บล็อกอันนี้เขียนตอบบล็อกของนายตาหวาน Blog-based game developement-related documentary site
สำหรับเรื่องเต็มๆ ทั้งหมดอ่านได้ที่
สรุปสั้นๆ ว่าคุณ PaePae เสนอโมเดลเว็บไซต์แบบเดียวกับ Blognone แต่เป็นข่าวการพัฒนาเกม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อรวบรวมความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาเกมในบ้านเราให้เป็นหลักแหล่ง (ซึ่งต่างไปจากโมเดลแบบ forum ซึ่งปัจจุบันมีหลายเว็บแล้ว)
ผมขอตอบเป็นบล็อกดังนี้ครับ
ความขัดแย้งเรื่อง “ความอยู่รอดทางธุรกิจ vs อุดมการณ์” ดูจะเป็นเรื่องคลาสสิคตลอดมาไม่เคยเปลี่ยน
อ่านบทความ จุดจบของการอ่าน อันตรธานของหนังสือพิมพ์คุณภาพ ของภิญโญที่ onopen ก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน ภิญโญยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ระดับโลก (Wallstreet Journal) โดนกลุ่มธุรกิจสื่อระดับโลก (News Corp ของ Rupert Murdock) ครอบครองกิจการ จะเกิดอะไรขึ้นในแง่ของเนื้อหา vs ธุรกิจหรือเปล่า
โดยส่วนตัวแล้วน่าคิดมาก เพราะผมก็มีสื่ออยู่ในมือกับเขาด้วย
ถึงแม้ Blognone จะยังอยู่นอกกระแส เป็นแค่เศษเสี้ยวธุลีเมื่อเทียบกับ WSJ แต่ก็พอมีชื่อเสียงอยู่ในอุตสาหกรรมของตัวเองบ้าง ที่มีอารมณ์ร่วมเป็นพิเศษก็เพราะว่า Blognone พิสูจน์ตัวเองในด้านเนื้อหา/อุดมการณ์ในมุมของนักสื่อสารมวลชนเรียบร้อยในระดับหนึ่ง และกำลังก้าวเข้าสู่การพิสูจน์ตัวเองในโลกธุรกิจต่อไป ดังที่เคยเขียนไว้ในบทความ 3 ปี Blognone ประเด็นพวกนี้จึงเป็นเรื่องที่ผมต้องคิดอยู่เสมอ และคิดมาตลอด
ทิศทางของ Blognone จึงอาจดูสวนทางกับ WSJ เพราะความต้องการไม่ตรงกัน ในขณะที่ WSJ (หรือ Vogue) กำลังถามหาจิตวิญญาณของสื่อ แต่ Blognone ก็กำลังดิ้นรนเอาตัวรอดในทางธุรกิจ (ซึ่งยังคิดไม่ออก) แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมก็ขอสัญญาไว้ตรงนี้ว่าผมจะไม่ยอมปล่อยให้ธุรกิจเข้ามาแทรกแซงเนื้อหาของ Blognone เด็ดขาด เราจะแยกมันอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจก็เป็นเรื่องจำเป็น
เมื่อวานนี้ไปอัดรายการช่อง G-Square เกี่ยวกับเรื่องบล็อก โดยไปกับคุณ keng.com (อ่านที่คุณเก่งเขียน) ได้คุยกับคุณอ้อม Vinegar Girl นิดหน่อยแต่ได้ประเด็น
ถ้าให้เทียบแล้ว Vinegar Girl ก็เหมือน Blognone คือเป็นบล็อกที่จับตลาดเฉพาะทาง เนื่องจากสไตล์การเขียนของคุณอ้อมมีคุณภาพทำให้มีแฟนๆ ติดตามเยอะมาก (วันละเกินพัน เยอะกว่า keng.com อีก) คุณอ้อมเล่าว่าเคยเปิดโอกาสให้ผู้อ่านเข้ามาร่วมเขียน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะสไตล์การเขียนไม่ตรงกับที่คุณอ้อมทำไว้ดีแล้ว ก็เลยเลิกไป
ผมติดใจประโยคตัวหนามาก เอามานอนคิด 1 คืนก็พอได้ข้อสรุป