Business

Hardware Plus Service

โลกยุค application/content/service ครองเมือง บรรดาผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ที่ไม่มีระบบปฏิบัติการของตัวเอง ก็เริ่มถูกบีบให้ใช้ยุทธศาสตร์ "ฮาร์ดแวร์+บริการ" โดยโบ๋ระบบปฏิบัติการตรงกลางเอาไว้

ตัวอย่างเด่นๆ ที่นึกออก

Acquisition Test

ช่วงนี้ประเด็นร้อนของโลกไอทีฝรั่งคือ HP กับ Autonomy และมีกูรูหลายรายออกมาวิเคราะห์เรื่องการซื้อกิจการที่ (น่าจะเรียกว่า) ล้มเหลวครั้งนี้

สำหรับไอเดียรวมๆ ลองดูที่ NYT: H.P.’s Misstep Shows the Risk in Big Ideas

เรื่องที่จะเขียนในบล็อกนี้มาจาก Forbes ที่ยกเคสของ HP-Autonomy มาวิเคราะห์เรื่องการซื้อกิจการที่สำเร็จ-ล้มเหลว โดยใช้ทฤษฎีของ Porter คิดว่าน่าสนใจดี

Google Everywhere

ว่าจะเขียนถึงมานานแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เขียนสักที วันนี้ว่างก็เอาซะหน่อย

ผมไม่ค่อยซีเรียสนักกับประเด็นเรื่อง แอปเปิลจะทำแอพแผนที่เองใน iOS 6 รวมไปถึงการถอดแอพ YouTube ออกจาก iOS ด้วย คือในแง่ของการแข่งขันมันก็มีประเด็นเรื่องแอปเปิล vs กูเกิลอยู่แหละ แต่มันไม่ได้เป็นปัญหายิ่งใหญ่อะไรนัก

การวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของกูเกิลนั้นต้องเปลี่ยน paradigm จากวิธีคิดแบบ retail (ทำสินค้ามาขายให้กับลูกค้าโดยตรง) ไปเป็นวิธีคิดแบบ service เสียก่อน ซึ่งมันไม่ได้ตรงไปตรงมาเท่ากับวิธีคิดแบบ retail ทำให้เข้าใจยากพอสมควร (กว่าผมจะเข้าใจเรื่องนี้ก็นานเหมือนกัน)

Strategic Business Development

ฮีโร่โลกไอทีของผมคนหนึ่งคือ Marc Andreesen ผู้ก่อตั้ง Netscape ในฐานะ "เดวิด" ที่หาญกล้าไปต่อสู้กับ "โกไลแอท" อย่างไมโครซอฟท์ (และทำให้ไมโครซอฟท์ต้องสะเทือนในระดับบิล เกตส์ ต้องตื่นกลางดึกเป็นครั้งแรก)

ถึงแม้ Netscape จะพ่ายแพ้ไปอย่างน่าเจ็บใจ แต่วิสัยทัศน์หลายอย่างก็ถูกสานต่อโดย Google, Mozilla และชุมชนโอเพนซอร์ส

Netscape ขายบริษัทให้ AOL ในปี 1999 ถึงแม้จะเสียเอกราชแต่มันกลับเป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องมากๆ ของผู้ถือหุ้น Netscape (และกลายเป็น AOL ซวยไปแทนในแง่ตัวเงิน คือสงครามครั้งนั้นไมโครซอฟท์ยิ่งใหญ่มากจนใครก็สู้ไม่ชนะ) จากนั้น Andreessen ลาออกไปตั้งบริษัทใหม่ชื่ออะไรสักอย่าง

ตอนนั้นผมไม่ได้สนใจมากนักว่าเขาหายไปทำอะไรกันแน่ (รู้แค่ว่าเงียบมาก) ผนวกกับบริษัทใหม่ของ Andreessen เจาะตลาดองค์กร (ที่ห่างไกลกับผมมากในตอนนั้น) มาได้ยินชื่ออีกทีก็ตอนเขาโผล่มาทำ Ning ในยุคโซเชียลรุ่งเรืองเลย

The Walt Disney Company

ไปยืนอ่าน Fortune เล่มใหม่ มีเรื่องบริษัท Walt Disney อันที่น่าสนใจคือ "สัดส่วนรายได้" ของบริษัท

ส่วนของเคเบิลทีวีได้เยอะสุดคงไม่น่าแปลกใจนัก (เคเบิล != ทีวี ในสหรัฐ เลยคิดแยกคนละส่วนกัน) แต่ที่แปลกใจคือสวนสนุกมีสัดส่วนรายได้เยอะมาก ในขณะที่ภาพยนตร์ไม่เยอะอย่างที่ภาพลักษณ์แสดงออกมา

(จริงๆ ตัวเลขพวกนี้มันมีอยู่ในงบดุลอยู่แล้ว เพียงแต่ผมไม่เคยไปสนใจเองแหละ)

Pages

Subscribe to RSS - Business