สิงพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์กำลังจะมา? ต่อไปเราคงอ่าน e-book กันแทนหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์กันแล้ว?
โลกความเป็นจริงคงไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะมันมีสิ่งที่เรียกว่า "โครงสร้างของอุตสาหกรรมการพิมพ์" ค้ำคออยู่
แนะนำให้อ่านบทความ Math of Publishing Meets the E-Book พูดถึงข้อจำกัดที่เราไม่สามารถเห็น e-book เจริญรุ่งเรืองได้ในชั่วข้ามคืน
จากประชาไท น่าสนใจมาก ทีดีอาร์ไอเสนอรื้อค่าธรรมเนียมโอนเงิน-เอทีเอ็ม แพงเกินจริง
การที่ธนาคารทุกแห่งเลือกที่จะกำหนดค่าธรรมเนียมที่อัตราเพดานทุกราย ทำให้ธุรกรรมการโอนเงินระหว่างธนาคารในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง สูงกว่าการจ่ายเงินด้วยเช็ค ซึ่งมีค่าธรรมเนียมเพียง 15 บาทโดยไม่จำกัดวงเงิน (มีการศึกษาในอดีตว่าอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าวยังต่ำกว่าต้นทุน) ทำให้ผู้ใช้บริการที่ต้องการจะโอนเงินวงเงินสูงระหว่างธนาคาร ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง มักเลือกที่จะใช้เช็คแทน หรือมิฉะนั้นก็จะหลีกเลี่ยงการโอนเงินข้ามธนาคาร โดยการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับเงินต้องมีบัญชีที่ธนาคารเดียวกับผู้จ่ายเงิน (in house direct credit) เพราะการโอนเงินระหว่างบัญชีในธนาคารเดียวกันมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ดังเช่นในกรณีที่นายจ้างบังคับให้ลูกจ้างต้องเปิดบัญชีที่ธนาคารที่ตนมีบัญชีอยู่ หรือ ที่ผู้ให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ตลอดจน บริษัทประกันภัย ฯลฯ ต้องเปิดบัญชีกับทุกธนาคารเพื่อหลีกเลี่ยงการโอนเงินข้ามธนาคารระหว่างบัญชีของลูกค้ากับบัญชีของตน ทำให้เกิดการเปิดบัญชีซ้ำซ้อน สิ้นเปลืองทรัพยากร แต่เนื่องจากการเปิดบัญชีและการคงรักษาบัญชีธนาคารไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ในประเทศไทย ผู้ใช้บริการจึงพร้อมที่จะเลือกทางเลือกดังกล่าว
ดร.เดือนเด่น กล่าวว่า โครงสร้างค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินของธนาคารในประเทศไทยเป็นภาพกลับกับต่างประเทศ ซึ่งบริการโอนเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นบริการที่ถูกกว่าบริการพื้นฐานที่เป็น paper based เช่น เช็ค แต่ในกรณีของประเทศไทย บริการที่เป็น paper based เช่น การถอนเงินสดจากจากตู้ ATM ของธนาคารเจ้าของบัตรกลับไม่มีค่าใช้จ่ายเลยแม้จะมีต้นทุนสูงในการขนส่งและเก็บรักษาเงินให้ปลอดภัย หรือการทำธุรกรรม เช่น การถอน ฝาก หรือ โอนเงินที่เคาน์เตอร์ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงในการบริหารจัดการสาขาก็ไม่มีการเก็บค่าบริการตามต้นทุน การที่โครงสร้างอัตราค่าธรรมเนียมในปัจจุบันส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการเลือกใช้ช่องทาง ‘เดิม ๆ” ในการทำธุรกรรมทางการเงิน ทำให้เราไม่สามารถก้าวข้ามระบบการเงินแบบ paper based ไปสู่ระบบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและต้นทุนต่ำกว่าได้ดังเช่นในประเทศข้างเคียงเช่นสิงคโปร์
อ่านเจอชื่อ Bretton Woods เลยต้องหาข้อมูลเพิ่มเล็กน้อย
Bretton Woods เป็นข้อตกลงที่สร้างระบบการเงินของโลกหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเอาชื่อมาจากเมือง Bretton Woods ในนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้จัดประชุมในปี 1944
ในการประชุมครั้งนั้น นอกจากจะเซ็ตระบบการเงินโลกใหม่ ยังเป็นจุดกำเนิดของการตั้ง IMF และ World Bank อีกด้วย
สาเหตุที่ต้องมี Bretton Woods ต้องเท้าความไปถึงภาวะทางการเงินโลกก่อนหน้านั้น ซึ่งอิงค่าเงินกับทองคำเป็นหลัก และใช้เงินสกุลหลักคือปอนด์อังกฤษ ด้วยเหตุผลว่าอังกฤษเป็นเจ้าโลกในช่วงนั้น แต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจอังกฤษแทบล่มสลาย และค่าเงินปอนด์ก็ตกต่ำ
Bretton Woods จึงเป็นการเปลี่ยนทิศทางโลกการเงินครั้งสำคัญ แม้ว่าจะยังอิงกับค่าของทองคำอยู่ แต่สกุลเงินเปลี่ยนมาใช้ดอลลาร์ (ตามอิทธิพลของอเมริกาที่มากขึ้น) โดยสาระสำคัญของ Bretton Woods คือเงินสกุลต่างๆ ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ โดยอิงกับทองคำ แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แปลว่าเงินสกุลต่างๆ ต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ โดยอิงกับดอลลาร์นั่นเอง (แล้วอเมริกาค่อยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างดอลลาร์กับทองอีกต่อหนึ่ง โดยการันตีว่าทุกคนย่อมแลกดอลลาร์กับทองได้เสมอ)
ภายหลังอเมริกาประสบปัญหาดอลลาร์ขาดแคลน เพราะใช้เงินมือเติบ และไม่สามารถหาทองคำมาเป็น reserve ได้ทัน สุดท้ายยื้อมาจนถึงปี 1971 ก็เลิกใช้ระบบแลกเปลี่ยนแบบอัตราคงที่ มาใช้เป็นอัตราลอยตัวแทน ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน
กำลังอ่านหนังสือ Rivals: How the Power Struggle Between China, India, and Japan Will Shape Our Next Decade ของ Bill Emmott
หลังๆ ผมประสบปัญหาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ไม่จบสักเล่ม (ค้างที่ 1/3 อยู่ประมาณ 5 เล่มมั้ง) ต้องหากลวิธี กุศโลบายช่วยบังคับตัวเองให้อ่านจบ หวังว่าอ่านแล้วสรุปลงบล็อกมันจะช่วยได้บ้าง
หลังจากเขียน My Thought on Nexus One ไปเมื่อตอนเช้าวันนี้ ก็เกิดอาการ "ซาโตริ" ทางปัญญา เมื่อถึงออฟฟิศ ผมก็ใช้เวลาช่วงสายจนถึงเที่ยง เขียน Nexus One เมื่อกูเกิลหันมาขายโทรศัพท์มือถือเอง แบบรวดเดียวจบ ซึ่งถือว่าเป็นงานเขียนที่ดีที่สุดของตัวเองในรอบหลายเดือน และเป็นงานเขียนชิ้นแรกที่เขียนด้วยสไตล์ Industry Analysis (ช่วงหลังๆ ผมอ่าน BusinessWeek และ New York Times เยอะมาก ได้อิทธิพลมาเต็มๆ)
ผมคิดว่าประโยคที่สำคัญที่สุดในบทความคือ
การขายเครื่องโดยตรงของกูเกิลในครั้งนี้ เป็นความพยายามของกูเกิลในการทำลายโครงสร้างเดิมของอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือในโลกตะวันตก ซึ่งถูกผูกขาดมานานโดยผู้ให้บริการหรือโอเปอเรเตอร์
ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ กลับมาดู tech headline อีกรอบ ก็พบว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศให้ความสนใจกันมากเช่นกัน