Isriya Paireepairit / mk / markpeak
A Thai tech geek. Co-founder of Blognone and SIU. Blogging on almost everything.
ปกติผมไม่ค่อยได้ซื้อหนังสือในกระแสเองเท่าไร (ยืมเค้าเอาประหยัดดี) เผอิญเรื่องนี้มี accident กับคนให้ยืมนิดหน่อย เลยค้างอ่านมานานนม แต่เนื่องจากไฟลนก้น (หนังจะเข้า) ก็เลยต้องรีบจัดการซะให้เรียบร้อย ก่อนที่จะไปโดนหนังสปอยล์ในโรง
Dan Brown มีผลงานออกมาแล้ว 4 เล่ม เรียงตามลำดับที่ตีพิมพ์คือ Digital Fortress, Angels and Demons, Deception Point และ The Da Vinci Code ที่เคยอ่านมีเล่มเดียวคือ Digital Fortress (ฉบับภาษาไทยใช้ชื่อว่า "ล่ารหัสมรณะ")
เมื่ออ่านจบทั้งสองเล่มก็พบว่า มันดำเนินเรื่องเหมือนกับแทบจะเป๊ะเลย!
Digital Fortress
The Da Vinci Code
จะเห็นได้ว่ายกเอา Digital Fortress มา เปลี่ยนฉากหลัง ปรับเนื้อหานิดหน่อย มันก็กลายเป็น The Da Vinci Code ได้เลย
แต่กระนั้นก็ตาม The Da Vinci Code ก็ไม่ใช่งานเผา แถมยังสนุกมาก
สิ่งที่ทำให้งานของ Dan Brown โดดเด่นนั้นมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือการวิจัยค้นคว้าข้อมูลมาอย่างดี ไม่ใช่สิ เรียกว่ายอดเยี่ยมจนเราเชื่อว่ามันเป็นความจริง! ส่วนอย่างที่สองคือการนำวิธีดำเนินเรื่องของนิยายหนังสืบ/หนังทริลเลอร์มาใช้ในงานเขียน ซึ่งมีตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จก่อนหน้านี้มาแล้วคือ Harry Potter
สำหรับคำถามว่าทำไมการดำเนินเรื่องสีบสวน ปกปิดตัวคนร้ายถึงดัง ก็ขอยกคำพูดของ Langdon มาตอบน่าจะดีกว่า
Everyone loves a conspiracy
Robert Langdon
แต่สิ่งที่ทำให้ The Da Vinci Code ดังกว่าหนังสือเล่มอื่นๆ ของ Brown แบบไม่เห็นฝุ่น ก็เพราะประเด็นที่สาม "การสร้าง controversial" น่ะเอง
Dan Brown กล้ามากที่นำข้อถกเถียงทางศาสนามาเล่นกันตรงๆ แต่ก็คุ้มค่า เพราะว่าผลลัพธ์ที่กลับมาคือยอดขาย 40 ล้านเล่มทั่วโลก ต้องออกตัวนิดว่าผมไม่ใช่คริสต์ และโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าประเด็นของ Mary Magdalene ที่เป็นปมหลัก นั้นไม่แรงเท่าประเด็นรองว่าศาสนจักร (วาติกัน)ได้กระทำทฤษฎีสมคบคิดมานานนับพันปี
ส่วนที่ไม่ค่อยชอบในหนังสือเล่มนี้คือชื่อเรื่อง เพราะเอาเข้าจริง Da Vinci มาเกี่ยวข้องนิดเดียว ปริศนาเกือบทั้งหมดในเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวกับ Da Vinci เลย (มีแค่ภาพ The Last Supper ภาพเดียวที่เกี่ยวตรงๆ Vitruvian Man นี่พอเกี่ยวหน่อย ส่วนโมนาลิซ่านั่นแถวบ้านเรียกไถมาให้เกี่ยว :D
ไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นกันหรือเปล่า แต่ผมอ่านหนังสือของ Brown มาสองเล่มแล้ว จะแกะปริศนาในเรื่อง (รหัสหรือคนร้าย) ออกก่อน clue สุดท้ายประมาณ 2-3 อัน ทำให้เสียอรรถรสไปนิดหน่อย เพราะต้องมารอว่าเมื่อไรพระเอกนางเอกจะคิดออกซะที ผมก็ไม่มีฝีมืออะไรในการเดาคนร้ายในนิยายนักสืบนะครับ อ่านคินดะอิจินี่เดาไม่เคยถูกเลย
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบคงรู้สึกแบบเดียวกันว่า "อยากไปลูร์ฟ" :D ดูเทรลเลอร์ของเวอร์ชันหนังแล้วถ่ายลูร์ฟออกมาได้สวยน่าไปมาก เชื่อว่าอิทธิพลของหนังสือและหนังคงทำให้มีคนเข้าลูร์ฟเพิ่มอีกเป็นหลักหลายล้านเลยล่ะ
Dan Brown กำลังเขียนภาคต่อของ Da Vinci Code อยู่ (Angels and Demons เป็นภาคแรก) มีเนื้อหาเกี่ยวกับสมาคมลับเช่นเคย คราวนี้เป็นเรื่องของ Freemasons มีกำหนดออกในปี 2007 ชื่อหนังสือว่า The Solomon Key
Comments
plynoi
14 May, 2006 - 12:07
Permalink
แนะนำว่าใ
แนะนำว่าให้อ่านให้หมดครับ
จะพบว่า เกือบทุกเรื่อง จบลงบนเตียง....
keng
14 May, 2006 - 12:16
Permalink
อ่านมาแล้
อ่านมาแล้วทั้ง สี่เล่ม
ลำดับการอ่านก็เป็น
สองเรื่องแรก เดาไม่ถูกว่าใครคือคนร้าย
ใน Digital Fortress ก็เดาเกือบถูก (เกือบถูกคือไม่ถูก)
แต่ Deception Point นี่เดาถูกตั้งแต่บทแรกๆ ของเรื่องแล้วอ่ะ แต่เดาปมในเรื่องให้เชื่อมต่อกันไม่ได้ T_T
หลังอ่านสี่เล่มจบแล้ว เอียนแดน บราวน์ ไปพักนึกเลย T_T
rerngrit
15 May, 2006 - 08:33
Permalink
ผมชอบถูกส
ผมชอบถูกสปอยล์ในโรงมากกว่า แล้วค่อยมาอ่านเก็บรายละเอียด
แต่เรื่องนี้อาจจบไปเป็นชาติแล้ว
เดือนนี้ได้เห็นหน้าท่านเซอร์ เอียน แมคเคลเลนสองสัปดาห์รวดเลย
(เซอร์ลี ทีบบิง+แม็กนีโต)
patsonic
23 May, 2006 - 14:38
Permalink
เขียนได้ด
เขียนได้ดีมากๆ เลย ตอนนี้ ผมอ่านไปเล่มเดียวเท่านั้น
คือ The Da Vinci Code อ่านก่อนหนังเข้าไม่กี่วันเอง
กำลังคิดว่าจะหาเล่มที่สอง สงสัยจะต้องเป็น Angles and Demons
neong.natt@hotm...
7 February, 2008 - 14:50
Permalink
ยังไม่ได้
ยังไม่ได้อ่านไปเอามาจากไหนเหยอ
Add new comment