Democracy

On Reformation

จากมติชน สวน"อานันท์"ไม่ปฏิรูปบนซากศพ เวทีคู่ขนานที่เชียงใหม่ ฟันธงโครงสร้างเก่าไม่เปลี่ยน ครอบงำ 3 เรื่องใหญ่

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถานำเวทีคู่ขนานปฏิรูปประเทศไทย" เสียงที่ไม่ได้พูด/สิ่งที่พูดไม่ได้ ในการปฏิรูปประเทศไทย" ณ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งจัดโดยกลุ่มจับตาเคลื่อนไหวประชาสังคมไทยและเครือข่าย ว่า ได้รับเชิญให้มาปาฐกถานำด้วยเหตุผลที่ว่าผู้สูงอายุคนอื่นไปปฏิรูปประเทศกันหมดแล้ว และเมื่อเห็นว่าเป็นเวทีคู่ขนานกับระดับชาติก็เลยคิดที่จะพูดปัญหาเรื่องสังคมการเมืองที่ผ่านมา โดยมีข้อสังเกตว่าคำว่าสองมาตรฐานกลายเป็นคำที่ใช้อยู่ตลอด และคำว่าไพร่ที่ไม่น่าติดตาม จนกระทั่งกลุ่มเสื้อแดงประท้วง และคำว่าไพร่น่าจะตกเวทีกลับถูกนำมาใช้ สินค้าที่มีคำว่าไพร่ขายดีมาก ซึ่งน่าแปลก แสดงถึงนัยยะอะไรหลายอย่างต่อการเมืองปัจจุบัน

การผลักดันนโยบายตามระบอบประชาธิปไตย

ตอนจบแล้วครับ

ความเดิม: ตอนที่หนึ่ง, ตอนที่สอง, ตอนที่สาม, ตอนที่สี่

เขียนมาตั้งยาว ผมขอสรุปดังนี้ครับ

  • ทุกคนมีความฝันของตัวเอง อยากเห็นโลกหมุนไปในทางที่เราอยากให้มันเป็น แน่นอนว่าเป็นประโยชน์กับเราด้วย
  • ความฝันเป็นเรื่อง subjective คือ ผมย่อมต้องเห็นความฝันของผมดีที่สุดอยู่แล้ว
  • แม้ว่าความฝันของผม อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาคนอื่นก็ได้ เช่น ผมอยากให้หมอทั้งประเทศไทยเป็นผู้หญิงล้วน ใส่ชุดรัดรูปเวลาตรวจโรค
  • แต่ผมสามารถ defend ความฝันผมได้ ด้วย "เหตุผลทางวิชาชีพ" (ซึ่งไม่รู้ว่าล้าสมัยไปหรือยัง มั่วมาหรือเปล่า วิชาชีพเดียวกันอาจคิดคนละแบบ และเป็นการมองแบบเข้าข้างตัวเองหรือไม่) จริงๆ หมายถึงเหตุผลอะไรก็ได้ตามแต่จะอ้างนั่นล่ะครับ
  • สรุปว่าความฝันของใครดีกว่ากัน พูดยากสุดๆ
  • แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำตามความฝันของทุกคนได้ เพราะทรัพยากรมีจำกัด
  • ถ้าอยากให้ฝันเป็นจริง ผมก็ต้องพึ่งพิง "อำนาจ" ในการดำเนินการอยู่ดี
  • วิธีง่ายๆ ผมสามารถ "ล็อบบี้" ผู้มีอำนาจในขณะนั้น ให้ดำเนินการตามที่ผมอยากได้
  • แต่วิธีล็อบบี้ก็มีข้อเสีย ตรงที่ผมมีความเสี่ยงจะถูกเบี้ยวได้เสมอ ไม่ได้ในสิ่งที่ผมอยากได้ แม้ว่าจะลงทุน ลงทรัพยากรในการล็อบบี้ไปแล้วก็ตาม
  • สุดท้ายแล้ว วิธีเดียวที่จะการันตีว่า โลกจะหมุนไปในแบบที่เราฝัน ก็คือ ผมต้องมี "อำนาจ" นั้นในมือเสียเอง

เกษียร: การปะทะทางวัฒนธรรมบนท้องถนนในกรุงเทพ

คุณ @iPattt ส่งมาให้อ่านทาง Facebook ครับ เป็นบทความของเกษียร เตชะพีระ อาจารย์รัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ป๋าใหญ่คนหนึ่งของวงการ

เกษียรพูดเรื่องวัฒนธรรมที่ต่างกัน ของคนกรุงเทพกับคนต่างจังหวัด โดยเทียบกับประสบการณ์ของเขา (คนกรุง) สมัยเข้าป่า เกษียรใช้กรอบนี้อธิบายปรากฎการณ์ "อัดอั้น" ของคนกรุง ยามเจอเสื้อแดงบุกกรุง

ในระยะเดือนกว่าที่ผ่านมา คนกรุงจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกชีวิตไม่เป็นไปตามปกติ เหมือนถูกข่มขู่คุกคามกีดขวางล่วงล้ำอยู่เสมอ คล้ายๆ ความรู้สึกปีละหนที่ไม่อยากออกจากบ้านเลยช่วงสงกรานต์ เพราะเบื่อ/กลัว/รำคาญที่จะถูกสาดน้ำประแป้งจนแปดเปื้อนเปียกปอนหรือกระทั่ง ถูกมือบอนถือวิสาสะลูบไล้ลวนลามทั้งที่ไม่สมัครใจเล่นด้วยจากแก๊งใหญ่น้อย ที่ปิดถนนหรือขึ้นปิคอัพตระเวนอาละวาดไล่สาดน้ำอย่างคึกคะนองเมามันไปทั่ว กรุงเทพมหานคร

ลองจินตนาการว่าแทนที่จะต้องทนเจอสภาพ "สงกรานต์ภาคบังคับ" อย่างนั้นปีละสี่ซ้าห้าวัน กลับกลายเป็นต้องเจอทุกวี่ทุกวันตลอดทั้งปี คนกรุงจะรู้สึกอึดอัดคับข้องใจเพียงใด?

ที่เหลือตามไปอ่านกันเองนะครับ

77 Years Later

The Logic of Bangkok Governor

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์กับ "แดร์ สปีเกล" ซึ่งเป็นนิตยสารรายสัปดาห์ระดับหัวแถวของเยอรมนี

ต้นฉบับ - ฉบับแปลไทยโดยมติชน - ประชาไทเอามาลงต่อ - ฉบับแปลแบบเต็มๆ

แดร์ สปีเกล: ก่อนหน้านี้ไทยเคยถูกยึดถือว่าเป็นเมืองพุทธ แต่ทุกวันนี้ถูกกล่าวถึงในแง่ประเทศแห่งสงครามกลางเมืองและกลียุค

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์: มีความแตกแยกระหว่างคนรวยและคนจนอยู่เสมอมาในสังคมไทย และมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างชุมชนเมืองและชนบทอยู่เสมอเช่นเดียวกัน แต่ทั้งหมดนั้นถูกควบคุมได้เสมอมาโดยฉันทามติที่ไม่มีการพูดถึงในทุกๆ ส่วนของผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย นั่นคือมีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรไปแตะต้อง

มือที่มองไม่เห็น สรุปว่ามันมีอยู่จริง?

Pages

Subscribe to RSS - Democracy