Byte Culture

แอปเปิลเปลี่ยนใจใช้อินเทล ลินิกซ์กระทบแค่ไหน?



ข่าวช็อกโลกในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีเรื่องไหนเกินแอปเปิลตัดสินใจเปลี่ยนสถาปัตยกรรมชิพ จาก PowerPC ของไอบีเอ็มที่ใช้มาตลอดหลายปีที่ผ่านมา มาเป็น x86 ของอินเทลที่เราใช้กันอยู่ในพีซีทุกวันนี้



ผมคิดว่าข่าวนี้อยู่ในระดับดังสุดๆ ไม่ใช่แค่ดังมากนะครับ เพราะนอกจากตามสื่อสายไอทีที่ต้องมีข่าวนี้แน่ๆ อยู่แล้ว ยังไปโผล่ตามข่าวเศรษฐกิจอีกต่างหาก



รายละเอียดต่างๆ ของข่าวคิดว่าคอลัมน์แมคอินทอชน่าจะให้คำตอบกระจ่างกว่าผมครับ วันนี้ขอเขียนถึงลินิกซ์บ้าง ว่าจะมีผลกระทบอะไรบ้างกับลินิกซ์ หลังจากแอปเปิลตัดสินใจแบบนี้



ก่อนอื่นขอบอกเล่าถึงข้อเท็จจริงก่อน ตามข่าวสรุปได้ดังนี้

  1. เครื่องแมคอินทอช จะใช้ซีพียูของอินเทล ผมขอเรียกแมคสายใหม่ว่า อินเทลแมค เพื่อความง่ายในการอ้างอิง และอินเทลแมคตัวแรกสุดจะออกในเดือนมิถุนายนปีหน้า หรือหนึ่งปีนับจากนี้ไป
  2. เรามีโอกาสนำวินโดวส์หรือลินิกซ์ไปลงในอินเทลแมคได้
  3. เราไม่สามารถนำแมคโอเอส (ที่รันบนอินเทลแมค) มาใช้บนพีซีธรรมดาได้ (หมายถึงอย่างเป็นทางการ อาจมีคนแฮกให้ทำได้)

จากข้อ 2 แอปเปิลบอกว่าจะไม่ขัดขวางทางเทคนิคในการนำวินโดวส์หรือลินิกซ์ไปใช้ในอินเทลแมค นั่นแปลว่ามีสิทธิ์ทำได้ ถึงแม้กรรมวิธียุ่งยากเล็กน้อย แต่ผมเชื่อว่าในอนาคตเมื่ออินเทลแมคออกมา จะมีธุรกิจที่รับแปลงระบบหรือขายโปรแกรมช่วยเหลือในการลงวินโดวส์บนอินเทลแมคแน่นอน นั่นทำให้แอปเปิลได้เปรียบ (ในทางทฤษฎี) เพราะได้ลูกค้ากลุ่มที่อยากได้ฮาร์ดแวร์แมค (เนื่องจากสวย) แต่ยังต้องใช้บางโปรแกรมบนวินโดวส์หรือลินิกซ์อยู่ ก็สามารถใช้ระบบดูอัลบูตลงทั้งวินโดวส์และแมคโอเอสได้ด้วย ซึ่งในทางปฏิบัติลูกค้ากลุ่มนี้ก็มีไม่เยอะมากนัก



ส่วนข้อ 3 ก็เขียนไว้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ใช้พีซีจำนวนมากที่อยากใช้แมคโอเอสบนเครื่องตัวเองต้องผิดหวังไปตามๆ กัน และจะเห็นว่าข้อนี้ทำให้ตลาดค่อนข้างจะแยกจากกันชัด คือ ถ้าอยากใช้แมคก็ต้องซื้อแมคเท่านั้น



ย้อนกลับไปที่คำถามตั้งต้น ว่าลินิกซ์จะได้รับผลกระทบแค่ไหน ต้องแบ่งตลาดลินิกซ์ออกเป็น 3 ส่วนก่อนครับ



ตลาดแรกคือลินิกซ์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ รับรองว่าไม่กระทบแน่นอน



ตลาดที่สองคือ ลินิกซ์สำหรับเดสก์ท็อปในองค์กร ให้อธิบายคือตลาดที่ทำงานล่ะครับ ซื้อคอมมาพิมพ์งาน ส่งอีเมล ใช้โปรแกรมเฉพาะทางที่เกี่ยวกับงานจริงๆ ไม่รวมการดูหนังฟังเพลงเล่นเกม ตลาดนี้อยู่ในการครอบครองของ Windows 2000 เดิม และ Windows XP Professional เป็นตลาดที่ลินิกซ์กำลังแรงขึ้นมาอีกตลาดหนึ่ง (เพราะลินิกซ์ยังสนับสนุนมัลติมีเดียในขั้นแย่) จะเห็นว่าลินิกซ์ยี่ห้อใหญ่ๆ ทุกเจ้าต่างจับตลาดนี้ ทั้ง Red Hat Desktop, Sun Java Desktop System และ Novell Linux Desktop



ตลาดนี้ก็บอกได้ว่ากระทบน้อยมาก เพราะการตัดสินใจซื้อของเป็นขององค์กร มีเรื่องการเสนอราคา/สเปกมาเกี่ยวข้อง และเป็นตลาดที่แอปเปิลมีอิทธิพลน้อยมาก ยิ่งเมืองไทยที่แอปเปิลไม่มีส่วนแบ่งในตลาดการศึกษาเลยเหมือนกับต่างประเทศ



ตลาดที่สามคือ ลินิกซ์สำหรับเดสก์ท็อปในบ้าน ก็ตรงข้ามกับตลาดที่สองครับ ผู้ใช้ตามบ้านสนใจดูหนังฟังเพลงเล่นเกมเป็นหลัก ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อความบันเทิง ทำงานเป็นเรื่องรอง ถ้ายุคนี้ก็ต้องรวมการจัดการรูปจากกล้องดิจิทัล การเขียนแผ่นซีดีและดีวีดี การเล่นเกมออนไลน์เข้ามาอีกด้วย เจ้าตลาดย่อมเป็น WindowsXP Home อย่างไม่ต้องสงสัย



ในฐานะที่ผมมีทั้งแมค วินโดวส์และลินิกซ์ในการครอบครองและใช้งานเป็นประจำทุกวัน กล้าฟันธงได้เลยว่า แมคทำได้ดีกว่าวินโดวส์พอสมควร (แน่นอนว่าย่อมมีบางจุดที่ด้อยกว่า แต่หมายถึงในภาพรวม) ส่วนลินิกซ์นั้นหนทางยังอีกยาวไกล ถึงแม้ช่วงหลังจะทำได้ดีมากขึ้นเยอะ



เรื่องที่วินโดวส์นำไปไกลมากคือเรื่องเกม แต่เรื่องอื่นๆ แมคทำได้ดีกว่า (และเป็นจุดขายของแอปเปิลมาโดยตลอด ถึงฮาร์ดแวร์จะแพงกว่าแต่คนก็ยังยอมซื้ออยู่เสมอ)



ดังนั้นถึงคุณจำเป็นจะต้องซื้อเครื่องอินเทลแมคต่างหาก ถ้าอยากใช้แมคโอเอส แต่ในเมื่อวินโดวส์ตัวหน้า Longhorn ต้องการสเปกเครื่องค่อนข้างสูงในการใช้งานเต็มรูปแบบ ไหนๆ ต้องจ่ายเงินซื้อเครื่องใหม่เหมือนกัน ผมคิดว่ามีหลายๆ คนที่เริ่มลังเลแล้วล่ะครับว่าจะเอาอะไรดี อย่าลืมว่าซื้ออินเทลแมคไปยังมีโอกาสถอยไปใช้วินโดวส์ได้ถ้าไม่ชอบแมคโอเอสด้วย



กรณีนี้ก็มีผลกระทบกับไมโครซอฟท์ในระดับหนึ่ง แต่คนที่รับไปเต็มๆ คือลินิกซ์ เพราะการมาของแอปเปิลจะทำให้ลินิกซ์ซึ่งเดิมเป็นอันดับสองในตลาดเดสก์ท็อปในบ้าน หล่นไปเป็นที่สามในทันที และเป็นที่สามที่ห่างไกลจากที่หนึ่งและที่สองอีกด้วย



ยังครับ ผมยังไม่เชื่อว่าลินิกซ์จะตาย ลินิกซ์ยังมีตลาดเฉพาะทางที่อยู่ได้เสมอ คนใช้ลินิกซ์จำนวนมากไม่ได้ใช้ลินิกซ์เนื่องจากมีประสิทธิภาพดีเยี่ยมหรือใช้ง่ายซะหน่อย บางคนอาจใช้เพราะราคาถูก หรือบางคนอาจใช้เพราะไม่อยากละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นต้น แต่ประเด็นที่ผมเสนอ คือ ความฝันของชาวลินิกซ์ส่วนหนึ่งในการครองตลาดเดสก์ท็อปในบ้าน (แทนที่วินโดวส์) มันเริ่มจะยากขึ้นหลายเท่าต่างหาก (ไม่ได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้นะ)



ทางออกของชาวลินิกซ์ก็คือร่วมด้วยช่วยกันครับ เวลาหนึ่งปีนับจากนี้ (จนกว่าอินเทลแมคจะออก) และหนึ่งปีครึ่งนับจากนี้ (จนกว่า Longhorn จะออก) เป็นช่วงเวลากอบโกยที่ลินิกซ์ถือไพ่เหนือกว่า อยากให้มีคุณสมบัติอะไรก็ต้องช่วยกันทำอย่างจริงจังแล้วล่ะ ฝากชาวลินิกซ์และโอเพ่นซอร์สในไทยทุกคนด้วยนะครับ

Apache Harmony

จาวาโอเพ่นซอร์ส




ข่าวใหญ่ในวงการโอเพ่นซอร์สช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คือ การประกาศโครงการ Harmony ของมูลนิธิ Apache Foundation ซึ่งเป้าหมายของโครงการก็คือ การสร้าง Java 2 Standard Edition ขึ้นมาใหม่ให้ทำงานได้เท่ากับตัวดั้งเดิม แต่ตัวใหม่นี้มีสัญญาการใช้งานแบบโอเพ่นซอร์สทั้งหมด



ผมคิดว่าทุกวันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักภาษาจาวานะครับ ภาษาจาวาถือกำเนิดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว และได้รับความนิยมทั่วไป ตลาดที่จาวาได้รับความนิยมชนิดกินขาดภาษาอื่น คือ ตลาดโปรแกรมขององค์กรขนาดใหญ่ (Enterprise) และตลาดอุปกรณ์ฝังตัว ซึ่งอันนี้เราน่าจะเห็นกันบ่อยจากโทรศัพท์มือถือที่รันจาวาได้กันเกือบหมดแล้ว



ตัวภาษาจาวาสร้างโดยบริษัทซัน ไมโครซิสเต็มส์ มีเอกสารกำกับแน่นอนและเปิดเผยอย่างละเอียด ไม่ว่าใครก็เขียนภาษาจาวาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก



แต่การจะให้โปรแกรมภาษาจาวาทำงานได้ ต้องมีโปรแกรมอื่นๆ ประกอบครับ เช่น รันไทม์สำหรับเวลารันโปรแกรมจาวา (Java Runtime Environment หรือ JRE), ตัวแปลภาษาจาวา (Java Compiler) และชุดไลบรารีสำหรับงานพื้นฐานต่างๆ เช่น ทำงานเกี่ยวกับรูปภาพ หรือเว็บ



โปรแกรมเหล่านี้ บริษัทซัน ไมโครซิสเต็มส์ได้แจกให้เราทุกคนใช้กันฟรีๆ อยู่แล้ว ในชื่อ Java 2 ซึ่งมีหลาย Edition แต่ตามปกติจะใช้ Java 2 Standard Edition หรือ J2SE ปัจจุบันออกถึงรุ่น 5.0



ปัญหาคือ ซันให้เราแค่"ใช้ฟรี"เท่านั้น ไม่ได้ให้สิทธิ์เป็นแบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งจะมีปัญหากับลินิกซ์ดิสทริบิวชันทั้งหลาย เพราะไม่สามารถรวมเอาชุดโปรแกรมที่ไม่ได้เป็นโอเพ่นซอร์ส (และมีข้อกำหนดต่างๆ ของซันเอง เช่น ห้ามแจกจ่ายเองต่างหาก) ไปกับตัวดิสทริบิวชันได้ ทำให้การใช้งานจาวาบนลินิกซ์ไม่สะดวกเป็นอย่างมาก อยากใช้ต้องติดตั้งเอาเอง



ซันให้เหตุผลว่าเป็นการรักษาความเข้ากันได้ของจาวา ซึ่งมีจุดขายที่เขียนเพียงครั้งเดียว ใช้งานที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องปรับปรุงแก้ไขใหม่ (Write Once Run Everywhere)



ได้มีความพยายามจากฝั่งโอเพ่นซอร์ส ในการสร้างโปรแกรมที่ทำงานได้แบบเดียวกันขึ้นมาใหม่ และใช้สิทธิ์แบบโอเพ่นซอร์ส อย่างเช่น โครงการ GCJ (ตัว Compiler ภาษาจาวาของโครงการ GNU) หรือ Blackdown Java (ตัวรันไทม์และโปรแกรมอื่นๆ) เพียงแต่เป็นการสร้างบางส่วนของชุด J2SE เท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด



โครงการ Apache Harmony นี้เป็นการสร้างโปรแกรมแบบเดียวกับ J2SE ทั้งชุดขึ้นมาใหม่ ซึ่งตอนนี้เพิ่งประกาศว่าจะสร้างมาได้ไม่นาน และกำลังอยู่ในขั้นร่างแผนเท่านั้น



ถ้าโครงการ Apache Harmony สำเร็จจริงๆ เราก็จะมีชุดโปรแกรมสำหรับจาวาที่เป็นโอเพ่นซอร์สให้ใช้เป็นทางเลือกนอกจากจาวาของซัน ส่งผลให้การใช้งานจาวาบนลินิกซ์สะดวกสบายมากขึ้น



การประกาศโครงการ Harmony นี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงเป็นอย่างมากครับ เพราะทางซันเองก็ไม่ค่อยอยากให้โครงการทำนองนี้เกิดมาตามเหตุผลที่ผมเขียนไว้ ก็คือต้องการควบคุมความเข้ากันได้ของจาวาอย่างเคร่งครัด ขนาด James Gosling นักวิจัยจากซันผู้คิดค้นจาวาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในทางที่เป็นลบกับ Harmony



ทั้งสองฝ่ายก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นครับ ฝ่ายโอเพ่นซอร์สก็จำเป็นต้องมีโครงการแบบนี้ เพื่อความก้าวหน้าในการพัฒนาจาวาแบบโอเพ่นซอร์ส ซึ่งทาง Harmony ได้ออกมารับประกันว่า โปรแกรม Harmony จะเข้ากันได้กับจาวาของซัน 100% แน่นอน เพราะต้องผ่านชุดทดสอบความเข้ากันได้ของจาวาอยู่แล้ว ซึ่งปัญหาไม่ได้อยู่ที่ทำได้หรือไม่ แต่อยู่ที่เมื่อไรเท่านั้น (เพราะการสร้างโปรแกรมแบบเดียวกับ J2SE ที่พัฒนาต่อเนื่องมาเป็นสิบปีขึ้นมาใหม่ ต้องใช้เวลาอย่างมากไม่ต่ำกว่า 3-5 ปีแน่นอน)



หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็น Apache ผมเคยเขียนเรื่อง Apache ไปทีหนึ่งแล้ว Apache เป็นโครงการที่พัฒนาโปรแกรมเกี่ยวกับเว็บเป็นหลัก โดยมีเว็บเซิร์ฟเวอร์ Apache เป็นโปรแกรมหลัก และช่วงหลังหันไปทำโปรแกรมที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เช่น เกี่ยวกับด้าน XML หรือเว็บเซอร์วิส ที่เขียนด้วยจาวาเป็นส่วนมาก เรียกได้ว่า Apache เป็นโครงการหลักที่สนับสนุนจาวาเลย



คำถามอีกข้อคือ จาวาออกมาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาคิดทำแบบโอเพ่นซอร์ส คำตอบอยู่ที่สัญญาการใช้งานหรือ License ครับ สัญญาของจาวาเพิ่งอนุญาตให้เกิดโครงการแบบ Harmony ในจาวารุ่น 5.0 ที่เพิ่งออกเมื่อปีที่แล้วนี้เอง



รูปแบบของโครงการ Harmony นี้จะคล้ายกับโครงการ Mono ซึ่งเป็นการสร้างชุดพัฒนาตระกูล .NET ของไมโครซอฟท์ขึ้นมาใหม่แบบโอเพ่นซอร์สเช่นกัน Mono เริ่มประกาศในปี 2001 ซึ่งตอนนี้เวลาผ่านมาประมาณ 4 ปีได้ก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่เทียบเท่ากับชุด .NET ของไมโครซอฟต์อยู่ดีครับ ดังนั้นกว่า Harmony จะเห็นผล ผมว่าคงซักประมาณปี 2007-2008 เป็นอย่างน้อยเช่นกัน

Moodle Moot Thailand 2005



เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา (1 กรกฎาคม) ผมได้มีโอกาสไปงานประชุมวิชาการ Moodle Moot Thailand 2005 ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาครับ Moodle เป็นระบบซอฟต์แวร์จัดการการเรียนการสอน (Learning Management System หรือย่อว่า LMS) ที่กำลังมาแรงมากๆ และยังเป็นซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สอีกด้วย



ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพหน่อย คงต้องโยงไปถึงระบบซอฟต์แวร์จัดการเนื้อหาเว็บ (Content Management System หรือ CMS) ที่เราอาจจะคุ้นเคยกันมาบ้างจากชื่อพวก PostNuke, PHPNuke, Mambo หรือ Drupal ถ้ายังไม่รู้จักอีก มันเป็นเหมือนกับเว็บสำเร็จรูปที่เจ้าของเว็บสามารถปรับแต่งเล็กน้อย ก็ได้ระบบเว็บที่ครบครัน มีส่วนประกอบต่างๆ อย่างเว็บบอร์ด ระบบจัดการสมาชิกได้ทันที



เจ้า Moodle นี้จะเรียกว่าเป็น CMS ตัวหนึ่งก็ได้ครับ เพียงแต่เน้นไปในการสร้างเว็บสำหรับการเรียนการสอนโดยเฉพาะ จึงเรียกซอฟต์แวร์ประเภทนี้ว่าเป็น LMS ตามตัวย่อข้างต้น ซอฟต์แวร์ LMS ตัวอื่นที่ดังๆ หน่อยคือ WebCT เพียงแต่ตัวนี้ต้องเสียสตางค์



คนทั่วไปมักไม่ค่อยรู้จัก LMS มากนัก ผมเองก็เพิ่งมารู้จักเมื่อไม่นานนี้ แต่ในวงการการศึกษาบ้านเรา LMS กลับเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ผมไปงานสัมนาโดยคิดเอาไว้ว่าคงมีคนไปไม่มากนัก เอาเข้าจริงห้องประชุมใหญ่ขนาด 300 ที่นั่งกลับเต็มไปด้วยครูอาจารย์จากทั่วประเทศเลยครับ เห็นอย่างนี้ใจชื้นขึ้นเยอะว่าแวดวงการศึกษายังมีคนสนใจเทคโนโลยีอีกมาก



ผมคุยกับอาจารย์ท่านหนึ่งจากลำปางที่นั่งข้างๆ อาจารย์เล่าว่าลอง LMS มาหลายตัวก็พบว่า Moodle นี้เข้าใจง่ายที่สุด และใช้สะดวกมากที่สุด ผมก็เออออห่อหมกไปเรื่อยเนื่องจากไม่มีความรู้เกี่ยวกับ LMS เลย นอกเสียแต่ว่า Moodle เป็น LMS แบบโอเพ่นซอร์สและใช้งานผ่านเว็บเท่านั้น



เผอิญว่าไฮไลต์ของงาน Moodle Moot Thailand 2005 นี้อยู่ที่การเชิญ Martin Dougiamas ผู้เขียน Moodle มาจากออสเตรเลียด้วย ผมเลยได้รู้จัก Moodle จากการแนะนำของผู้เขียนเอง โอกาสอย่างนี้หาได้ง่ายๆ ที่ไหนกันล่ะครับ เครดิตงานนี้ยกให้ผู้จัดงานไปเต็มๆ เลยที่สามารถเชิญ Martin มาได้



Martin ขึ้นมาบนเวที แล้วเริ่มด้วยการหยอดว่านี่เป็น The biggest Moodle conference ที่เขาเคยเห็น เรียกเอาเสียงปรบมือจากผู้ชมได้พอสมควร หลังจากนั้นเขาเล่าว่าที่ออสเตรเลียโดยเฉพาะฝั่งตะวันตก บ้านกับโรงเรียนอยู่ห่างไกลกันมาก ทำให้เทคโนโลยีการศึกษาทางไกลพัฒนาขึ้นมาทดแทน เขาเองได้เริ่มใช้จากโปรแกรม WebCT เช่นกัน ซึ่งในช่วงแรกนั้น WebCT แจกฟรี แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นคิดเงิน เขาจึงเริ่มการพัฒนา Moodle ขึ้นมา และ Moodle 1.0 ก็ออกมาให้เราใช้งานในปี 2002



ปัจจุบัน Moodle ได้รับความนิยมอย่างสูง มีผู้ใช้ลงทะเบียนมากกว่า 4 พันคน และมีแปลเป็นภาษาต่างๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงภาษาไทยด้วย ถ้ามองในมุมของช่วงชีวิตซอฟต์แวร์ก็ถือว่าเติบโตเต็มที่ และเหมาะกับการใช้งานจริงจังแล้ว รุ่นล่าสุดคือ Moodle 1.5 ในการบรรยาย Martin ได้เอ่ยถึงแผนของรุ่นถัดไปคือ 1.6 และ 2.0 ด้วย มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้มากมาย เช่น RSS, ระบบฐานข้อมูล, ระบบรักษาความปลอดภัย อย่างครบครัน ผมค่อนข้างประทับใจมากครับ



ถ้าอยากลองเล่น Moodle ก็สามารถเข้าไปได้ที่เว็บของ Moodle เองที่ www.moodle.org ในบ้านเรามีชมรมผู้ใช้เหมือนกันครับ คือชมรม Moodle E-Learning แห่งประเทศไทย เว็บไซต์อยู่ที่ www.thaimoodle.net



Moodle อาจจะเป็นโปรแกรมโอเพ่นซอร์สที่ค่อนข้างจะมีกลุ่มผู้ใช้จำกัดเฉพาะอาชีพอยู่สักหน่อย แต่ถ้าคุณผู้อ่านอยู่ในแวดวงการศึกษาแล้วยังไม่รู้จักกับ Moodle แนะนำให้เปิดเว็บไซต์โดยทันทีครับ

นวัตกรรมกำลังหายไปจากวงการเกม

"Innovation is dying"

ถ้าเจ้าของประโยคนี้เป็นผู้สร้างเกมธรรมดาทั่วไป ก็คงไม่มีใครสนใจเท่าไรนัก แต่เผอิญว่าคนพูดคือชิเงรุ มิยาโมโต้ คนคิดคาแรกเตอร์มาริโอ ซึ่งสร้างยอดขายรวมทุกภาคเป็นซีรีย์ที่ขายดีที่สุดตลอดการของวงการเกม ประเด็นนี้เลยน่าสนใจขึ้นมาทันที

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ชุมชนออนไลน์ทั่วโลกต่างจับตาดูงาน E3 (Electronics Entertainment Expo) เป็นพิเศษ เพราะว่างานปีนี้ใช้เปิดตัวเครื่องเกมยุคใหม่สามเครื่องจากสามค่ายผู้ครองส่ วนแบ่งตลาด โดยจุดสนใจที่สุดคือ Play Station 3 ของโซนี่ที่มีกำหนดการออกปลายปีหน้า และตามมาด้วย XBox 360 จากไมโครซอฟต์ที่จะวางจำหน่ายคริสต์มาสปีนี้

ในขณะที่ Revolution ของนินเทนโด เจ้าพ่อขนานแท้และดั้งเดิมของวงการเกมได้รับการพูดถึงเพียงเล็กน้อย

นินเทนโดเป็นผู้ครองตลาดวิดีโอเกมมายาวนานตั้งแต่สมัยที่คนทั่วไปยังไม่มีโอ กาสเล่นเกมมากนัก ต่างจากทุกวันนี้ที่อุตสาหกรรมเกมเริ่มโตใกล้เคียงกับฮอลลีวู้ดเข้าทุกวัน ในทศวรรษ 90 นินเทนโดครองความยิ่งใหญ่แบบไร้คู่แข่งมาตลอด จนกระทั่งยุคที่ซีดีรอมเข้ามามีบทบาท ด้วยแผนการตลาดที่ผิดพลาด ทำให้เครื่อง Play Station จากยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างโซนี่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในวงการเกมแม้แต่น้ อย สร้างกรณีศึกษาให้กับโลกธุรกิจโดยเข้ามาเป็นเครื่องเกมอันดับหนึ่งแทนในเวลา ไม่นาน

ขนาดบริษัทของโซนี่นั้นยิ่งใหญ่ต่างกับนินเทนโดมากนัก ธุรกิจเครื่องเล่นเกมวัดกันที่ความยาวของสายป่านด้วย เพราะต้องยอมขายขาดทุนในช่วงแรก และรอกำไรในปีที่สี่และห้าเมื่อจำนวนเครื่องผลิตมากพอจนคุ้มทุน เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟต์เข้ามาชิงเค้กด้วย ค่ายเล็กค่ายน้อยในวงการก็โดนบีบให้ถอนตัวออกไปจากตลาดเครื่องเล่นเกม ไม่เว้นแม้แต่อดีตยักษ์อย่างเซก้า (SEGA) และเอสเอ็นเค (SNK)

หลังจากนั้นมา ธุรกิจเกมก็เหลือเพียงสามยักษ์ใหญ่ คือ โซนี ไมโครซอฟต์ และนินเทนโด

นินเทนโดเริ่มรู้ดีว่าไม่สามารถแข่งประสิทธิภาพและราคากับอีกสองยักษ์ที่ใหญ ่กว่าตัวเองได้ ในขณะที่โซนีกับไมโครซอฟต์ขยับขยายตัวเองจากเครื่องเล่นเกมไปเป็นเครื่องบัน เทิงในบ้าน (รวมเอาความสามารถของการเล่นเกมออนไลน์ การบันทึกรายการทีวี การเล่นดีวีดี และฟังเพลง) นินเทนโดกลับย้อนคืนสู่รากเหง้าของตัวเองคือเกม โดยการประกาศมุ่งเน้นเฉพาะตลาดเกมเท่านั้น และมิยาโมโต้รวมถึงผู้บริหารของนินเทนโดก็เคยออกมาพูดหลายครั้งว่า นินเทนโดกำลังมองหา "นวัตกรรม" ใหม่ๆ ในวงการเกม เหมือนกับช่วงสิบปีที่แล้วที่วงการเกมมักจะตื่นเต้นอยู่เสมอกับของแปลกใหม่ท ี่นินเทนโดนำเสนอ

การออกมาเน้นย้ำของมิยาโมโต้รอบนี้ ผมมองได้สองประเด็นครับ

อย่างแรกคือ นวัตกรรมกำลังหายไปจากวงการเกมจริงๆ

เหตุผลก็มาจากประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ที่เพิ่มอย่างก้าวกระโดด ทำให้การสร้างเกมที่มีกราฟฟิคอลังการเหนือจริงทำได้ง่ายขึ้น และรวมกับยอดขายถล่มทลายของเกมที่เน้นด้านภาพ อย่างเช่น ตระกูลไฟนอล แฟนตาซี ทำให้ผู้ผลิตเกมมีความคิดที่ว่า สนุกไม่สนุกไม่สนใจ ขอภาพสวยไว้ก่อน ส่งผลให้เกมช่วงหลังๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น ใช้เวลาในการเล่นมากขึ้น และมีรูปแบบคล้ายๆ กันเพราะต้องการการันตียอดขายจากแนวของเกมที่ได้รับการยอมรับอยู่แล้ว ผมไม่ได้หมายความว่าเกมยุคนี้ไม่ดีนะครับ เกมเด็ดๆ ในรอบปีอย่าง Grand Thief Auto หรือ Halo ถือว่าเป็นเกมคุณภาพสูงระดับตำนานเลย เพียงแต่ว่ามันขาดความแปลกใหม่ไปสักหน่อย

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นินเทนโดนำมาเป็นจุดขาย ถ้าติดตามวงการเกมมาบ้าง จะพบว่าเกมของนินเทนโดในช่วงหลังเน้นเกมที่มีรูปแบบใหม่ๆ เน้นการเล่นหลายคนในครอบครัว แถมยังคงความสนุกในการเล่นไว้ ผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดคือยอดขายตัวซอฟต์ของนินเทนโดยังขายดีอยู่เสมอ นินเทนโดยังเปิดตัวเครื่องเล่นใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสำหรับเกมรูปแบบใหม่ๆ เช่น เกมพกพา Nintendo DS ที่มีจอภาพสองจอ และจอหนึ่งมีระบบสัมผัส ซึ่งเปิดโอกาสให้ควบคุมผ่านจอได้แทนที่จะเป็นจอยสติ๊กแบบที่เราเห็นกันมานมน าน

และนี่ก็เป็นประเด็นที่สองด้วยครับ อาจมองได้ว่า นินเทนโดออกมาพูดถึงนวัตกรรมอยู่เสมอ เพื่อเป็นการทำตลาดให้กับเครื่องเล่นเกมตัวใหม่ Revolution นั่นเอง

รายละเอียดของ Revolution ยังมีอยู่น้อยมาก เพียงสเปกของฮาร์ดแวร์ในระดับเทคนิคล้วนๆ เท่านั้น นินเทนโดยังไม่ยอมเผย "นวัตกรรม" ของเครื่อง Revolution มากนัก

ถึงแม้ว่าที่ผ่านมานินเทนโดอาจยังสร้างปรากฎการณ์ใหม่ๆ ได้ไม่มากนัก เพราะนวัตกรรมเป็นปัญหาที่สำคัญในทุกๆ วงการไม่เพียงเฉพาะวงการเกม (ด้วยเหตุผลที่ว่า อะไรๆ ก็มีคนทำไปหมดแล้ว) แต่อย่างน้อยก็น่ายินดีที่นินเทนโดกำลังพยายามทำอะไรบางอย่างที่ให้วงการเกม แปลกใหม่ออกไป ถ้ามองในมุมมองของเกมเมอร์นะครับ

ผมอ่านความคิดเห็นหนึ่งที่เขียนตอบมิยาโมโต้ เค้าบอกว่า ในขณะที่โซนีกับไมโครซอฟต์กำลังพัฒนาตัวไปเป็นฮอลลีวู้ด  นินเทนโดกำลังหันไปเลียนแบบพิกซาร์ ที่เน้นในสิ่งเฉพาะทางที่ตัวเองถนัดจริงๆ ก็มีโอกาสดังได้แบบไร้คู่แข่งเช่นกัน ในฐานะที่โตมากับเกมของนินเทนโดมาโดยตลอด ผมก็ขออวยพรให้ Revolution ประสบความสำเร็จแบบเดียวกับหนังของพิกซาร์นะครับ

เรื่องนี้ต้องดูกันยาวๆ นิดนึง ปลายปีนี้เรามาดู Xbox 360 กัน และเมื่อ PS3 ออกมาก็คงพอสรุปได้ว่า วิธีการของใครจะอยู่รอดกันแน่

OpenDocument ร่วมมือร่วมใจสู่มาตรฐานไฟล์แบบเปิด (3) : เตรียมตัวสู่การใช้งาน OpenOffice.org

สองตอนที่แล้วผมเขียนถึงมาตรฐานของฟอร์แมตเอกสารออฟฟิศ ที่ชื่อว่า OpenDocument ไป และบอกว่าเราควรหันมามองโปรแกรม OpenOffice.org ซึ่งสนับสนุนฟอร์แมต OpenDocument นี้ ด้วยเหตุผลทางมาตรฐานเพียงอย่างเดียว

สัปดาห์ถัดมาผมได้มีโอกาสคุยกับบริษัทไอทีหลายแห่งที่ทำด้านซัพพอร์ตให้กับบ ริษัทในประเทศไทย พบว่ามีบริษัทจำนวนมากกว่าที่ผมคิดกำลังให้ความสนใจ OpenOffice.org ด้วยเหตุผลด้านราคาเป็นหลัก

ด้วยเหตุผลทั้งสองข้อ ผมเลยยกกรณีศึกษาการเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice.org ของฝรั่งมาให้อ่านกัน เผื่อจะมีประโยชน์ ส่วนรายละเอียดของ OpenOffice.org 2.0 ที่ยังไม่ออกตัวจริง (ตอนนี้เป็นรุ่นเบต้า) ผมรอให้ออกตัวจริงก่อนแล้วจะเขียนถึงนะครับ แต่ถ้าใครสนใจอยากเอามาลองเล่นก่อนก็ดาวน์โหลดได้ที่ th.openoffice.org

องค์กรในกรณีศึกษานี้เป็นโรงเรียนครับ การที่องค์กรมีลักษณะเป็นสถานศึกษาหมายความว่าผู้ใช้ไม่มีแต่เพียงอาจารย์ ซึ่งถือเป็นบุคคลากรหลักที่อยู่ในการควบคุมขององค์กร แต่รวมถึงนักเรียนที่มีรูปแบบการใช้งานคอมพิวเตอร์ต่างออกไปด้วย นอกจากนี้การใช้งานชุดออฟฟิศในสถานศึกษาก็มีรูปแบบที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เช่น พิมพ์รายงาน หรือทำสไลด์นำเสนอ ส่วนการทำตารางการเงิน งบประมาณที่ซับซ้อนนั้นถือว่ามีน้อยมาก หรือถ้ามีก็เฉพาะกลุ่มงานธุรการเท่านั้น ทำให้ฝ่ายซัพพอร์ตตัดปัญหาด้านความสามารถระดับสูงของตัวโปรแกรมที่ไม่เท่ากั นออกไปได้ เพราะทุกคนใช้แต่ความสามารถพื้นๆ

ซึ่งผมเห็นว่าการใช้งานส่วนมากในเมืองไทย ก็เป็นอย่างนี้ ดังนั้นกรณีศึกษานี้น่าจะใกล้เคียงกับสถานการณ์จริง

ฝ่ายไอทีของ University of Detroit Jesuit High School and Academy พบว่าถ้าต้องการเปลี่ยนเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าของโรงเรียนที่ใช้วินโดวส์ 2000 และไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 97 ให้ใช้โปรแกรมรุ่นใหม่ เช่น วินโดวส์ XP และไมโครซอฟท์ออฟฟิศ 2000 หรือ 2003 จำเป็นเปลี่ยนฮาร์ดแวร์ใหม่ทั้งหมด ซึ่งคอมพิวเตอร์เก่าประมาณร้อยเครื่อง ใช้เงินประมาณหนึ่งแสนเหรียญ (ราวๆ 4 ล้านบาท)

ทางฝ่ายไอทีจึงพิจารณาการลงลินุกซ์ และ OpenOffice.org แทน นอกจากเหตุผลด้านค่าซอฟต์แวร์ที่ลดลงไปได้มากแล้ว ฝ่ายไอทียังพิจารณาถึงความสามารถของตัวโปรแกรม ที่ต้องผ่านข้อกำหนดการใช้งานพื้นฐานของโรงเรียนด้วย โครงการนี้ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการหลังจากฝ่ายไอทีไปหว่านล้อมให้เห็นข้ อดีทั้งด้านราคาและความสามารถ งานนี้ใช้เงินไปแค่สองหมื่นเหรียญ (8 แสนบาท)

โครงการนี้เริ่มต้นในปี 2003 ตอนนี้โรงเรียนนี้ใช้ OpenOffice.org 100% แล้วครับ

แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น ฝ่ายไอทีเริ่มงานอย่างเป็นระบบ ทดลองใช้ OpenOffice.org ในห้องแล็บคอมพิวเตอร์แห่งเดียวก่อน เพื่อหาปัญหาจากการใช้งานจริง และเป็นการเตรียมตัวทีมงานให้คุ้นเคยกับ OpenOffice.org ด้วย

หลังจากนั้นทางโรงเรียนก็แจ้งเด็กและผู้ปกครองแนะนำให้เปลี่ยนโปรแกรม มีการนำเสนอข้อมูลให้กับเด็กและอาจารย์ในช่่วงเปิดเรียน ทั้งข้อมูลทั่วๆ ไปและข้อแนะนำว่าจะหาคุณสมบัตินี้ของไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ได้จากส่วนไหนของ OpenOffice.org นักเรียนยังได้เข้าชั้นเรียนที่สอนการใช้ OpenOffice.org ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาคอมพิวเตอร์

ปัญหาอีกอย่างที่พบคือบรรดาอาจารย์มีสไลด์จำนวนมากที่อยู่ในรูป Powerpoint ทางโรงเรียนจึงแนะนำให้แปลงจาก Powerpoint มาเป็น Impress (โปรแกรมนำเสนอของ OpenOffice.org) ถ้าสไลด์มีความซับซ้อนมากจน Impress แปลงได้ไม่สมบูรณ์นัก ก็ยังแจกโปรแกรม Microsoft Powerpoint Viewer ให้ใช้เปิดสไลด์สอนได้ ส่วนการแปลงเอกสารที่ใช้ Macro ซึ่งเป็นปัญหาของ OpenOffice.org มาตลอดก็เป็นอย่างที่ผมเขียนไป คือในโรงเรียนไม่มีการใช้ Macro มากนักอยู่แล้ว

จะเห็นว่าปัญหาทางเทคนิคไม่มีอะไรเลยใช่มั้ยครับ สิ่งที่ University of Detroit Jesuit High School and Academy ทำมีแต่ด้านนโยบาย ด้านอบรมและให้ข้อมูลทั้งนั้น ซึ่งต้องวางแผนเป็นอย่างดีและทำอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนตัวผมเองคิดว่าจุดสำคัญอยู่ที่ทางฝ่ายไอทีทำให้ฝ่ายบริหารเห็นความสำ คัญ และอนุมัติได้ ซึ่งฝ่ายบริหารจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์สอยู่บ้าง หวังว่าบทความตอนนี้จะทำให้ฝ่ายบริหาร (ซึ่งเป็นลูกค้าของกรุงเทพธุรกิจ) ได้เห็นความสำคัญของโอเพ่นซอร์สเพิ่มมากขึ้นนะครับ