEL นี้ก็ไม่ใช่ธรรมดา รุ่น WS ที่เราน่าจะมีโอกาสใช้กันมากที่สุดราคา 179 เหรียญ จากเดิมที่ RHL9 นั้นราคาเพียง 40 เหรียญ ทาง Red Hat เองได้คลอด RHEL v.3 มารับการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้โดยเฉพาะ



เราจะเห็นว่า Red Hat หันมาทุ่มตลาดองค์กร (Enterprise Server/Enterprise Desktop) เต็มตัว โดยไม่เหลียวแลตลาดผู้ใช้ตามบ้าน (Consumer Desktop) อีกต่อไป เพราะบริษัทหันไปมุ่งที่จะขายการสนับสนุน ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อ มากกว่าจะขายตัวผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าปลีกเหมือนที่เคยทำมา แต่ว่าจริงๆแล้ว มรดกของ Red Hat Linux ยังคงอยู่ครับ แต่ว่ามันกลายไปเป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มตัวใต้ชื่อ Fedora



Fedora Project



ในเว็บไซท์ของ Red Hat นั้นมีทางเลือกให้กับลูกค้าเก่าของ RHL อยู่สองทางเลือก อย่างแรกคือ ยอมเสียเงินเพิ่มหันไปใช้ RHEL หรือ อย่างที่สอง ไปใช้ Fedora แทน



เดิมทีถึง Red Hat Linux จะเป็นซอพท์แวร์เสรี แต่การพัฒนา RHL นั้นทำโดยพนักงานของ Red Hat เองเท่านั้น (Open Source แต่ไม่ Open Development) ทำไปทำมา มีอาสาสมัครอยู่กลุ่มหนึ่งอาสาดูแลโปรแกรมใน RHL ในชื่อโครงการ Fedora โดยเหมือนเป็นการพัฒนาคู่ขนานไปกับทีมงานจาก Red Hat แต่เมื่อนโยบายเปลี่ยน บริษัทไม่สนับสนุน RHL อีกต่อไป งานเดิมใน RHL ที่ทำโดยพนักงาน Red Hat ก็ถูกโอนย้ายมารวมกับโครงการ Fedora ที่เป็นซอพท์แวร์โอเพ่นซอร์สเต็มตัว ดูแลโดยอาสาสมัคร และแน่นอนว่าไม่มีบริการหลังขาย หรือคู่มือ



ผู้ใช้เดิมของ RHL ที่ไม่ต้องการบริการหลังขายมากนัก สามารถมาใช้ Fedora แทนได้ทันที (เหมือนกับเป็น Red Hat 10 กลายๆ) จากที่ผมได้ลองใช้ Fedora 0.95 มา (ส่วน Fedora 1.0 เพิ่งออกมาไม่กี่วันนี้เอง) ก็พบว่าทำงานได้ดี และหน้าตาไม่ต่างจาก RHL9 มาก โปรแกรมต่างๆ ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นหลายส่วน ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า ลินิกซ์ทะเลตัวหน้า (5.5) นั้นจะพัฒนาต่อจาก Fedora 1.0 นี้เช่นกัน



ความเห็นของผมคือ การเปลี่ยนนโยบายของ Red Hat คราวนี้ ส่งผลกระทบต่อวงการลินิกซ์ (ต่างประเทศ) ค่อนข้างมาก ผู้ใช้ระดับล่างๆ และคนที่มีความรู้เรื่อง Linux บ้างจะย้ายมาใช้ Fedora ส่วนลูกค้าองค์กรนั้นจะไปใช้ RHEL ตามที่ Red Hat หวังจะให้เป็น แต่กลุ่มที่ตัดสินใจค่อนข้างลำบาก คือบริษัทขนาดเล็ก ที่เคยใช้ RHL (ไม่ใช่ RHEL) ในการทำเซิร์ฟเวอร์หรือใช้ในกิจการของบริษัท อาจต้องคิดมาก ว่าจะเลือกจ่ายเพิ่มแล้วไปใช้ RHEL แทน หรือเปลี่ยนยี่ห้อไปใช้ SuSE หรือ Mandrake ที่ยังมีผลิตภัณฑ์ระดับเดียวกันขายอยู่ หรือถ้าพนักงานด้านไอทีมีความรู้ทางลินิกซ์หน่อย อาจจะเลือกใช้ Fedora ก็ย่อมได้



แต่ถ้าเป็นบริษัทในเมืองไทยนั้น ผมคิดว่าไม่มีปัญหามากนักครับ โดยทั่วๆ ไปคนไทยเราก็แทบไม่ได้อาศัยบริการสนับสนุนของซอพท์แวร์อยู่แล้ว เนื่องจากเราใช้ซอพท์แวร์เถื่อนกันจนชิน ถึงจะใช้ลินิกซ์ ก็ใช้ลินิกซ์เวอร์ชันดาวน์โหลด (ซึ่งไม่ผิดกฏหมาย เพียงแต่ไม่มีบริการสนับสนุน) และบริษัทที่ใช้ลินิกซ์ส่วนมากก็มักจะมีผู้ดูแลระบบที่มีความรู้ด้านลินิกซ์อยู่แล้ว ส่วนกลุ่มผู้ใช้ทั่วไปนั้น ถ้าใจร้อนก็ไปดาวน์โหลด Fedora 1.0 มาใช้กันได้เลยที่ fedora.redhat.com แต่ถ้ายังรอได้ แนะนำให้รอลินิกซ์ทะเลตัวใหม่ ต้นปีหน้าคงจะได้ใช้กันครับ

พักเรื่องเทคโนโลยีใหม่ของเว็บไปซักตอนก่อนนะครับ เนื่องจากว่ามีลินิกซ์ตัวใหม่ล่าสุดเพิ่งออกมาให้เราได้ใช้กัน นั่นคือ Fedora Core รุ่นที่สองนั่นเอง ถ้าใครติดตามข่าวมาบ้างจะพอทราบว่า Fedora เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อจาก Red Hat Linux 9 ซึ่งทางเรดแฮทได้หันไปทำ Red Hat Enterprise Linux ขายองค์กรขนาดใหญ่แทน โดยเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนามาอยู่ในโครงการ Fedora



Fedora Core นั้นจะพยายามออกให้บ่อยได้ขนาดปีละสองครั้ง เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปได้ใช้โปรแกรมที่ใหม่ที่สุดเสมอ (กลับกันกับ Red Hat Enterprise Linux ที่ไม่ต้องเปลี่ยนเวอร์ชันบ่อย แต่ขอให้มีเสถียรภาพ) Fedora Core 1 ออกมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ซึ่งรุ่นนั้นมีบั้กกับภาษาไทยพอสมควร จึงแนะนำให้ใช้ลินิกซ์ทะเล 5.5 ที่พัฒนาต่อจาก Fedora Core 1 อีกทีหนึ่งและใช้ภาษาไทยได้สมบูรณ์ ส่วน Fedora Core 2 ก็นับเวลามาประมาณหกเดือนครับ ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมนี้เอง และไม่มีปัญหากับภาษาไทยแล้ว



Fedora Core 2 นั้นขนาดใหญ่ขึ้นใช้ซีดีรอม 4 แผ่น สามารถดาวน์โหลดได้จากมิเรอร์ไซท์ในเมืองไทย อย่างที่ ftp.nectec.or.th หรือถ้าใครมีไดรว์เขียนดีวีดี ก็สามารถดาวน์โหลดอิมเมจของ Fedora Core 2 มาเขียนลงในดีวีดีแผ่นเดียวได้ (เวลาลงจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแผ่น) ขั้นตอนการลงและการใช้งานนั้นเรียกว่าเหมือนลินิกซ์ทั่วๆไปทุกประการ เนื่องจากทางโครงการ Fedora ไม่ต้องการให้ผู้ใช้สับสนทุกครั้งที่เปลี่ยนเวอร์ชัน เลยพยายามคงหน้าตาแบบเดิมๆ ไว้ให้มากที่สุด ดังนั้นผมขอข้ามส่วนนี้ไปเลยนะครับ โปรแกรมที่มากับ Fedora Core 2 นั้นถือว่าใหม่มาก ตั้งแต่ เคอร์เนลลินิกซ์รุ่น 2.6, GNOME 2.6 และ KDE 3.2 ใหม่กว่าลินิกซ์ทะเล 5.5 อยู่พอสมควร ถ้าใครชอบเล่นของใหม่ๆ ก็แนะนำให้ใช้ Fedora Core 2 ได้เลย



ทีนี้ Fedora Core 2 ไม่มีปัญหากับภาษาไทยแล้ว แต่การใช้งานภาษาไทยไม่ได้ถูกตั้งมาแต่แรก จึงต้องมีขั้นตอนนิดหน่อย

  1. ตอนลง Fedora Core 2 ตัวติดตั้งจะถามว่าต้องการให้สนับสนุนภาษาอะไรบ้าง ให้ทำเครื่องหมายที่ภาษาไทยเพิ่มด้วย
  2. เมื่อลงเสร็จและล็อกอินเข้ามาแล้ว ให้คลิกขวาที่แถบพาเนลด้านล่าง เลือก Add > Utility > Keyboard Indicator (รูปที่หนึ่ง)

  3. จะเห็นตัวบอกภาษาขึ้นมาเป็น USA ให้คลิกขวาแล้วเลือก Open Keyboard Preference
  4. จะมีหน้าต่างของการตั้งค่าคีย์บอร์ดเพิ่มเข้ามา เลือกแทบที่สาม Layouts แล้วเลือกภาษาไทยจากช่องทางขวามือ Thai (Kedmanee) กดปุ่ม Add เพื่อเพิ่มไปในช่องทางซ้าย (รูปที่สอง)

  5. เลือกแทบที่สี่ Layout Options ช่องขวามือ หมวด Group Shift/Lock Behavior เพิ่ม Alt+Shift changes group (รูปที่สาม)

  6. หมวด Use keyboard LED to show alternative group เพิ่ม Scroll Lock เข้าไป เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อยครับ สามารถเปลี่ยนภาษาด้วยปุ่ม Alt+Shift ด้านซ้ายมือ และไฟที่ปุ่ม Scroll Lock จะบอกว่าเป็นภาษาไทยอยู่ ถ้าใครต้องการปุ่ม ~ นั้นก็ไม่มีให้ใช้ครับ เพราะไม่ใช่ปุ่มสลับภาษามาตรฐาน (มีประเทศไทยใช้อยู่ประเทศเดียว) และมีแนวโน้มว่าวินโดว์ตัวต่อไป Longhorn จะไม่มี ~ ให้ใช้ ดังนั้นขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งว่าควรฝึกใช้ปุ่ม Alt+Shift ให้คล่องตั้งแต่ตอนนี้

ถึงจะใช้ภาษาไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม แต่ฟอนต์ไทยที่มากับ Fedora Core 2 นั้นไม่สวยเอาเสียเลยแถมยังสระเลื่อน เราจึงต้องไปดาวน์โหลดฟอนต์ภาษาไทยเพิ่มจากไซท์ของลินิกซ์ทะเลครับ ที่ ftp.opentle.org เข้าไปให้ถึง linux-tle 5.5 และ RPMS ดาวน์โหลดไฟล์ที่ชื่อ thai-ui-ttf.rpm และ thai-xfont.rpm มา แล้วดับเบิลคลิกเพื่อติดตั้ง ก็จะได้ภาษาไทยสวยงามใน Fedora Core 2

วนกลับมาครบช่วงการออกลินิกซ์ดิสโทรใหม่กันอีกรอบนะครับ โครงการ Fedora นี้คือการนำเอา Red Hat Linux ที่เราคุ้นเคยกันดี มาพัฒนาต่อในรูปแบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งลินิกซ์ใต้การพัฒนาของ Fedora Project เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า Fedora Core และตอนนี้ถึงเวอร์ชันที่สามแล้ว

ผมเคยเขียนถึงไปแล้วทั้ง Core 1 และ Core 2 มาคราวนี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนัก

เริ่มต้นเลยคือ Fedora Core 3 สามารถดาวน์โหลดได้จากเนคเทคครับ (ftp.nectec.or.th/pub) ซึ่งแน่นอนว่าเร็วกว่าดาวน์โหลดจากเมืองนอกเห็นๆ อยู่แล้ว ให้ดาวน์โหลดไฟล์ .iso มาเขียนลงซีดีครับ ใช้ทั้งหมด 4 แผ่นซีดี หรือจะดาวน์โหลดมาเป็นดีวีดีก็มีเช่นกัน ซึ่งดีกว่าเพราะไม่ต้องมานั่งรอเปลี่ยนแผ่น เดี๋ยวนี้ไดรว์เขียนดีวีดีถูกลงมามาก ถ้าใครมีก็แนะนำเป็นดีวีดีจะดีกว่า

ขั้นตอนการลงก็ไม่ต่างจากเดิมมากนักครับ เป็นเพราะ Fedora ไม่ต้องการให้ผู้ใช้สับสนนั่นเอง (เพราะออกปีละสองครั้ง ทุกหกเดือน) ตัวติดตั้งก็ยังเป็นตัวเดิมคือ Anaconda หน้าตาก็เหมือนเดิม ถ้าใครเคยลง Red Hat หรือ Fedora ตัวเก่าๆ มาก่อนก็เหมือนเดิมแทบทุกอย่างเลยครับ ลินิกซ์ทะเลก็ใช้ Anaconda เป็นตัวติดตั้งมาตลอดเช่นกัน

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน Fedora Core 3 ที่ชัดเจนที่สุด คือ เปิดตัวเลือก SELinux มาตั้งแต่ต้นครับ (สามารถเลือกปิดได้ตอนติดตั้ง) SELinux มีชื่อเต็มว่า Security-Enhanced Linux เป็นแพกเกจที่ช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยให้กับลินิกซ์ โดยการปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารของระบบที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อกันการโจมตีการไวรัสและเวิร์มต่างๆ ผู้พัฒนา SELinux ไม่ใช่ใครอื่นไกล นั่นคือ National Security Agency (NSA) หรือสำนักงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐ ที่ชอบนำไปอ้างในหนังสายลับนั่นเอง

ผมเองก็ยังหาไม่เจอว่าเลือกกับไม่เลือก SELinux ต่างกันตรงไหนบ้าง แต่แนะนำว่าถ้าลง Fedora Core 3 เพื่อทำเซิร์ฟเวอร์ควรจะเลือกเปิดไว้แน่นอน ส่วนถ้าลงใช้งานทั่วไปเล่นเนตพิมพ์งาน ก็ไม่มีผลกระทบมากนัก แต่ด้วยเหตุผลด้านคาวามปลอดภัยที่สำคัญมากในยุคนี้ ควรเปิดไว้อยู่ดีครับ

มีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมบ้างนิดหน่อยใน Core 3 ส่วนใหญ่ก็ใช้เวอร์ชันที่ใหม่ขึ้น ตัวเคอร์เนลลินิกซ์ใช้รุ่น 2.6.9, GNOME 2.8 และ KDE 3.3.1 อันที่ชัดเจนที่สุดคือเปลี่ยนแปลงบราวเซอร์ตัวหลัก จากเดิมเป็น Mozilla Suite มาเป็น Firefox รุ่น 1.0PR (ตอนนี้ 1.0 ตัวจริงก็ออกแล้ว) ผมเคยเขียนถึง Firefox ไปแล้วคาดว่าทุกคนคงชอบมากกว่า Mozilla Suite แต่ถ้ายังต้องการเปลี่ยนกับไปใช้ Mozilla Suite ก็สามารถเปลี่ยนคืนได้ อยู่ในเมนู Preferences > More Preferences > Prefered Application

Fedora เลือกใช้ Evolution เป็นโปรแกรมอีเมลหลักเหมือนเดิม Evolution 2.0 มีความสามารถและหน้าตาคล้ายคลึงกับ Microsoft Outlook มาก ถ้าออฟฟิศใครรับอีเมลผ่านเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ก็สามารถรับอีเมลด้วย Evolution ได้เลยครับ ให้เลือกติดตั้ง Evolution Connection ในหมวดอินเทอร์เน็ตด้วยตอนติดตั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนเยอะที่สุดคือหน้าตาของเดสก์ทอปครับ ดูภาพประกอบ เดิมที Fedora เลือกใช้พาเนลข้างล่างเพียงอันเดียวเหมือนกับวินโดว์ แต่ตอนนี้ใน Core 3 ได้แยกเป็นสองอันที่ขอบบนและขอบล่างของหน้าจอแล้ว พวกเมนูและไอคอนQuicklaunch ต่างๆ ถูกย้ายไปไว้ขอบด้านบนหมด ส่วนพาเนลอันล่างไว้ใช้เป็นทาสก์บาร์เหมือนเดิม ถ้าไม่ชอบก็สามารถย้ายกลับมาได้โดยการลาก หรือคลิกขวาที่ปุ่มใดๆ แล้วเลือกMove ครับ

การใช้งานภาษาไทยก็สนับสนุนแต่แรกเช่นเดิม คือ คลิกขวาบนพาเนลแล้วเลือก Add หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างให้เราเลือกว่าต้องการเพิ่มอะไรลงไปในพาเนล ให้เลือก Keyboard Indicator จากนั้นควรจะมีคำว่า USA ขึ้นมาบนหน้าจอ เหมือนกับ En
บนวินโดว์ ให้คลิกขวาที่ USA เลือก Open Keyboard Preference เพื่อปรับแต่งให้มีภาษาไทยครับ ในแถบ Layout ให้เพิ่มภาษาไทยเข้าไป และแถบ Layout Option ให้เพิ่ม Alt+Shift Change Group เพื่อกำหนดปุ่มเปลี่ยนภาษา หลังจากนี้น่าจะใช้ Alt+Shift ด้านซ้ายมือเปลี่ยนภาษาเป็นภาษาไทยได้แล้ว

Fedora Core 3 ยังมีข้อจำกัดด้านมัลติมีเดียอยู่บ้าง สาเหตุนั้นมาจากเทคโนโลยีอย่างการเล่นดีวีดี จาวา หรือเอ็มพีสามนั้นมีสิทธิบัตรคุ้มครอง ทำให้ไม่สามารถแถมมากับตัวลินิกซ์ได้โดยตรง เป็นหน้าที่ของผู้ใช้ที่จะต้องดาวน์โหลดมาเอง ซึ่งก็ไม่ยากมากนัก ด้วยข้อจำกัดด้านเนื้อที่ผมขอไม่เขียนถึงนะครับ แต่วิธีการทั้งหมดสามารถหาอ่านได้จาก www.fedorafaq.org มีครบทุกอย่าง

สุดท้ายจากการทดลองใช้แบบไม่นานมากนัก ก็พบว่า Fedora Core 3 เร็วขึ้นกว่าเดิมพอสมควร ในเอกสารของ Fedora บอกว่าปรับปรุงให้เหมาะกับเพนทียม 4 มากยิ่งขึ้น ความรู้สึกในการใช้งานก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก เหมาะสมอย่างยิ่งแก่การอัพเกรดถ้าใครยังใช้ Fedora Core 1 อยู่ เพราะจะเลิกสนับสนุนรูรั่วด้านความปลอดภัยแล้วหลัง Core 3 ออก

ลินิกซ์ทางเลือกอื่นๆ ที่น่าสนใจในช่วงนี้คือ Ubuntu Linux ซึ่งเป็นลินิกซ์เลือดใหม่มาแรง ไว้ผมจะเขียนถึงในคราวหน้า และลินิกซ์ทะเล 7.0 ขวัญใจคนไทย ก็จะออกในเร็วๆ นี้เช่นกัน